LNCrawler

ตอนที่ 123 ทำไมถึงคิดว่าฉันจะไม่เลือกนาย

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 123 ทำไมถึงคิดว่าฉันจะไม่เลือกนาย

        เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย มือหนาของจี้เยี่ยนจื๋อก็พลันกำเข้าหากันแน่น แววตาพาดผ่านด้วยร่องรอยแห่งความมืดหม่น

       ราวกับมีบางสิ่งที่หนักอึ้งกดทับลงบนกลางใจ เขาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างลึกซึ้ง ทว่าหัวคิ้วกลับยิ่งขมวดมุ่นจนเป็นปม

       เขาเรียกจี้ทิงว่าคนโง่หรือคนปัญญาอ่อนมาแล้วกี่ครั้ง แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังจำไม่ได้ ถึงส่วนใหญ่จะแค่เรียกอยู่ในใจ แต่จี้ทิงออกจะเฉลียวฉลาดขนาดนั้น มีหรือจะไม่เห็นความชิงชังรังเกียจในแววตาของเขา

       หมอเจิ้งเห็นเขาเงียบไปก็นึกว่าเขากำลังกังวล จึงเอ่ยปลอบว่า “ประธานจี้ครับ จริงๆ แล้วตอนนี้จี้ทิงดีขึ้นมากแล้ว ขอแค่ทานยาตามกำหนดและเข้ารับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ภายนอกเขาก็จะดูเหมือนคนปกติทั่วไปครับ”

       ในใจของจี้เยี่ยนจื๋อเต็มไปด้วยความรู้สึกที่สลับซับซ้อน เขามีถ้อยคำมากมายที่อยากจะเอ่ย ทว่ากลับไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้เลย

       เพราะเขารู้ซึ้งแก่ใจดีว่า จี้ทิงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขาเลยแม้แต่น้อย ส่วนเรื่องการดูแลเอาใจใส่จากคนในครอบครัวนั้น... ยิ่งฟังดูเป็นเรื่องตลกสิ้นดี

       การเกิดมาในครอบครัวแบบนั้น ขนาดตัวเขายังเติบโตมาพร้อมกับความบิดเบี้ยวอันน่าสยดสยอง แต่จี้ทิงกลับสามารถดิ้นรนพาตัวเองออกมาจากปลักโคลน เพื่อออกตามหาแสงตะวันของตัวเองเพียงลำพัง

       จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปนานแสนนาน ในที่สุดก็ถามออกไปประโยคหนึ่ง “โรคนี้... จะทำให้คนเรานิสัยเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยเหรอครับ?”

       “ครับ นิสัยใจคอสามารถเปลี่ยนไปตามอาการของโรคได้จริงๆ แต่การเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันนั้นค่อนข้างพบได้น้อย ทว่าก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้ครับ”

       “แล้วถ้าเกิดจู่ๆ เขาก็กลายเป็นคนรักการเรียน แถมยังรู้ในสิ่งที่เขาไม่เคยหยิบจับมาก่อนล่ะครับ?”

       พอได้ยินเช่นนี้ หมอเจิ้งก็ไม่มีทีท่าประหลาดใจเลยสักนิด “เรื่องนี้ผมต้องอธิบายให้คุณเข้าใจเป็นพิเศษครับ โรคแอสเพอร์เกอร์ในความเข้าใจของคนทั่วไปมักจะถูกเรียกว่า ‘โรคอัจฉริยะ’ แต่ในความเป็นจริงนั่นคือความเข้าใจผิดที่คลาดเคลื่อนมากครับ”

       “ในหมู่สุดยอดอัจฉริยะน่ะมีคนเป็นโรคนี้อยู่จริงครับ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เพียงแต่จะไม่ใช่อัจฉริยะ แต่ยังมีอุปสรรคทางด้านภาษาและสติปัญญาด้วย ที่ดูเหมือนอัจฉริยะนั่นเป็นเพราะพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำจะทำให้พวกเขาทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด อย่างที่คุณบอกว่าเขาจู่ๆ ก็ชอบเรียนหนังสือ นั่นอาจไม่ใช่เพราะเขาถนัดหรอกครับ แต่เป็นเพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น ผู้ป่วยจะตกอยู่ในสภาวะวิตกกังวลและอารมณ์เกรี้ยวกราดแทน”

       จี้เยี่ยนจื๋อหวนนึกถึงพฤติกรรมของจี้ทิง ความเคลือบแคลงในใจยิ่งหยั่งรากลึก “แล้วถ้าพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำของเขาเป็นเรื่องอื่นล่ะครับ และที่เขาเก่งเรื่องการเรียน เป็นเพราะตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นสุดยอดอัจฉริยะ?”

