LNCrawler

ตอนที่ 127 คนในฝัน

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 127 คนในฝัน

        หวังเหมี่ยนรู้ดีว่า วันนี้จี้ทิงมาเพื่อช่วยงานวังปิน แต่ก็เพราะรู้นี่แหละ เขาถึงได้รีบบึ่งลงมาจากชั้นบนทันทีที่เห็นข้อความในกลุ่ม

       ประธานจี้ในฐานะประธานจะวางตัวเป็นกลาง ยุติธรรมกับทุกฝ่ายเขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่จะมายุติธรรมแบบถัวเฉลี่ยเขากับวังปินแบบนี้ไม่ได้!

       หวังเหมี่ยนทำจมูกฟึดฟัด “ก่อนหน้านี้คุณบอกผมเองว่าจะมีแค่ผมคนเดียว แต่ตอนนี้กลับผิดคำพูด”

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นอีกฝ่ายเริ่มพาลหนักขึ้นเรื่อยๆ เขากำลังจะเอ่ยปากปราม แต่วังปินทนไม่ไหวเสียก่อน “หวังเหมี่ยน นายหุบปากไปเลย”

       หวังเหมี่ยนผุดลุกขึ้นยืนทันควัน “ฉันไม่หุบ มีปัญหาไหม!”

       “นายเป็นหมาหรือไง เห็นใครก็ไล่กัดไปทั่ว?”

       “นายกล้าว่าฉันงั้นเหรอ... เป็นหมอแล้วมันจะทำไม เห็นกองอึโตๆ อย่างนายแล้วมันน่าตื่นเต้นดีออก!”

       จี้เยี่ยนจื๋อเป็นคนรักความสะอาดเข้าขั้นคลั่ง ยิ่งที่นี่เป็นห้องอาหารด้วยแล้ว เขาจึงรู้สึกสะอิดสะเอียนกับคำพูดของหวังเหมี่ยนขึ้นมาทันที

       เขาหันไปมองจี้ทิงอย่างอ่อนใจพลางเอ่ยเรียก “เจ้าหูน้อยจี้ เรา...”

       ทว่าภาพที่เห็นคือจี้ทิงกำลังก้มหน้าก้มตาคีบบะหมี่เนื้อเข้าปากอย่างตั้งอกตั้งใจ

       คนอื่นเขาทะเลาะกันแทบตาย แต่หมอนี่กลับเจริญอาหารเสียอย่างนั้น จี้เยี่ยนจื๋อถอนหายใจเฮือกใหญ่ บนโต๊ะนี้หาคนปกติไม่ได้เลยสักคน

       “หวังเหมี่ยน อย่าเอาอารมณ์ส่วนตัวมาปนกับงาน นายช่วยทำใจให้กว้างกว่านี้หน่อยได้ไหม?”

       “นายน่ะใจกว้างจริงๆ เลยนะ เห็นใครก็นับเป็นพ่อไปหมด”

       จี้ทิงจัดการบะหมี่เนื้อชามเล็กจนหมด พอเห็นหวังเหมี่ยนยังคงจิกกัดวังปินไม่เลิก เขาก็เริ่มหันไปจัดการกับขนมเปี๊ยะหัวไชเท้าต่อ

       เขาเริ่มจากกัดตรงส่วนยอดแหลมๆ พยายามชิมรสชาติแต่กลับไม่รู้สึกถึงกลิ่นหัวไชเท้าเลยสักนิด จึงงับเข้าไปคำโตทีเดียวครึ่งลูก

       ระหว่างที่จี้ทิงกำลังจะคีบชิ้นที่สอง จานตรงหน้าก็ถูกดึงออกไปเสียก่อน

       เขาจึงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นจี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วมุ่น “ฉันบอกให้กินเยอะๆ ไม่ได้บอกให้กินจนพุงกาง”

       “ไม่กางครับ ผมแค่กินให้อิ่มไปหน่อย”

       ในขณะที่จี้เยี่ยนจื๋อกำลังกุมขมับด้วยความอับอายเพราะการทะเลาะกันของวังบินและหวังเหมี่ยน เขากลับไม่รู้เลยว่าจี้ทิงน่ะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว

       เมื่อก่อนพวกเหล่านักวิชาการมักจะชอบยืมตัวเขาไปจากอาจารย์เสมอ เวลาถกเถียงแย่งตัวกันทีไรก็ดุเดือดกว่าสองคนนี้หลายเท่า แถมพอโดนดึงตัวไปทีไรก็ต้องอยู่ยาวทั้งวัน บ่อยครั้งทำให้เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าว

       แม้ครั้งนี้เขาจะมาเพียงเพื่อเยี่ยมชม แต่การโต้เถียงของทั้งคู่คล้ายกับไปกระตุ้นเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ จี้ทิงจึงเผลอตัวอยากกักตุนเสบียงไว้ในท้องให้มากหน่อยตามสัญชาตญาณ

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นเขาหยิบกินไปอีกสองชิ้นจึงเอ่ยถาม “ไหนนายบอกว่าไม่กินผักไง แล้วทำไมถึงกินขนมหัวไชเท้านี่ได้ล่ะ?”

