ตอนที่ 124 สี่พระเอกฝ่ายรุก ชัยชนะอยู่ในมือฉัน
ตอนที่ 124 สี่พระเอกฝ่ายรุก ชัยชนะอยู่ในมือฉัน
เมื่อเห็นหยาดน้ำตาคลอหน่วยในดวงตาของหลิงซี สีหน้าของจี้ทิงนอกจากจะไร้ซึ่งความสั่นไหวแล้ว เขายังตกอยู่ในความเงียบงันอีกด้วย
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงค่อยๆ เอ่ยปาก “การอยู่กับฉัน ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดจริงๆ นั่นแหละ”
วินาทีที่แล้ว อารมณ์ของหลิงซียังเปรียบเสมือนสายลมฤดูหนาวที่บาดลึกและอ้างว้าง ทว่าวินาทีถัดมาเมื่อได้ยินประโยคนี้ ทั่วทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่กับที่
คนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน โดยไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีใครบางคนเดินพ้นหัวมุมทางเดินออกมา ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งแล้วรีบหลบวูบกลับไป
จ้าวเทียนคือบอดี้การ์ดของจี้เยี่ยนจื๋อ เดิมทีเขากำลังจะไปเอาของที่ตึกหลัก ไม่นึกเลยว่าจะมาชนเข้ากับฉากการสนทนาของทั้งคู่พอดี เขาค่อยๆ ยื่นหน้าออกไปมองอย่างระมัดระวังรอบหนึ่ง เมื่อชักสายตากลับมาก็ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ
ไม่จริงน่า คุณชายรองพูดจนคุณชายหลิงร้องไห้เลยเหรอเนี่ย
“จี้ทิง นาย... นายพูดว่าอะไรนะ?”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมดูแผ่นกระดาษ จี้ทิงจึงหยิบรายงานข้อมูลขนาดใหญ่นั้นมาจากมือเขา แล้วเริ่มวิเคราะห์ให้ฟังด้วยตัวเอง
“ลู่เหยียนชู นิสัยมั่นคง อ่อนโยนและใส่ใจ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือในอนาคต เขาจะเป็นคู่ชีวิตที่ดีมากคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เขาอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพการงาน ถึงแม้เขาจะพร้อมทิ้งชื่อเสียงลาภยศเพื่อนายได้ แต่บริษัทต้นสังกัดก็ต้องพยายามขัดขวางไม่ให้เขาเปิดเผยความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการแน่ ดังนั้นนายไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากคนรอบข้างเขาเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากอินเทอร์เน็ตและกลุ่มแฟนคลับด้วย”
“ฉินไจ้เย่ เขามีอำนาจมากและเบื้องหลังล้ำลึก สามารถปกป้องนายไว้ใต้ร่มเงาของเขาได้ แต่ตระกูลทหารนั้นหัวโบราณและเข้มงวด ย่อมไม่ยอมรับความสัมพันธ์ของเพศเดียวกัน ถ้านายอยู่กับเขา ในสายตาของตระกูลฉิน นายจะเป็นรอยด่างพร้อยเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของฉินไจ้เย่ตลอดไป”
“ส่วนจี้เยี่ยนจื๋อ...”
พอถึงตรงนี้ จี้ทิงหยุดชะงักไปเล็กน้อย “เขาเป็นประธานกลุ่มบริษัทซื่อลี่ ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางสังคมหรือความมั่งคั่ง ล้วนรับประกันได้ว่านายจะมีชีวิตที่สุขสบายไปตลอดครึ่งหลังของชีวิต แต่ตระกูลหลิงของนายล้มละลายไปเมื่อหลายปีก่อน จนถึงตอนนี้ก็ยังชดใช้หนี้สินไม่หมด สำหรับการแต่งงานที่ไม่มีผลประโยชน์ที่แท้จริงแบบนี้ ทั้งตระกูลจี้และตระกูลเจียงไม่มีวันเห็นชอบแน่นอน”
พูดมาถึงจุดนี้ หลิงซีพยายามจะแทรกขึ้น ทว่าจี้ทิงกลับเสริมต่ออีกสองสามประโยค “ต่อให้จี้เยี่ยนจื๋อจะชอบนายมากแค่ไหน แต่เขาก็มีบุคลิกภาพที่บกพร่องเกินไป นิสัยส่วนตัวก็เกรี้ยวกราดและปากไม่ตรงกับใจ ถ้านายเลือกอยู่กับเขา หลายสิบปีต่อจากนี้ นายจะต้องอดทนกับอารมณ์ร้ายๆ และคำพูดถากถางของเขาไปตลอด”
นอกเหนือจากเรื่องงานแล้ว จี้ทิงแทบจะไม่พูดประโยคยาวๆ ขนาดนี้ แต่ที่เขาทำไปทั้งหมดก็เพื่อกำจัดสิ่งรบกวนให้สิ้นซาก
