ตอนที่ 128 ขาดฉันไม่ได้
ตอนที่ 128 ขาดฉันไม่ได้
ถ้าจะวัดกันที่ความปากร้าย เมื่อเทียบกับจี้เยี่ยนจื๋อแล้วหวังเหมี่ยนก็เป็นได้เพียงแค่เด็กหัดพูดเท่านั้น
“ที่ผมจะสื่อคือ รสนิยมเรื่องความสวยงามของคุณน่าจะมีปัญหาแล้วล่ะ”
หวังเหมี่ยนได้ยินดังนั้นก็นิ้วกระตุกด้วยความจุกอก ตะโกนลั่น “มีปัญหาตรงไหน ตอนผมหนุ่มๆ ผมหล่อมากเลยนะจะบอกให้!”
“คุณนี่ก็รู้ตัวเหมือนกันนี่ว่าไม่หนุ่มแล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อทำหน้าเย็นชา “งั้นจะมาหึงอะไร”
“ผมเนี่ยนะหึงเจ้าวังปินนั่น?!”
หวังเหมี่ยนโกรธจนพูดไม่คิด วาจาที่พ่นออกมาแรงไม่ต่างจากพลุไฟ “ผมต้องตาบอดหรือมีขี้ตามาอุดตากันแน่ ถ้าผมจะจีบ ผมจีบจี้ทิงไม่ดีกว่าเหรอ ทั้งดูดีทั้งเก่ง แถมยังเป็นน้องชายคุณด้วย ถ้าผมได้คบกับเขา ผมยิ่งมีสิทธิพิเศษมากกว่าเดิมไม่ใช่หรือไง”
สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อพลันเย็นเยียบลงทันควัน ประหนึ่งลมหนาวที่บาดลึกถึงกระดูกจนคนมองต้องสั่นสะท้าน
“เลี่ยวข่าย เข้ามา”
เลี่ยวข่ายผลักประตูเข้ามา “ครับประธานจี้”
“ลากตัวหวังเหมี่ยนไปส่องกระจกที ให้เขาตื่นจากฝันได้แล้ว”
สิ้นคำ หวังเหมี่ยนก็ถูกเลี่ยวข่ายกึ่งลากกึ่งอุ้มออกไปจากห้องพักรับรอง หลังประตูถูกปิดลง เนิ่นนานกว่าที่น้ำเสียงที่เย็นเยียบราวกับหิมะจะเอ่ยขึ้นมาว่า “เพ้อเจ้อ”
...
เนื่องจากมีเวลาเยี่ยมชมเพียงแค่หนึ่งวัน วังปินก็เหมือนกับหวังเหมี่ยน เขาจึงเลือกเอาโครงการที่สำคัญที่สุดในมือมาให้จี้ทิงดู
“ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ กลุ่มบริษัทจะก่อตั้งสถาบันวิจัยเทคโนโลยีการผสานรวมระหว่างภาคพื้นดินและอวกาศที่เมืองไห่เฉิง เพื่อผลักดันเทคโนโลยีโครงข่ายสื่อสารอวกาศและภาคพื้นดินแบบครบวงจรให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น”
นี่คือประเด็นสำคัญที่เขาต้องการนำเสนอให้จี้ทิงดูในวันนี้ วังปินเริ่มจากการอธิบายเทคโนโลยีล่าสุดที่ทางห้องแล็บพัฒนาขึ้นในโครงการนี้ จากนั้นจึงไล่เรียงผลสำเร็จที่พวกเขาได้รับในช่วงสองปีที่ผ่านมาตามหมวดหมู่
โครงการนี้แบ่งออกเป็น ระบบฐานดาวเทียม ระบบฐานห้วงอากาศ และระบบฐานภาคพื้นดิน เมื่อผสานรวมกันได้สำเร็จ ก็จะสามารถสร้างโครงข่ายการสื่อสารที่ครอบคลุมทั่วโลก อยู่ในทุกหนทุกแห่ง มีความเร็วสูง อัจฉริยะ ทั้งยังปลอดภัยและเชื่อถือได้
เทคโนโลยีโครงข่ายสื่อสารอวกาศและภาคพื้นดินนั้นประกอบด้วยดาวเทียมจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของเทคโนโลยีการควบคุมดาวเทียมแบบรวมศูนย์และการทำงานร่วมกับภาคพื้นดินนั้น บังเอิญว่าเป็นหนึ่งในโครงการวิจัยระดับชาติที่จี้ทิงเคยมีส่วนร่วมมาก่อน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงแสร้งบอกว่าตนเองฟังไม่ค่อยเข้าใจ และขอให้วังปินช่วยอธิบายให้ละเอียดกว่านี้อีกหน่อย
ทว่าความละเอียดของวังปินครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะเสียงในใจของจี้ทิงแทบจะไม่หยุดนิ่งเลย ส่งผลให้จี้เยี่ยนจื๋อที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องแปลภาษาแบบเรียลไทม์ ต้องนั่งตัวติดอยู่บนโซฟาตลอดทั้งช่วงเช้า จนไม่มีเวลาแม้แต่จะจิบน้ำ
...