       คำถามนี้ทำเอาหมอเจิ้งถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะแสดงสีหน้าครุ่นคิดออกมา

       “ถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ นอกจากเขาจะมีทักษะการเรียนรู้และความเข้าใจที่ทรงพลังมากแล้ว เขายังจะมีสมาธิจดจ่อและพลังความจำที่เหนือกว่าคนทั่วไปอย่างมหาศาล ขอเพียงได้รับคำแนะนำในทางที่ถูกต้อง ความสำเร็จของเขาจะไปถึงระดับที่พวกเรายากจะจินตนาการได้เลยครับ”

       ตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อเข้าใจถ่องแท้แล้วว่าทำไมจี้ทิงถึงข้ามสายมาคว้าความรู้ได้มากมายขนาดนี้ หากพูดให้เข้าใจง่ายก็คือการมีบัฟเสริมพลังซ้อนกันหลายชั้น ในขณะที่คนอื่นต้องเค้นสมองจนแทบตายกว่าจะได้คำตอบ แต่สำหรับจี้ทิงแล้ว บางทีอาจจะไม่ต้องหยิบปากกาขึ้นมาด้วยซ้ำ แค่เหลือบมองปราดเดียวก็เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง

       จี้เยี่ยนจื๋อใช้เวลาพูดคุยกับหมอเจิ้งตลอดทั้งบ่าย ยิ่งได้ทำความรู้จักกับโรคนี้ลึกซึ้งขึ้นเท่าไร อารมณ์ของจี้เยี่ยนจื๋อก็ยิ่งพลิกผันไปมาระหว่างความตกตะลึงและความหนักอึ้ง

       โดยเฉพาะตอนที่เขานึกถึงคืนนั้นที่เมืองไห่เฉิง เขาถามจี้ทิงว่าฟังอารมณ์ในน้ำเสียงของเขาไม่ออกหรือไง ในตอนนั้น แววตาของจี้ทิงดูวูบไหวและหลบเลี่ยง

       เขากำลังหวาดกลัว... กลัวว่าเขาจะรู้ว่าตนเองเจ็บป่วย กลัวว่าเขาจะมองว่าตนเองไม่ใช่คนปกติ

       แววตาคู่นั้นปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่จดจ้องมองมาในห้วงคำนึง มักจะใช้ความเรียบเฉยมาฉาบเคลือบความไม่มั่นคงเอาไว้ เหมือนกับประโยคหนึ่งที่เขาเคยอ่านจากในหนังสือ...

       ‘คุณช่างกล้าหาญและเงียบเชียบเหลือเกิน จนฉันลืมไปเสียสนิทว่าคุณกำลังแบกรับความเจ็บปวดไว้อยู่’

       ...

       คืนนี้จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้กลับมาบ้าน

       บนโต๊ะอาหารมื้อค่ำ จี้ทิงมองบรรยากาศอันอบอุ่นตรงหน้า ราวกับว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่ามีใครบางคนหายไป หรืออาจจะจงใจไม่รับรู้เสียมากกว่า

       “จี้ทิง ลูกลองชิมกุ้งผัดพริกไทยดำนี่ดูสิ หลิงซีลงมือทำเองเลยนะ”

       ท่ามกลางสายตาที่หลิงซีมองมา จี้ทิงก็คีบขึ้นมาทาน หลินชิงถามด้วยรอยยิ้ม “รสชาติเป็นยังไงบ้างจ๊ะ?”

       “ครับ”

       ไม่มีคำชมเชย ไม่มีคำวิจารณ์ มีเพียงเสียงตอบรับในลำคอแผ่วเบาเพียงคำเดียว

       จี้ทิงรู้สึกได้ว่าแววตาของหลิงซีหม่นแสงลงในทันที แต่เขากลับทำเป็นมองไม่เห็น และลงมือทานอาหารอย่างอื่นในจานต่อไป

       “จี้ทิง ทำไมตั้งแต่พ่อกับแม่กลับมาครั้งนี้ ลูกดูเหมือนจะไม่ค่อยมีความสุขเลยนะ” จี้ซื่อเจ๋อเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม น้ำเสียงเหมือนกำลังหยอกล้อ “คงไม่ได้กำลังเคืองพวกเราที่ไม่ได้พาลูกไปเที่ยวด้วยหรอกใช่ไหม?”

       จี้ทิงอ้าปากจะตอบตามสัญชาตญาณแต่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ผมไม่ได้ออกไปเที่ยวข้างนอกมานานมากแล้วครับ”

       “ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้เอง” จี้ซื่อเจ๋อหัวเราะอย่างเข้าใจ “อยากไปเที่ยวที่ไหนก็ไปสิ ไม่มีใครขังลูกไว้ในบ้านเสียหน่อย”

       จี้ทิงวางแผนปูทางไว้ในขั้นต้นแล้ว กำลังจะพยักหน้าตอบรับ แต่จี้ซื่อเจ๋อกลับโพล่งขึ้นมาว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน ก่อนถึงวันตรุษจีน ลูกก็ออกไปเที่ยวกับหลิงซีสักสองสามวัน พ่อจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้เอง พวกลูกแค่เที่ยวให้สนุกก็พอ”

       จี้ทิงขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาทันที ทว่าจี้ซื่อเจ๋อกลับหันไปถามหลิงซีโดยตรง “ไหนลองบอกอามาสิ ว่ามีที่ไหนที่อยากไปเป็นพิเศษหรือเปล่า?”

