ตอนที่ 12 ผนึกกำลังตบหน้า
ตอนที่ 12 ผนึกกำลังตบหน้า
ในดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อ รูม่านตาพลันหดเกร็งและสั่นระริกอย่างหนัก
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แค่ครึ่งนาที เขารู้สึกเหมือนเพิ่งนั่งรถไฟเหาะตีลังกามาไม่มีผิด เขาเพิ่งจะตกตะลึงกับเรื่องอัลกอริทึมชิป L3 จนหัวใจแทบวาย ก็ต้องมาสะดุดกึกกับเสียงในใจของจี้ทิงที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างแรง
ข้อมูลปลอมงั้นเหรอ? ไต้เซี่ยงเฉียงคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ ถึงได้บังอาจมาหลอกลวงเขาในเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้!
ในขณะที่ไฟโทสะของจี้เยี่ยนจื๋อแทบจะเผาเส้นผมจนลุกไหม้ ฝ่ายจี้ทิงกลับยังคงครุ่นคิดอย่างเยือกเย็น
ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาว่าการปลอมแปลงข้อมูลหมายถึงอะไร มันไม่ได้หมายถึงเพียงแค่หยาดเหงื่อแรงงานและงบประมาณของทีมวิจัยทั้งหมดต้องละลายแม่น้ำไปเท่านั้น แต่มันร้ายแรงยิ่งกว่าตรงที่การเลือกเดินบนเส้นทางที่ผิด จะทำให้สูญเสียโอกาสที่จะได้พบกับเส้นทางที่ถูกต้องไปตลอดกาล
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร จี้ทิงย่อมไม่อาจทนเห็นพฤติกรรมเช่นนี้ได้ แต่ปัญหาที่ขวางหน้าเขาอยู่ในตอนนี้ก็คือ...
[ต่อให้ฉันเตือนจี้เยี่ยนจื๋อ เขาก็คงไม่มีวันเชื่อแน่ๆ]
จี้ทิงคิดพลางเหลือบตาขึ้นมองจี้เยี่ยนจื๋อโดยสัญชาตญาณ
ทว่าสายตานั้นกลับประสานเข้ากับดวงตาคมลึกสีนิลของจี้เยี่ยนจื๋อพอดี ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันและครั้งนี้ไม่มีใครหลบตา
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะฝืนปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วส่งสายตาบางอย่างไปให้จี้ทิง
จี้ทิงเข้าใจความหมายนั้นได้ในทันที : [จี้เยี่ยนจื๋อถลึงตาใส่ฉัน ดุกว่าปกติอีกแฮะ]
คนถูกกล่าวหาถึงกับสำลักคำพูดอยู่ในลำคอ เขาไปถลึงตาใส่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน สายตาเมื่อครู่นี้มันคือการแสดงความเห็นด้วยต่างหากล่ะ!
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบสงัดลงท่ามกลางการสบตาของทั้งคู่ ไต้เซี่ยงเฉียงที่เมื่อครู่ยังวางท่าหยิ่งผยอง บัดนี้กลับถูกปล่อยทิ้งไว้กลางทางจนตัวแข็งทื่อเหมือนหมูแดดเดียว
ลูกตาสีเหลี่ยมเล็กๆ ที่ดูเจ้าเล่ห์ของเขาเหลือบไปมาอย่างลนลาน เมื่อเห็นว่าจี้เยี่ยนจื๋อไม่มีทีท่าจะปริปากพูดอะไร ใจเขาก็เริ่มสั่นรัวราวกับตีกลอง
นี่มันไม่ถูกต้อง อัลกอริทึมชิป L3 คือ สิ่งที่จี้เยี่ยนจื๋อต้องการที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมเขาถึงไม่เอ่ยปากรั้งเราไว้เลยล่ะ หรือว่า... เขาจะระแคะระคายอะไรเข้าแล้ว?
เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางหรอก! ไต้เซี่ยงเฉียงพยายามปลอบใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าความกระวนกระวายในอกกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ตอนนั้นเอง จี้ทิงขยับนิ้วมือเล็กน้อยก่อนจะพรูลมหายใจออกมา : [สุดท้ายฉันก็ต้องออกโรงเองสินะ]
“ผอ.ไต้ครับ”
จู่ๆ จี้ทิงก็โพล่งขึ้นมา ทำเอาไต้เซี่ยงเฉียงสะดุ้งสุดตัว “หะ...หา มีอะไร?”
จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองดูจี้ทิงด้วยความสนใจว่าอีกฝ่ายจะ ‘ออกโรงเอง’ อย่างไร
“ไอ้อัลกอริทึมชิป L3 ที่คุณเพิ่งพูดถึงน่ะ เอ่อ...” จี้ทิงนึกย้อนถึงบุคลิกของเจ้าของร่างเดิม พยายามทำหน้าตาให้ดูเหมือนคนสมองว่างเปล่าที่สุด “L3 มันคืออะไรเหรอครับ?”