และก็ได้ผล หลังจากได้ฟังสิ่งที่เขาพูดมาทั้งหมด อารมณ์ของหลิงซีก็ดูจะสงบลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย
“พี่ใหญ่ไม่ได้นิสัยแย่อย่างที่นายพูดสักหน่อย”
“ฉันเป็นน้องชายแท้ๆ ของเขา ฉันรู้จักเขาดีกว่านาย” จี้ทิงจ้องมองเขาแล้วเอ่ยต่อ “ต่อให้เขาไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่เขาก็ยังเทียบกับฉันไม่ได้อยู่ดี”
“ฉันเป็นลูกชายคนเล็กของตระกูลจี้ ตราบใดที่มีจี้เยี่ยนจื๋ออยู่ ภาระของตระกูลก็ไม่มีวันตกมาถึงบ่าของฉัน ฉันไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบ แต่กลับได้รับเงินปันผลจากกลุ่มบริษัทปีละสิบกว่าล้าน นายอยากได้อะไร ฉันก็หาให้ได้หมด”
พูดมาถึงตรงนี้ จี้ทิงเริ่มรู้สึกติดขัดอยู่บ้าง คำพูดประเภทกดหัวคนอื่นเพื่อยกหางตัวเองแบบนี้ ในคลังคำศัพท์ของเขามันช่างแห้งแล้งเหลือเกิน
ในจังหวะนั้นเอง เขาก็พลันนึกถึงบทพูดในนิยายขึ้นมาได้ แววตาจึงฉายประกายจางๆ “ฉันยอมสละทุกอย่างเพื่อนายได้ ถ้าคนพวกนั้นยังตามมาระรานนายอีก ฉันจะทิ้งทุกอย่างแล้วพานายไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา มีแค่เราสองคน และอยู่ด้วยกันตลอดกาล”
สีหน้าของหลิงซีเปลี่ยนไป เขาอึ้งจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ตอนนี้เขาเริ่มระแวงแล้วว่า ความเย็นชาที่ผ่านมาของจี้ทิงนั้นเป็นความตั้งใจ หรือเป็นแผนแสร้งทำเป็นไม่สนใจเพื่อให้เขาเป็นฝ่ายเข้าหาเองกันแน่
จี้ทิงข่มความรู้สึกไม่สบายใจเอาไว้ แล้วก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง เขาทิ้งสมุดในมือลงราวกับแทบจะรอไม่ไหว “ตกลงเถอะนะ หลิงซี”
หลิงซีอดไม่ได้ที่จะถอยหลังหนี แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและลำบากใจ “คุณน้าหลินกับคุณอาจี้ดีกับฉันมาก ฉันยอมให้นายทิ้งพวกเขาเพื่อฉันไม่ได้หรอก”
จี้ทิงพลิกหน้ากระดาษนิยายในหัวไปถึงตอนที่หนึ่งร้อยแปดสิบหกอย่างรวดเร็ว เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “แต่เพื่อนายแล้ว ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้น”
“แต่ฉันเห็นแก่ตัวขนาดนั้นไม่ได้ และก็ยอมให้นายกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่ได้เหมือนกัน”
หลังจากหลิงซีพูดประโยคนั้นจบ เขาก็ก้มหน้าลงเอ่ยคำว่าขอโทษซ้ำสองครั้ง จากนั้นก็วิ่งหนีไปพร้อมกับขอบตาที่แดงก่ำ
ในวินาทีที่อีกฝ่ายหันหลังกลับไป สีหน้าของจี้ทิงก็กลับคืนสู่ความราบเรียบสงบเงียบดังเดิม
หลิงซีเป็นคนใจอ่อนและโลเลเหมือนที่เขียนไว้ในนิยายจริงๆ แต่ก็นิสัยแบบนี้นั่นแหละที่ทำให้เจ้าตัวไม่กล้าตัดใจปฏิเสธความจริงใจจากสี่หนุ่มที่เป็นตัวเอกฝ่ายรุก และในขณะเดียวกันก็ตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะอยู่กับใคร
ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นคนปกติทั่วไป จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะพัวพันยุ่งเหยิงกับผู้ชายสี่คนพร้อมกันแบบตัดไม่ขาดเช่นนี้
จี้ทิงละสายตากลับมา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความวีแชตหาหลินชิง : [หลิงซีไม่อยากไปสิงคโปร์กับผมแล้ว อย่าไปบังคับเขาเลยครับ ผมชวนพวกจางซวี่ไปแทนก็ได้]
เขาคิดว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ หลิงซีกับพ่อแม่ของเจ้าของร่างเดิมคงจะไม่มากวนใจเขาอีก
เมื่อจี้ทิงเดินมุ่งหน้าไปยังห้องเล่นเกม เงาหนึ่งก็แอบชะเง้อหน้าออกมาอย่างลับๆ ล่อๆ ก่อนจะทำเป็นเดินผ่านแล้วก้มลงเก็บสมุดเล่มนั้นบนพื้นขึ้นมา
...