       หลิงซีใช้หางตาชำเลืองมองจี้ทิงพลางเม้มริมฝีปากอย่างเอียงอาย “แล้วแต่จี้ทิงเถอะครับ ผมยังไงก็ได้”

       “ตกลง งั้นจี้ทิงคิดได้เมื่อไหร่ก็บอกพ่อนะ แต่พ่อว่าไปแถวๆ เมืองหลวงก็น่าจะดีที่สุด เล่นจนพอใจแล้วจะได้กลับมาฉลองปีใหม่ด้วยกัน”

       จี้ซื่อเจ๋อสรุปความเองเสร็จสรรพ ไม่เปิดโอกาสให้จี้ทิงได้พูดเลยแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะลุกเดินจากโต๊ะอาหารไป

       จี้ทิงหันไปมองคนข้างกาย เห็นหลินชิงเริ่มปรึกษากับหลิงซีอย่างออกรส “ถ้าสองสามวัน แม่ว่าไปสิงคโปร์ก็ดีนะ ที่นั่นสภาพแวดล้อมกับวิวสวยดี อาหารการกินก็ถูกปาก หลิงซีคิดว่ายังไงจ๊ะ?”

       หลิงซีพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ครับ ผมว่าก็ดีนะครับ”

       จี้ทิงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว จะไปหรือไม่ไปเขาไม่มีสิทธิ์เลือก แค่ ‘ครอบครัวสามคน’ นี้ตกลงกันได้ก็พอ

       หลินชิงหันกลับมาตั้งท่าจะคุยกับจี้ทิง ทว่ากลับเห็นลูกชายลุกยืนขึ้นเสียก่อน

       “จี้ทิง ลูกยังทานข้าวไม่หมดเลย จะไปไหนน่ะ?”

       “ไปเล่นเกมครับ”

       หลินชิงอึ้งไป ครู่หนึ่งจึงมองตามจี้ทิงที่เดินออกจากห้องอาหารไป แล้วหันกลับมามองหลิงซี “จี้ทิงเขาเป็นอะไรของเขาไปนะ”

       หลิงซีกำนิ้วมือแน่น ก่อนจะลุกขึ้นเช่นกัน “น้าหลินไม่ต้องกังวลนะครับ เดี๋ยวผมไปคุยกับเขาเอง”

       ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง จี้ทิงมองภาพจากกล้องวงจรปิดตรงระเบียงทางเดิน แววตาเผยความรำคาญใจออกมาจางๆ

       หลังจากหลิงซีเคาะประตูเสร็จเขาก็ยืนกรานอยู่ตรงนั้น ราวกับว่าถ้าเขาไม่ยอมออกมา เขาก็จะยืนรออยู่แบบนั้นไปตลอด

       จี้ทิงละสายตาจากหน้าจอ จากนั้นก็กดเปิดโปรแกรมบางอย่างแล้วรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว

       สิบห้านาทีต่อมา โทรศัพท์ของหลิงซีก็สั่นขึ้น

       จี้ทิง : [ไปรอฉันที่ห้องนั่งเล่นเล็ก]

       มุมปากของหลิงซียกขึ้นเล็กน้อย หัวใจพองโตด้วยความหวานชื่นและยินดี เขาหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องนั่งเล่นฝั่งตึกตะวันตกทันที

       ไม่นานนัก จี้ทิงก็เดินถือบางสิ่งบางอย่างตรงมาหาเขา

       “จี้ทิง...”

       หลิงซีเพิ่งจะลุกขึ้นจากโซฟา จี้ทิงก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วยื่นของในมือส่งให้

       หลิงซีรับมาอย่างงุนงง “นี่คืออะไรเหรอ?”

       “นายลองเปิดดูเองเถอะ แล้วจะรู้”

       หลิงซีเปิดหน้าแรกออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือรายชื่อของชายหนุ่มสามคน...

       [ฉินไจ้เย่ ลู่เหยียนชู จี้เยี่ยนจื๋อ]

       “นี่คือข้อมูลที่ฉันประมวลผลขึ้นมาโดยวิเคราะห์จากลักษณะนิสัย ภูมิหลังครอบครัว และความสามารถรวมถึงคุณธรรมของพวกเขา เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเสริม ถ้านายเต็มใจ นายสามารถเลือกคนใดคนหนึ่งจากในนี้ได้เลย”

       ร่างกายของหลิงซีสั่นสะท้าน เขาเงยหน้าขึ้นจากแผ่นกระดาษด้วยอาการเหม่อลอย จ้องมองจี้ทิงอย่างไม่ยากจะเชื่อสายตา

       จี้ทิงตอบกลับด้วยความเย็นชา ราวกับว่าการกระทำนี้เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเท่านั้น

       เนิ่นนานผ่านไป หลิงซีก็หลุดยิ้มเยาะหยันตัวเองด้วยความขมขื่น

       ขอบตาของเขาเริ่มแดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายคนประชดประชันในโชคชะตา “แล้วทำไมในนี้ถึงไม่มีชื่อนายล่ะ... หรือนายมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ ว่าฉันจะไม่เลือกนาย”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^