ยังไม่ทันจะบ่ายโมงดี จี้เยี่ยนจื๋อก็สั่งให้เลี่ยวข่ายพาคนออกมา
วังปินย่อมไม่พอใจ เพราะตกลงกันไว้ว่าหนึ่งวันก็ต้องหนึ่งวัน เขายังมีอีกตั้งหลายเรื่องที่ยังไม่มีเวลาอธิบายเลย
“ขออภัยครับหัวหน้าวัง พอดีทางประธานจี้มีธุระด่วน เลยกำชับให้ผมพาคุณชายรองกลับไปก่อนครับ”
วังปินตั้งท่าจะแย้ง แต่เลี่ยวข่ายกลับพูดดักหน้าเหมือนหยั่งรู้อนาคต “ประธานจี้บอกว่า ครึ่งวันที่ค้างไว้นี้ หลังหยุดตรุษจีนกลับมาจะชดเชยคืนให้ครับ”
จี้ทิงมองไปทางเลี่ยวข่ายด้วยความแปลกใจ แค่มาเยี่ยมชมเฉยๆ ทำไมถึงต้องมีการชดเชยเวลาอะไรแบบนี้ด้วย
พอเลี่ยวข่ายพูดแบบนั้น วังปินจึงยอมตกลงในที่สุด
เมื่อทั้งสองกลับมาที่ห้องประธาน จี้เยี่ยนจื๋อกำลังดื่มน้ำอยู่ หลังจากน้ำหมดไปครึ่งแก้ว เขาจึงวางมือลง “เป็นยังไงบ้าง?”
“อืม ก็ดีครับ”
ตลอดทั้งเช้านี้จี้ทิงแทบจะไม่ได้ประเมินตัววังปินหรือโครงการวิจัยของเขาเลย นั่นทำให้จี้เยี่ยนจื๋อเริ่มไม่แน่ใจ “คำว่า ‘ก็ดี’ นี่คือดีเฉยๆ หรือว่าดีมากกันแน่?”
จี้ทิงฟังประโยคนี้ไม่ค่อยเข้าใจนัก คิดครู่หนึ่งจึงตอบว่า “ก็... พอใช้ได้ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อพลันเงียบไป พลางจ้องมองนัยน์ตาของเขา “ประโยคเมื่อกี้ของฉัน นายฟังไม่เข้าใจเหรอ?”
จี้ทิงหลุบตาลงต่ำพลางซ่อนความรู้สึกที่วูบไหวในแววตา “เข้าใจครับ ผมก็บอกแล้วไงว่าพอใช้ได้”
จี้เยี่ยนจื๋อนึกถึงที่หมอเจิ้งเคยบอกไว้ว่า ต้องให้จี้ทิงสื่อสารกับคนอื่นให้มากขึ้น เพื่อช่วยในเรื่องการฝึกฝนทักษะทางสังคม จึงเอ่ยขึ้นว่า “วังปินน่ะมีฝีมือและมีความพยายามมาก แต่บางครั้งเขาก็หัวรั้นเกินไป คนอื่นถ้าเจอทางตันก็จะคิดหาทางเลี่ยงหรือหาวิธีอื่น แต่เขากลับเอาแต่สู้กับกำแพงตรงหน้าจนกว่าจะเจาะมันให้ทะลุ”
จี้ทิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด [วังปินเป็นอย่างที่จี้เยี่ยนจื๋อพูดจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง เขาเต็มใจที่จะใช้พลังการคำนวณมหาศาลแบกรับมันไว้อย่างยากลำบาก แทนที่จะยอมเปลี่ยนทิศทางไปลองใช้สถาปัตยกรรมใหม่ในการปรับใช้กับอุปกรณ์หลายตัว]
“แต่ผมว่าวังปินแบบนี้ก็ดีนะครับ การทำวิจัยต้องมีทัศนคติที่อดทนไม่ย่อท้อ ถึงจะสามารถเก็บรวบรวมความกล้าขึ้นมาสู้ใหม่ได้ทุกครั้งหลังจากล้มเหลว”
จี้เยี่ยนจื๋อเหยียดยิ้มเย็นชาพลางส่งเสียงฮึในลำคอ “ประเมินเขาไว้สูงเหมือนกันนี่?”
จี้ทิงกะพริบตาพลางรู้สึกงุนงง “เดิมทีผมก็บอกอยู่แล้วว่าเขาค่อนข้างดี”
“นายนี่นะ เก่งที่สุดก็ตอนเถียงกับฉันนี่แหละ” จี้เยี่ยนจื๋อพูดด้วยใบหน้าเย็นชา ก่อนจะเรียกฟางเจี๋ยเข้ามา
“นายขับรถไปส่งจี้ทิงกลับบ้านที เดี๋ยว...”