       “อันนี้กินแล้วไม่รู้สึกถึงรสหัวไชเท้าครับ” จี้ทิงดันจานกลับไปทางเขา “พี่ลองชิมดูสิ”

       แค่ไม่รู้สึกถึงรสผักก็กินได้งั้นเหรอ?

       จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะมองเขา “นายกินเถอะ ถ้าไม่พอก็ไปหยิบเพิ่มเอา”

       “แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วครับ”

       หวังเหมี่ยนยังคงปั้นปึ่งไม่เลิก แต่วังปินนิ่งเงียบไปแล้ว เดิมทีเขาเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว ยิ่งเจอหวังเหมี่ยนที่ด่าทอด้วยสำนวนพลิกแพลงสารพัดรูปแบบ เขาย่อมไม่มีทางเถียงสู้ได้

       โชคดีที่จี้ทิงทานคำสุดท้ายเสร็จพอดี วังปินเห็นดังนั้นก็รีบเอ่ยทันที “คุณจี้ พวกเราไปกันเถอะครับ”

       “จะไปก็ไปสิ นึกว่าตัวเองเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับพระเยซูหรือไง?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยแทรกขึ้นมา “หวังเหมี่ยน คุณยังอาละวาดไม่พออีกเหรอ?”

       ยังดีที่พนักงานคนอื่นๆ นั่งกันอยู่ไกล ไม่อย่างนั้นข่าวหัวหน้านักวิทยาศาสตร์สองคนของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ทะเลาะกัน คงได้ขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งตอนเที่ยงแน่

       สายตาของหวังเหมี่ยนเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างสุดซึ้ง “ก็ได้ ผมไม่ทะเลาะแล้ว แต่ผมจะตามไปด้วย”

       “ไม่ได้!” วังปินทำหน้าเคร่งขรึม “หวังเหมี่ยน นายอย่าให้มันเกินไปนัก”

       “เกินไปแล้วจะทำไม เห็นหน้าฉันแล้วไม่สบอารมณ์นักก็หนีไปบวชซะสิ!”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองจี้ทิงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เจ้าหูน้อยจี้ ไปกันเถอะ”

       จี้ทิงจึงลุกขึ้นเดินตามเขาออกไปนอกห้องอาหาร ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว วังปินก็รีบตามมาติดๆ ส่วนหวังเหมี่ยนก็เดินบ่นพึมพำตามหลังมาไม่ห่าง

       จี้เยี่ยนจื๋อหยุดกะทันหันก่อนจะหมุนตัวกลับมา แล้วควักไม้ตายสุดท้ายออกมาใช้ด้วยสีหน้าเย็นชา “ถ้าพวกคุณยังทะเลาะกันไม่เลิก ผมจะส่งจี้ทิงกลับ และจะไม่ให้เขามาที่บริษัทอีกเลย”

       จี้ทิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับชะงักพลางกะพริบตาปริบๆ [แทสเมเนียนทำไมถึงไม่เป็นเหตุเป็นผลแบบนี้ล่ะ สองคนนั้นทะเลาะกัน แล้วทำไมต้องมาลงโทษฉันด้วยเนี่ย]

       แม้เขาจะไม่เข้าใจ แต่คำขู่นี้ของจี้เยี่ยนจื๋อได้ผลชะงัด ทั้งหวังเหมี่ยนและวังปินต่างพากันสงบปากสงบคำทันที

       จี้เยี่ยนจื๋อสั่งให้ทั้งคู่กลับไปสงบสติอารมณ์ แล้วพาจี้ทิงกลับไปยังห้องทำงานประธาน

       ระหว่างอยู่ในลิฟต์ จี้ทิงเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ “พวกเขาสองคนเป็นคู่แข่งกันในเรื่องงานเหรอครับ?”

       หวังเหมี่ยนดูแลด้านปัญญาประดิษฐ์ ส่วนวังปินดูแลเรื่องเครือข่ายการสื่อสาร ตามหลักแล้วไม่น่าจะมีเรื่องขัดผลประโยชน์กันได้

       “พวกเขามีความแค้นส่วนตัวกันน่ะ สมัยเรียนมหาลัยเคยคบกัน แต่ก็เลิกกันก่อนจะกลับประเทศ”

       จี้ทิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าเข้าใจเงียบๆ

       จี้เยี่ยนจื๋อมองปฏิกิริยาของเขาแล้วจู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาอีกประโยค “เห็นว่าวังปินเป็นฝ่ายทิ้งหวังเหมี่ยนน่ะ”

       จี้ทิงไม่ได้สนใจเรื่องราวความรักของคนอื่นเท่าไรนัก “อ้อ”

       “หวังเหมี่ยนโดนทิ้ง ถึงได้ยังแค้นฝังหุ่นวังปินจนถึงตอนนี้ แต่นายน่ะสิ ทั้งที่โดนทิ้งเหมือนกัน ทำไมยังทำตัวซื่อสัตย์ยอมถวายหัวให้หลิงซีอยู่อีก?”

