LNCrawler

ตอนที่ 125 เข้าใจผิดไปกันใหญ่

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 125 เข้าใจผิดไปกันใหญ่

        จี้เยี่ยนจื๋อหยิบสมุดเล่มนั้นมาแล้วเปิดดูผ่านๆ ทันใดนั้นหัวคิ้วของเขาก็เลิกขึ้นเล็กน้อยอย่างมีนัยสำคัญ

       สายตาของเขาไล่มองลงไปทีละบรรทัด ครู่หนึ่งจี้เยี่ยนจื๋อก็เงยดวงตาอันลุ่มลึกขึ้น “จ้าวเทียนบอกว่าของสิ่งนี้เป็นของจี้ทิงงั้นเหรอ?”

       “เขาบอกว่าสมุดเล่มนี้อาจจะเป็นของคุณชายหลิงซีก็ได้ครับ ตอนนั้นที่ทางเดินมีแค่พวกเขาสองคนที่คุยกันอยู่ แต่รายละเอียดว่าคุยเรื่องอะไรกัน จ้าวเทียนได้ยินไม่ค่อยชัดครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อส่งเสียงฮึในลำคอพลางยิ้มกึ่งบึ้งตึง... นินทาเขาละสิ จะคุยเรื่องอะไรกันได้อีก

       เขาพลิกดูต่ออีกสองสามหน้า เลี่ยวข่ายก็ลอบมองตามไปด้วย และพบว่าบนนั้นไม่ได้มีแค่ข้อความบรรยายยืดยาว แต่ยังมีทั้งกราฟรูปหกเหลี่ยมและกราฟแท่งสารพัดอย่าง ดูราวกับรายงานวิจัยฉบับหนึ่ง

       เอ๊ะ ทำไมบนนี้ถึงมีชื่อของประธานจี้อยู่ด้วยล่ะ เดี๋ยวก่อนนะ มีชื่อของคุณลู่เหยียนชูคนนั้นด้วย!

       เลี่ยวข่ายยิ่งดูยิ่งงุนงงจนอดถามไม่ได้ “ประธานจี้ครับ คุณชายรอง เขา...”

       จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะหยัน “ของไร้สาระแบบนี้ไม่มีทางที่จี้ทิงจะเป็นคนทำหรอก”

       หลิงซีเดี๋ยวนี้ชักจะเก่งกล้าสามารถขึ้นทุกวัน ถึงขั้นทำของพรรค์นี้มาวิเคราะห์พวกเขาสามคนเชียวหรือ นี่กำลังเลือกหุ้นเด่น หรือกำลังเปรียบเทียบว่าใครกันแน่ที่พึ่งพาได้และมีศักยภาพมากกว่ากัน แล้วไงล่ะ พอเลือกได้แล้ว เขาจะยังไงต่อ?

       จี้เยี่ยนจื๋อยิ้มเหยียดก่อนจะโยนสมุดเล่มนั้นให้เลี่ยวข่าย “เอาไปทิ้งซะ”

       “ครับ”

       เลี่ยวข่ายหมุนตัวเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว จี้เยี่ยนจื๋อก็ส่งเสียงรั้งเขาไว้ทันควัน “เดี๋ยวก่อน”

       ประกายตาของจี้เยี่ยนจื๋อไหวระริกด้วยแววครุ่นคิด ‘งานวิจัย’ สำเร็จรูปขนาดนี้ ควรจะให้จี้ทิงได้เรียนรู้เพื่อเรียกสติเสียหน่อย

       จี้เยี่ยนจื๋อเอาสมุดเล่มนั้นกลับมา เมื่อเดินมาถึงห้องนั่งเล่น ก็เห็นจี้ทิงกำลังส่งลูกชิ้นกุ้งลูกสุดท้ายเข้าปากพอดี

       “รสชาติโอเด้งเป็นยังไงบ้าง?”

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้น ตั้งใจจะบอกว่ารสชาติดีทีเดียว แต่แล้วเขากลับต้องชะงักงันไปทันใด

       [สมุดเล่มนั้นไปอยู่ในมือจี้เยี่ยนจื๋อได้ยังไงกัน?]

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่คิดว่าเขาจะเคยเห็นมันมาก่อน จึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง “ทำไมล่ะ ไม่อร่อยเหรอ?”

       แววตาของจี้ทิงสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า “อร่อยครับ”

       [จี้เยี่ยนจื๋อคงจะรู้เรื่องนั้นแล้วแน่ๆ มิน่าล่ะเขาถึงออกไปข้างนอกเสียนาน]

       จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินความคิดเล็กความคิดน้อยในใจของอีกฝ่าย จึงแกล้งชูสมุดเล่มนั้นขึ้นสูง “อร่อยแล้วทำไมทำหน้าแบบนี้ล่ะ เพราะไอ้นี่หรือเปล่า?”