จนกระทั่งถึงช่วงเช้ามืด จี้เยี่ยนจื๋อที่จัดการงานเสร็จสิ้นถึงได้กลับมายังบ้านตระกูลจี้
“ฮัลโหล อยู่ไหน”
“ผมกลับมาแล้ว”
ไม่กี่นาทีต่อมา จี้ทิงก็มาถึงห้องของจี้เยี่ยนจื๋อ
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังคลายเนกไท เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาก็ยื่นกล่องใบหนึ่งบนโต๊ะส่งให้
จี้ทิงรับมาถือไว้ สัมผัสได้ว่ามันยังอุ่นอยู่ “นี่คืออะไรครับ?”
“โอเด้ง” จี้เยี่ยนจื๋อแสร้งทำเป็นไม่มองเขาแล้วเดินตรงไปยังห้องแต่งตัว “วันนั้นเห็นเซี่ยย่วนย่วนบอกว่าอร่อยไม่ใช่เหรอ”
จี้ทิงมองของในมือด้วยความฉงน [จี้เยี่ยนจื๋อซื้อของกินมาให้ฉันเนี่ยนะ?]
เขายืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินตามไปถาม “ทำไมล่ะครับ?”
“ทำไมอะไรล่ะ” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ทำไม ทีนายยังซื้อเกาลัดคั่วมาให้ฉันได้ แล้วฉันจะซื้อโอเด้งมาอัดนายให้จุกบ้างไม่ได้หรือไง?”
“ผมซื้อเกาลัดคั่วมาเพื่อขอบคุณพี่นะ พี่เป็นคนกินเยอะเกินไปเองต่างหาก”
จี้เยี่ยนจื๋อหันมาถลึงตาใส่เขา “เรื่องนี้นายจะจำไปจนลงโลงเลยใช่ไหม?”
จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ก็น่าจะได้นะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋ออ้าปากจะเถียง แต่ก็กำหมัดแน่น พยายามข่มอารมณ์ไว้อย่างสุดความสามารถ
[วันนี้แทสเมเนียนแปลกจัง ท่าทางอึกอักพูดไม่ออกบอกไม่ถูกแบบนี้ ไม่ตรงกับนิสัยปกติของเขาเลย]
จี้เยี่ยนจื๋อทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น เขาหยิบชุดนอนเตรียมจะไปอาบน้ำ
ทว่าจี้ทิงกลับเอียงคอสงสัยอยู่ตรงนั้น [หรือว่าเขาจะรู้เรื่องที่ฉันพูดลับหลังเขาให้หลิงซีฟัง?]
ฝีเท้าของจี้เยี่ยนจื๋อชะงักกึกทันที เจ้าหูน้อยจี้ว่าร้ายเขาอีกแล้วเหรอ แถมยังพูดกับหลิงซีเนี่ยนะ?!
จี้ทิงเงยหน้าขึ้น เห็นจี้เยี่ยนจื๋อจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ บนใบหน้าเหมือนมีคำว่า ‘ฉันรู้หมดแล้ว’ เขียนหราอยู่
ท่ามกลางบรรยากาศพิลึกพิลั่นที่ต่างฝ่ายต่างสบตากัน จี้ทิงจึงตัดสินใจจะบอกความจริง “จี้เยี่ยนจื๋อ ผมมี...”
ทันทีที่เขาเริ่มอ้าปาก เสียงเคาะประตูก็พลันดังขึ้น
“นายยืนรออยู่ตรงนี้เลยนะ”
จี้เยี่ยนจื๋อขู่ด้วยท่าทางดุดัน ก่อนจะเดินไปที่ประตู
เมื่อเปิดออก คนที่ยืนอยู่ข้างนอกคือเลี่ยวข่าย
“มีอะไร?”
เลี่ยวข่ายแอบเหลือบมองไปข้างหลังเขาเล็กน้อย ก่อนจะหยิบสมุดเล่มบางออกมาแล้วกระซิบเสียงเบา “ประธานจี้ครับ นี่คือของที่จ้าวเทียนฝากมาให้ บอกว่าเป็นของคุณชายรองที่ทำตกไว้ตรงโถงทางเดินตึกตะวันตกเมื่อตอนกลางวันครับ”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^