ความจริงแล้ว ทันทีที่ไต้เซี่ยงเฉียงเอ่ยปาก จี้ทิงก็รู้ทันทีว่าเขากำลังใช้สิ่งใดมาข่มขู่จี้เยี่ยนจื๋อ
SAE [1] ได้แบ่งระดับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติออกเป็น 6 ระดับ คือ L0-L5 ซึ่งค่ายรถยนต์ทั้งในและต่างประเทศส่วนใหญ่ยังติดอยู่ที่ระดับ L2 หรือระบบช่วยขับขี่เท่านั้น แต่การจะก้าวไปสู่ระดับ L3 ได้นั้น ถือเป็นเส้นแบ่งสำคัญของการขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับสูง และการทำงานที่สอดประสานกันของอัลกอริทึมชิปก็คืออาวุธสำคัญที่ขาดไม่ได้
ไต้เซี่ยงเฉียงในตอนนี้เขากำลังสติแตกจนทำอะไรไม่ถูก เขาไม่มีแก่ใจจะมานั่งอธิบายอะไรให้ใครฟังทั้งนั้น “คุณชายรองไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้หรอก”
เขาบัดมือไปมาอย่างรำคาญใจ ก่อนจะหันไปหาจี้เยี่ยนจื๋อ “ท่านประธานจี้เอาแต่ใช้เรื่องความคืบหน้าของโครงการเพื่อกดผมมานานพอแล้ว แต่ตอนนี้ห้องแล็บในสังกัดของผมทำมันสำเร็จแล้ว ถ้าท่านประธานยังรักษาท่าทีแบบนี้อยู่ ผมคงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องรายงานเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการ”
จี้เยี่ยนจื๋อเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มุมปากปรากฏรอยยิ้มที่มีความหมายแฝงเร้น “ผอ.ไต้ไม่ต้องรีบไปไหนหรอก ในอนาคตจี้ทิงจะต้องมาช่วยงานผมอยู่ดี คุณช่วยคลายข้อสงสัยให้เขาหน่อยเป็นไง?”
คำพูดถากถางนั้นเหมือนถ่มน้ำลายรดฟ้าแล้วตกลงใส่หน้าตัวเอง ไต้เซี่ยงเฉียงหน้ากระตุกด้วยความอัดอั้นจนเจ็บหน้าอก
“พูดง่ายๆ L3 มันก็คือ...”
เขาพยายามอธิบายให้จี้ทิงฟังด้วยท่าทางกัดฟันกรอด จี้ทิงขมวดคิ้ว เขาทำเป็นฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ก่อนจะถามขึ้นว่า “ในเมื่อเทคโนโลยีมันสุดยอดขนาดนั้น ชิปตัวเดียวคงเอาไม่อยู่แน่ แล้วชิปที่คุณทำออกมาเนี่ย มันเป็นส่วนประกอบของส่วนไหนเหรอครับ?”
เมื่อถูกถามถึงจุดนี้ ไต้เซี่ยงเฉียงก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ราวกับได้ถือไพ่เหนือกว่าอีกครั้ง “โมดูลการรับรู้ [2]”
จากนั้นเขาก็เริ่มร่ายยาวเหมือนเตรียมตัวมาอย่างดี ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างอัลกอริทึมไปจนถึงการขับเคลื่อนด้วยโมเดลขนาดใหญ่ ทุกข้อล้วนถูกผนวกเข้ากับข้อมูลการทดลองที่ดูแน่นหนา จนแม้แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็ยังเผลอคล้อยตามฟังอย่างตั้งใจ
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในด้านต่างๆ แต่จี้ทิงกลับกำลังใจลอย
เพียงแค่ฟังสองนาทีแรก เขาก็รู้แล้วว่าสิ่งที่ไต้เซี่ยงเฉียงพูดมาทั้งหมดล้วนเป็นข้อมูลทฤษฎีที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง โมดูลการรับรู้ระดับสูงที่อีกฝ่ายอ้างมานั้น อย่างน้อยต้องมีอัลกอริทึมสำรองถึงห้าชั้น แต่ถ้าเทคโนโลยีทำได้ถึงขั้นนั้นจริง อัลกอริทึม AI ของโมเดลใหญ่ย่อมก้าวไปถึงระดับ L4 แล้ว จะมาหยุดอยู่ที่ L3 ให้เสียเวลาทำไม
แต่เขาก็เข้าใจดีว่า ในเมื่อไต้เซี่ยงเฉียงกล้าพูด ย่อมต้องเตรียมข้อมูลการทดลองที่ตรวจสอบความผิดปกติไม่ได้ง่ายๆ ไว้รองรับแน่นอน
ดังนั้น ในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังพักจิบน้ำเพราะคอแห้ง จี้ทิงก็หันไปพูดขึ้นว่า “พี่ครับ ในเมื่ออัลกอริทึมชิปตัวนี้มันยอดเยี่ยมขนาดนี้ พี่ก็จัดงบประมาณวิจัยให้แผนกของผอ.ไต้เพิ่มหน่อยเถอะครับ”
ไต้เซี่ยงเฉียงตื่นเต้นจนแทบสำลักน้ำ พอกำลังจะอ้าปากพูด จี้เยี่ยนจื๋อก็ขัดขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “แต่งบประมาณวิจัยแต่ละไตรมาสมันมีจำกัด ถึงผอ.ไต้มีความดีความชอบมากแค่ไหน แต่เราก็ต้องให้เกียรติแล็บอื่นๆ ด้วย”
จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย : [วันนี้จี้เยี่ยนจื๋อมาไม้ไหนเนี่ย ดูผิดปกติแฮะ]
เขาเพิ่งจะคิดหาวิธีส่งลูกต่อให้อีกฝ่ายแท้ๆ ไม่นึกเลยว่าอีกคนจะรับส่งบทกันได้อย่างลื่นไหล แถมยังปูทางให้เขาเดินต่อได้ทันควันแบบนี้
หลังจากจี้เยี่ยนจื๋อได้ยินเสียงในใจนั้น เขาก็ลอบแค่นยิ้มในใจ เมื่อกี้ยังปากหวานเรียกพี่อยู่เลย พอตอนนี้กลับมาเรียกจี้เยี่ยนจื๋อเหมือนเดิมอีกแล้ว
จี้ทิงไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของเขา ทำเป็นก้มหน้าก้มตาใช้ความคิด “ถ้าอย่างนั้น... ก็เอาเทคโนโลยีนี้ไปยื่นขอจดสิทธิบัตรสิครับ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี พอมีเอกสารจากทางราชการรับรอง คนอื่นก็คงไม่มีข้อโต้แย้งแล้ว”
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อทำท่าจะยกยิ้ม แต่เขากลับพยักหน้าอย่างจริงจัง “อืม นั่นเป็นไอเดียที่ดีไม่เลว”
พอไต้เซี่ยงเฉียงได้ยินคำนั้น ร่างทั้งร่างก็พลันแข็งทื่อ
พวกคณะกรรมการอาจจะดูแค่ผลลัพธ์โดยไม่สนวิธีการ แต่การยื่นจดสิทธิบัตรนั้นมีการตรวจสอบเนื้อหาอย่างละเอียด ต่อให้เขาจะหลอกลวงจนจดสำเร็จได้ แต่ถ้าภายหลังถูกจับได้ว่าปลอมแปลงข้อมูล นั่นหมายถึงคุกที่รออยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว
หัวใจของไต้เซี่ยงเฉียงเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมาจากอก เขาพยายามกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “ท่านประธานจี้ครับ ผมว่าเรื่องนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า เพราะทางแล็บเองก็...”
จี้เยี่ยนจื๋อขัดขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย “อาทิตย์หน้าจะมีการประชุมบอร์ดบริหารแล้ว ไม่ใช่ว่าคุณเองก็กำลังรีบจัดการเรื่องนี้อยู่หรอกเหรอ”
พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็หุบยิ้ม น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจนน่าขนลุก “ไม่ต้องห่วง สิ่งที่คุณพูดมาเมื่อกี้ผมจำได้เกือบหมดแล้ว ก่อนวันจันทร์คุณเตรียมเอกสารคำขอมาให้เรียบร้อย ผมจะส่งคนไปยื่นที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาทันที”
ไต้เซี่ยงเฉียงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว มือเท้าเริ่มไร้ความรู้สึก “ผม... ผมจะกลับไปตรวจสอบอีก...”
“ในเมื่อผอ.ไต้อยากกลับแล้ว ผมจะไปส่งด้วยตัวเอง”
จี้เยี่ยนจื๋อลุกขึ้นยืน ในขณะที่เขากำลังเดินออกไปนั้น จู่ๆ ก็หันกลับมาสั่งจี้ทิง “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไป นายต้องมาเรียนพิเศษต่อ”
จี้ทิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
[ไอ้... ไอ้หมอนี่ ทำไมถึงเป็นคนเนรคุณแบบนี้เนี่ย!]
เชิงอรรถ
[1] SAE (Society of Automotive Engineers) หรือ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ ระดับสากลที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานกลางสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ การบิน และอากาศยาน เพื่อให้ผู้ผลิตทั่วโลกเข้าใจตรงกัน
[2] โมดูลการรับรู้ (Perception Module) คือ ส่วนประกอบสำคัญในระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ (Robotics) หรือยานยนต์อัตโนมัติ (Autonomous Vehicles) ที่ทำหน้าที่แปลงข้อมูลดิบ (Raw Data) จากเซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น กล้อง
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^