       จี้ทิงรู้สึกฝืดคอจนแทบกลืนไม่ลง เขาพยายามเคี้ยวลูกชิ้นกุ้งให้พ้นกระพุ้งแก้มแล้วเอ่ยว่า “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่ฟังผมนะ”

       “ฟังอะไรล่ะ ฟังความรู้สึก ความคิดเห็น หรือฟังเรื่องที่นายกำลังเสียใจปางตาย?”

       จี้ทิงถึงกับมึนงงไปหมด พูดจาตะกุกตะกัก “ผมเนี่ยนะ... เสียใจ... ปางตาย?”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น สะบัดสมุดเล่มนั้นลงตรงหน้าเขา “ในนี้มีทั้งชื่อฉัน มีทั้งลู่เหยียนชู แม้แต่ไอ้สารเลวฉินไจ้เย่นั่นก็ยังถูกลิสต์ไว้ด้วย”

       “แล้วนายรู้ไหม ว่าทำไมถึงไม่มีชื่อนายแค่คนเดียว?”

       จี้ทิงมองเขาตาค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยออกมา “เพราะผมไม่ใช่ และไม่มีทางเป็นตัวเลือกคนรักในอนาคตของหลิงซีได้ครับ”

       ได้ยินแบบนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็เป็นฝ่ายอึ้งเสียเอง ก็นี่ไง... เข้าใจแจ่มแจ้งดีนี่นา แล้วเจ้าหูน้อยจี้ทำไมถึงไม่เห็นจะเสียใจเลยสักนิด

       จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงเล็กน้อย หรือว่าก่อนที่เขาจะกลับมา หมอนี่แอบไปร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งไปแล้วกันแน่?

       จี้ทิงสังเกตเห็นว่าจี้เยี่ยนจื๋อกำลังสำรวจเขา โดยเฉพาะดวงตา ในใจจึงคิดว่า [เขาเหมือนกำลังจับผิดว่าฉันโกหกหรือเปล่า]

       “จี้เยี่ยนจื๋อ ผมคิดแบบนั้นจริงๆ ไม่ได้โกหกครับ”

       จี้ทิงรู้สึกว่าในเมื่อเรื่องนี้เขาเป็นคนทำ ก็ควรจะยืดอกรับผิดชอบ เขาจึงเอ่ยต่อว่า “ส่วนเรื่องข้อมูลของพี่ในนี้ ผมคิดว่าคะแนน...”

       ยังไม่ทันขาดคำ จี้เยี่ยนจื๋อก็โพล่งขึ้นมา “นายดูคะแนนด้วยเหรอ?”

       จี้ทิงไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงใส่ใจนัก จึงพยักหน้าอย่างซื่อๆ “ครับ ดูแล้ว พี่ได้ยี่สิบสามคะแนน ส่วนคนที่ได้คะแนนสูงสุดคือลู่เหยียนชู ได้ไปเก้าสิบสี่คะแนน”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ดูรายละเอียดลึกขนาดนั้น ปฏิกิริยาแรกหลังจากได้ยินจึงเป็น “ลู่เหยียนชูมีสิทธิ์อะไรมาได้คะแนนสูงกว่าฉันตั้งเยอะขนาดนั้น?”

       “ก็เพราะข้อเสียของพี่ถูกระบุไว้เยอะ ผลการวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยโดยรวมก็เลยค่อนข้างต่ำครับ”

       คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุก “ฉันเนี่ยนะข้อเสียเยอะ?”

       “พี่อย่าเพิ่งโมโหสิ ผมว่าคะแนนพวกนี้มันไม่เที่ยงตรงหรอก” จี้ทิงอธิบายอย่างจริงจังเพื่อเป็นการปลอบโยน “นิสัยของคนเราย่อมมีหลายด้าน การวิเคราะห์ข้อมูลแบบนี้เป็นแค่การสรุปรวบยอดเพียงผิวเผิน มันไม่ได้เป็นตัวแทนของเนื้อแท้ในตัวคน และยิ่งไม่ควรเอาคะแนนมาเป็นเกณฑ์วัดความดีเลวของคนด้วย”

       คำพูดนี้พอเข้าหูจี้เยี่ยนจื๋อแล้ว เขากลับรู้สึกว่ามันฟังดูรื่นหูเป็นพิเศษ เจ้าหูน้อยจี้มีความรู้เยอะ สิ่งที่เขาพูดต้องไม่ผิดแน่

       มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อหยักยิ้มจางๆ ทว่าน้ำเสียงยังคงแสร้งทำเป็นไม่ยี่หระ “ทำไม นายเองก็คิดว่าคะแนนของฉันมันต่ำเกินไปงั้นเหรอ?”

