ตอนที่ 129 ฟ้าถล่มดินทลาย
ตอนที่ 129 ฟ้าถล่มดินทลาย
พูดจบ เขาก็เบี่ยงตัวหลบทางให้ครึ่งหนึ่ง “เชิญครับ คุณลู่”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่มีโอกาสได้ขัดขวางเลยแม้แต่น้อย เพราะพ่อเจ้าประคุณที่แต่งตัวฉูดฉาดราวกับนกยูงรำแพนคนนั้นก้าวเข้ามาข้างในเสียแล้ว
ลู่เหยียนชูเห็นจี้ทิงครั้งแรกก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่บนใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มสดใส “จี้ทิง นายก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ”
เริ่นฉวินปิดประตูห้องลง แล้วเดินกลับไปยังห้องเลขาด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น
“เฮ้อ...”
ฟางเจี๋ยที่เพิ่งกลับจากการส่งเอกสาร เห็นท่าทางกลัดกลุ้มและสงสัยของเขาก็เอ่ยถาม “นายเป็นอะไรไป?”
“เมื่อกี้ฉันเพิ่งพาคุณลู่เข้าไป แต่ตอนเดินออกมา ฉันรู้สึกเหมือนประธานจี้จะโกรธยังไงไม่รู้”
พอได้ยินประโยคนี้ ฟางเจี๋ยก็ตกใจทันที “อะไรนะ คุณลู่มาวันนี้เลยเหรอ?”
“ประธานจี้สั่งไว้น่ะสิ” เริ่นฉวินชี้ไปทางห้องทำงานประธานด้วยความมึนงง “เมื่อวานตอนเลิกงาน เขาบอกฉันว่าพรุ่งนี้ให้ติดต่อคุณลู่มาพบ”
ฟางเจี๋ยหลับตาลง พลางผ่อนลมหายใจลึก “ประธานเลิกงานตอนกี่โมง?”
“ตีหนึ่ง... อ่า... อ๊ะ!!” เริ่นฉวินเบิกตาโพลง
จี้เยี่ยนจื๋อทำงานล่วงเวลาจนเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ดังนั้นคำว่า ‘พรุ่งนี้’ ในความหมายของเขาจึงหมายถึงวันที่ยี่สิบสี่
โลกของเริ่นฉวินราวกับพังทลายลง เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จบแล้วๆ ฉันรู้สึกว่าตัวเองจะจบสิ้นแน่แล้ว”
ภายในห้องประธาน
นับตั้งแต่ลู่เหยียนชูก้าวเข้ามา เขาก็ทำราวกับว่าจี้เยี่ยนจื๋อไม่มีตัวตนอยู่ในห้อง สายตาของเขาจดจ่ออยู่เพียงจี้ทิงเท่านั้น
“จี้ทิง ช่วงนี้ร่างกายนายเป็นยังไงบ้าง อาการภาวะสูญเสียการสื่อความดีขึ้นหรือยัง?”
จี้ทิงพยักหน้าตอบนิ่งๆ “ครับ พูดได้เป็นปกติแล้ว”
ลู่เหยียนชูดูลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าความรู้สึกผิดกลับยังไม่จางหายไปจากแววตา “ขอโทษนะ ไม่ว่าเรื่องนั้นมันจะเกิดจากอะไร แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะฉันเองที่ทำให้นายต้องลำบาก”
“ไม่มีใครทำให้ใครลำบากหรอกครับ ผมก็แค่ทำตามหน้าที่ของพลเมืองชาวจีนคนหนึ่งเท่านั้น”
มุมปากของลู่เหยียนชูยกขึ้นเล็กน้อย ทว่าเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความขมขื่น “นายยังคงขีดเส้นแบ่งชัดเจนเสมอเลยนะ ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ”
จี้ทิงไม่ค่อยเข้าใจความหมายของประโยคนั้นนัก เขาคิดในใจว่า [เดิมทีฉันกับเขาก็ไม่ได้มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว แต่ทำไมพอพูดประโยคนี้ออกมา เขาถึงดูเหมือนไม่พอใจล่ะ]
จู่ๆ จี้เยี่ยนจื๋อก็แค่นเสียงฮึออกมา ต่อให้ลู่เหยียนชูจะเป็นปีศาจจิ้งจอกจำแลงที่บำเพ็ญเพียรมานับพันปี แต่เมื่อมาเจอกับตอไม้อย่างเจ้าหูน้อยจี้ ก็คงได้แต่เดินชนกำแพงจนหน้าแตกยับเยินเท่านั้นเอง
ทั้งสองคนหันไปมองตามเสียง ลู่เหยียนชูเห็นความเย้ยหยันที่ปรากฏชัดในแววตาของจี้เยี่ยนจื๋อ แววตาของเขาจึงวูบไหวด้วยประกายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา
“จี้ทิง จดหมายที่ฉันฝากให้นายคราวก่อน...” เขามองไปที่จี้เยี่ยนจื๋อ แต่ประโยคถัดมากลับหันมาถามจี้ทิง “นายได้รับหรือยัง?”