“ไม่ต้องครับ” จี้ทิงเอ่ยขัด “ผมกลับเองได้ ไม่ต้องรบกวนเลขาฟางหรอก”
[วันนี้ฉันจะกลับไปที่บ้านตระกูลจี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นหลินชิงต้องมาเกลี้ยกล่อมให้ฉันออกไปเที่ยวกับหลิงซีอีกแน่ๆ]
คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อขมวดเข้าหากันทันที เจ้าหูน้อยจี้จะออกไปเที่ยวกับหลิงซีงั้นเหรอ ทำไมเรื่องนี้เขาถึงไม่รู้เรื่องเลยสักนิด
ตอนนั้นเอง ทั้งสองคนต่างก็ตกอยู่ในความเงียบ ฟางเจี๋ยมองสีหน้าของประธานแล้วจึงก้าวไปข้างหน้า “ไม่รบกวนหรอกครับคุณชายรอง พอดีผมมีธุระต้องไปจัดการแถวนั้นพอดี”
จี้ทิงกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธอย่างสุภาพ แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็โพล่งขึ้นมา “ฟางเจี๋ย นายออกไปก่อน”
หลังจากฟางเจี๋ยปิดประตูออกไป จี้เยี่ยนจื๋อก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดปากถาม “ตรุษจีนนี้นายมีแผนอะไรไหม หรือตั้งใจจะหมกตัวอยู่แต่ในบ้านทุกวัน?”
จี้ทิงเคยคิดอยู่ว่าจะบอกจี้เยี่ยนจื๋อดีไหม และตอนนี้ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดี “เมื่อวานผมตกลงกับจางซวี่ไว้แล้วครับว่าพวกเราจะออกไปเที่ยวด้วยกัน”
ทำไมกลายเป็นจางซวี่ไปได้ล่ะ?
จี้เยี่ยนจื๋อหวนนึกถึงเสียงในใจของจี้ทิงเมื่อครู่ แปลกจริง โอกาสดีขนาดนี้ เจ้าหูน้อยจี้กลับไม่เต็มใจไปเสียอย่างนั้น...
เมื่อเห็นเขาไม่พูดอะไร จี้ทิงจึงอธิบายเพิ่ม “แค่คืนวันส่งท้ายปีเก่าวันเดียวครับ ถ้ากลับมาแล้ว ผมจะโทรหาพี่”
“คืนวันส่งท้ายปีนายจะออกไปเที่ยวข้างนอกเหรอ?”
“ครับ”
[คืนวันส่งท้ายปี จี้เยี่ยนจื๋อต้องไปค้างที่บ้านตระกูลเจียงแน่นอน ส่วนหลังจากนั้น...]
จี้ทิงเม้มริมฝีปากเบาๆ พลางถามว่า “จี้เยี่ยนจื๋อ ปีนี้พี่กะว่าจะไปพักที่บ้านตระกูลเจียงกี่วันครับ?”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเคลือบแคลง “นายถามเรื่องนี้ทำไม?”
“เพราะว่าผมต้องนอนกับพี่ไงครับ”
ถ้าเขาไม่พูด จี้เยี่ยนจื๋อก็เกือบลืมเงื่อนไขที่ผูกมัดนี้ไปแล้ว
ประกายลึกลับวูบผ่านดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อ หรือว่าที่เจ้าหูน้อยจี้ไม่ยอมไปเที่ยวกับหลิงซี ก็เป็นเพราะว่าแยกจากเขาไม่ได้งั้นเหรอ
อืม... ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ และเขาคาดว่าไอ้เรื่องไปเที่ยวกับจางซวี่นั่นก็น่าจะเป็นแค่ข้ออ้างของจี้ทิงเท่านั้นแหละ
จี้เยี่ยนจื๋อเอนหลังพิงโซฟาพลางแสร้งทำเป็นพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันขอคิดดูก่อน ถ้านายทำตัวไม่ดี ฉันอาจจะไปค้างที่บ้านคุณตาเพิ่มอีกหลายวันหน่อย”
ได้ยินดังนั้น จี้ทิงก็เอ่ยด้วยความไม่เข้าใจ “เรื่องที่จะนอนด้วยกัน พี่เคยตั้งเงื่อนไขไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ พี่ถึงขั้นให้ผมเขียนหนังสือสัญญาด้วยซ้ำ”
“ฉันเป็นนักธุรกิจ การฉวยโอกาสขึ้นราคาเป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง?”
สีหน้าของจี้ทิงเริ่มเคร่งขรึมขึ้นมา “จี้เยี่ยนจื๋อ ถึงจะบอกว่าเป็นเรื่องทางธุรกิจ แต่ถ้าพี่ทำแบบนี้ พี่จะสูญเสียความเชื่อใจที่ผมมีต่อพี่ไปนะ”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกใจหายวาบขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ขณะที่กำลังจะอ้าปากพูด เสียงเคาะประตูก็พลันดังขึ้น
“เข้ามา”
เริ่นฉวินเปิดประตูเข้ามา “ประธานจี้ครับ คุณลู่มาถึงแล้วครับ”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^