       “ครับ”

       “งั้นถ้าเป็นนายที่เป็นคนให้คะแนน นายจะให้ฉันเท่าไหร่?”

       จี้ทิงเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “ผมไม่รู้จักลู่เหยียนชูกับฉินไจ้เย่ดีพอ ถ้าให้คะแนนไปมันจะลำเอียงครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองเขา “นายก็เคยเจอพวกเขาทั้งสองคนแล้วไม่ใช่เหรอ?”

       “ความประทับใจแรกเห็นมักจะแฝงไปด้วยอารมณ์ส่วนตัว สมมติว่าผมไม่ชอบคนไว้หนวด พอเจอคนไว้หนวดครั้งแรก ผมก็จะเอาความชอบความเกลียดของตัวเองไปตัดสินภาพลักษณ์ของเขา”

       จี้เยี่ยนจื๋อส่งเสียงหึ “นายนี่มันเที่ยงธรรมจริงๆ เลยนะ”

       จี้ทิงฟังออกว่าเขากำลังพูดประชดประชัน จึงเม้มริมฝีปากเบาๆ “ก่อนที่พี่จะไปเปิดประตู เดิมทีผมมีเรื่องหนึ่งอยากจะสารภาพกับพี่ครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองใบหน้าที่ฉายแววรู้สึกผิดน้อยๆ ของเขา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “สารภาพอะไรล่ะ คงไม่ได้ไปแอบนินทาอะไรฉันให้คนอื่นฟังอีกหรอกนะ?”

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ “พี่รู้ได้ยังไง?”

       “นายพูดจริงๆ งั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อแสร้งตีหน้าขรึม “พูดกับใคร แล้วพูดว่าอะไรบ้าง?”

       “พูดกับหลิงซีครับ”

       จี้ทิงหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มบอกความจริง “ตอนนั้นเราสองคนกำลังคุยกันเรื่องเนื้อหาในสมุดเล่มนี้ ส่วนที่เป็นข้อมูลของพี่... ผมเป็นคนเสริมเข้าไปเองอีกสองสามประโยคครับ”

       เขาถ่ายทอดคำพูดเรื่องที่ว่าจี้เยี่ยนจื๋อมีบุคลิกภาพที่ไม่สมบูรณ์และคำพูดอื่นๆ กลับไปให้เจ้าตัวฟังอย่างครบถ้วน ผลปรากฏว่าหลังจากอีกฝ่ายฟังจบ กลับนิ่งเงียบไปนานแสนนาน

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้น ในใจเตรียมพร้อมรับมือกับการแผดเสียงคำรามของแทสเมเนียนเต็มที่

       ทว่าเมื่อทั้งคู่สบตากัน จี้เยี่ยนจื๋อกลับเอ่ยถามเพียงคำถามเดียว “ที่นายพูดแบบนั้นกับหลิงซี เพราะตั้งใจจะใส่ร้ายฉันงั้นเหรอ?”

       ริมฝีปากของจี้ทิงเผยออกเล็กน้อย ทว่าในใจกลับลังเล

       [ตอนที่พูดเรื่องพวกนั้นออกไป ฉันไม่ได้ยั้งคิดเลย แต่ที่จริงจี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น การปรักปรำเขาโดยไม่คิดให้ดีก่อน ถือเป็นการทำลายชื่อเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อจริงๆ นั่นแหละ]

       จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินเขาสำนึกผิดอย่างจริงจังขนาดนั้น มุมปากก็ขยับน้อยๆ นึกอยากจะหัวเราะขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

       ความคิดเล็กๆ ของจี้ทิงน่ะ เขาเห็นทะลุปรุโปร่งตั้งนานแล้ว ก็แค่ไม่อยากให้หลิงซีเลือกเขา ก็เลยพูดจาสาดโคลนใส่เขาเท่านั้นเอง

       อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่าในสายตาหลิงซีเขาจะมีภาพลักษณ์ยังไง เขาก็แค่มีหน้าที่ต้องดูแลหมอนั่น ไม่ได้จะไปแต่งงานใช้ชีวิตร่วมกันเสียหน่อย

       ผ่านไปครู่หนึ่ง จี้ทิงก็พยักหน้าให้เขา “ผมใส่ร้ายพี่จริงๆ ครับ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจ”

       จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้ว “ในเมื่อนายสร้างความเสียหายให้ฉันไปแล้ว ยังจะต้องมาแบ่งแยกอีกเหรอว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ?”

       จี้ทิงคิดตามแล้วเห็นว่ามีเหตุผล “ครับ พี่พูดถูก”

       “งั้นในเมื่อนายทำผิด นายก็ต้องชดเชยให้ผู้เสียหายอย่างฉันใช่ไหมล่ะ?”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^