       บทสนทนาที่วกเข้าหาตัวเองอย่างกะทันหันทำเอาจี้ทิงตั้งตัวไม่ติด พอดีกับที่ประตูลิฟต์เปิดออก เขาจึงรีบเดินออกไปทันที

       เมื่อเห็นท่าทางหลบเลี่ยงของจี้ทิง จี้เยี่ยนจื๋อก็แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเดินตามออกไปด้วยใบหน้าเย็นชา

       สิบห้านาทีต่อมา ทั้งคู่มาถึงห้องแล็บการสื่อสารของวังปิน ก่อนจะลงมาจี้เยี่ยนจื๋อยังจงใจพาเลี่ยวข่ายมาด้วย

       ใบหน้าของวังปินดูเรียบเฉย แต่หัวใจกลับเต้นโครมครามไม่หยุด เขาพยักหน้าให้ผู้ช่วยนำจอมอนิเตอร์แบบพกพาสองเครื่องที่เตรียมไว้ออกมา แล้วยื่นเครื่องหนึ่งให้จี้ทิง

       “ในนี้มีฐานข้อมูลที่ผมเตรียมไว้ล่วงหน้า คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ตลอดเวลาครับ”

       จี้ทิงไม่คิดว่าแค่มาเยี่ยมชม แต่วังปินจะใส่ใจขนาดนี้ “ขอบคุณครับ รบกวนคุณแล้ว”

       “เกรงใจไปแล้วครับ งั้นเรามาเริ่มกันเลยเถอะ”

       ทั้งสองคนเดินเข้าไปในห้องแล็บ หวังเหมี่ยนมองตามหลังวังปินพลางแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างเกลียดชัง “ดูสิ เจ้าเล่ห์ชะมัด เตรียมข้อมูลไว้พร้อมสรรพ กลัวจะเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียวเลยล่ะสิ”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่สนใจเขา “เลี่ยวข่าย เชิญหัวหน้าทีมหวังกลับไป”

       พูดจบเขาก็เตรียมจะไปที่ห้องพักผ่อน เพื่อบันทึกเสียงในใจของจี้ทิงเหมือนวันนั้น

       เลี่ยวข่ายเดินเข้าไปหา แต่มีหรือที่หวังเหมี่ยนจะยอมง่ายๆ “ประธานจี้ ที่คุณบอกว่าจะวางตัวเป็นกลางผมไม่ขัดนะ แต่นี่มันไม่ยุติธรรมสำหรับผมเลย”

       จี้เยี่ยนจื๋อเดินหน้าต่อไปโดยไม่หยุดก้าว “ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับวังปิน คุณก็รู้สึกไม่ยุติธรรมไปหมดนั่นแหละ”

       “ก็ดูสิ ครั้งนี้เขาเตรียมข้อมูลมาล่วงหน้า สิ่งที่เขาจะโชว์ให้จี้ทิงดูก็ต้องมีเยอะกว่าแน่ ครั้งก่อนผมเป็นคนคว้าโอกาสไว้เอง แต่ครั้งนี้คุณกลับเป็นคนสร้างโอกาสให้เขาเองกับมือ แบบนี้มันยุติธรรมกับผมที่ไหนล่ะ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงเรียบ “จี้ทิงยังมีชีวิตอยู่อีกนาน ครั้งนี้ไม่มี ครั้งหน้าเดี๋ยวคุณก็หาโอกาสได้เองแหละ”

       เมื่อมาถึงหน้าห้องพักผ่อน จี้เยี่ยนจื๋อตั้งท่าจะปิดประตูใส่ แต่หวังเหมี่ยนกลับแทรกตัวเข้ามาจนได้

       “นอกจากเรื่องนั้นแล้ว คุณไม่ระวังวังปินไว้บ้างเลยเหรอ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อทำหน้าตาย “เขาเป็นคนของผม ทำไมผมต้องระวังเขาด้วย”

       หวังเหมี่ยนหันไปปิดประตูพลางทำหน้าจริงจังอย่างที่หาได้ยาก “คุณไม่รู้เหรอ วังปินน่ะชอบเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่สุด ยิ่งถ้าฉลาดด้วยแล้วละก็ นั่นมันคนในฝันของเขาชัดๆ เลยนะครับ!”

       เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อได้ยินดังนั้น เขาก็กวาดสายตาเย็นชาไล่มองหวังเหมี่ยนตั้งแต่หัวจรดเท้า “แค่ประวัติที่เขาเคยคบกับคุณ สเปกที่เขาชอบก็ไม่มีทางเป็นคนอย่างจี้ทิงไปได้หรอก”

       “จี้เยี่ยนจื๋อ คุณหมายความว่ายังไงน่ะ!”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^