จี้ทิงทบทวนความจำอยู่ครู่หนึ่ง “จดหมายเหรอ... เปล่าครับ ไม่เห็นมี”
จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันกรอด วินาทีต่อมาก็เห็นลู่เหยียนชูขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ดูเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง และหันมาจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
“ประธานจี้ เลิกทำตัวเป็นเจ้าชีวิตจี้ทิงได้แล้ว เขามีสิทธิจะไปไหนมาไหนกับใครก็ได้”
แสดงเก่งจริงนะ... ดูสิว่าจะเล่นบทพระเอกไปได้สักกี่น้ำ
จี้เยี่ยนจื๋อไม่เชื่อหรอกว่าหมอนี่จะเดาไม่ออกว่าจดหมายนั่นต้องถูกกั้นไว้ เขาแสยะยิ้มเยาะ “จี้ทิงเขายังอ่อนต่อโลก ในฐานะที่ฉันเป็นพี่ชายคนโต ย่อมต้องมีหน้าที่ปัดเป่าพวกแมลงหวี่แมลงวันที่ชอบฝันกลางวันออกไปให้พ้นทาง”
“ต่อให้เขาจะใสซื่อแค่ไหน แต่ต่อให้คุณเป็นพ่อเขาจริงๆ คุณก็ไม่มีสิทธิทำแบบนี้”
“เฮอะ เห็นห่วงใยกันเหลือเกิน ฉันว่าคนที่อยากจะเป็นพ่อเขาคือนายมากกว่าละมั้ง”
จี้ทิงมองทั้งคู่โต้ตอบกันไปมา คิ้วเริ่มขมวดมุ่นขึ้นเรื่อยๆ [สองคนนี้ทะเลาะกัน แล้วทำไมต้องลามมาที่ฉันด้วยล่ะ?]
ทั้งสองคนได้ยินเสียงในใจนั้นพร้อมกัน ลู่เหยียนชูหยุดการโต้กลับโดยสัญชาตญาณ ส่วนจี้เยี่ยนจื๋อกลับตวัดสายตาขุ่นใส่จี้ทิงหนึ่งที
นี่ฉันทำเพื่อใครกันเล่า ไอ้คนซื่อบื้อ!
“จี้ทิง ที่นี่ไม่มีธุระอะไรของนายแล้ว นายกลับไปก่อนเถอะ” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์เสีย
“ครับ”
จี้ทิงลุกขึ้นจากโซฟา ทว่าเขานึกไม่ถึงว่าลู่เหยียนชูก็ลุกตามมาด้วย “ผมเองก็ไม่มีอะไรจะคุยกับประธานจี้แล้วเหมือนกัน จี้ทิง พวกเราไปพร้อมกันเถอะ”
“ลู่เหยียนชู วันนี้ฉันเป็นคนเรียกนายมา” แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อเต็มไปด้วยความกดดัน เหมือนเป็นคำเตือนนัยๆ
ลู่เหยียนชูยกมุมปากขึ้น ยิ้มอย่างสุภาพอ่อนโยน “ถ้าอย่างนั้นคงต้องขอบคุณประธานจี้ที่ช่วยสร้างโอกาสให้ผมได้พบกับจี้ทิง ไว้วันหลังผมจะเลี้ยงข้าวคุณเป็นการตอบแทนแล้วกันครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อจ้องมองเขาอยู่สองวินาที ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นเยียบ “เรื่องของหลิงซี นายไม่อยากฟังแล้วงั้นเหรอ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่เหยียนชูค่อยๆ เลือนหายไป น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที “หลิงซีเป็นอะไร”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองจี้ทิงแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยท่าทีไม่ยี่หระ “เขาอยู่ที่บ้านเราสุขสบายดี ที่ฉันเรียกนายมาครั้งนี้ ก็เพื่อให้มารับตัวเขาไปเสียที”
เดิมทีเขาตั้งใจจะพูดเรื่องนี้กับลู่เหยียนชูเป็นการส่วนตัว แต่ในเมื่อจี้ทิงได้ยินไปแล้วก็ช่างมัน อย่างน้อยจี้ทิงจะได้รู้เอาไว้ จะได้ไม่โดนลู่เหยียนชูใช้เรื่องนี้มาเสี้ยมให้แตกกันในภายหลัง
ทว่าผิดคาดที่จี้ทิงกลับไร้ปฏิกิริยาใดๆ แม้แต่สีหน้าก็ยังดูราบเรียบ
นี่เขาโกรธจนอึ้งไปเลย หรือว่ายังตามไม่ทันกันแน่ แต่ต่อให้จี้ทิงจะโกรธเขาก็ไม่สน ในเมื่อตัดสินใจไปแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจเด็ดขาด
เขาลุกขึ้นหยิบสมุดเล่มหนึ่งมาโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าลู่เหยียนชู “ดูเอาเองเถอะ”
จี้ทิงมีปฏิกิริยาตอบโต้ทันที [สมุดเล่มนี้... ทำไมจี้เยี่ยนจื๋อยังไม่โยนทิ้งอีก?]
ลู่เหยียนชูหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมาดูเงียบๆ
เมื่อเปิดหน้าแรก ชื่อที่เขียนอยู่บนสุดคือชื่อของเขา ลู่เหยียนชูกวาดสายตามองผ่านๆ สองหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้น “นี่ฝีมือหลิงซีเหรอ?”
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะอ้าปากตอบ ทว่าเสียงของจี้ทิงกลับดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน “ผมเป็นคนทำเองครับ”
ตึ้งงง! ราวกับคีย์เสียงต่ำทุกตัวบนเปียโนถูกกดลงพร้อมกัน ความรู้สึกของจี้เยี่ยนจื๋อเหมือนนั่งรถไฟเหาะ เริ่มจากความประหลาดใจ และตามมาด้วยอารมณ์โกรธที่พุ่งสูงขึ้นมาแทนที่
เขาขมวดคิ้วแน่น “นายทำงั้นเหรอ?!”
จี้ทิงหันไปมองเขา พลางพยักหน้า “ครับ คราวก่อนผมก็อธิบายให้พี่ฟังไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“นายอธิบายอะไรตอนไหน?”
“เรื่องคะแนนพวกนั้นไงครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อราวกับถูกอุดปาก อึ้งไปอีกครา “สรุปว่าคะแนนพวกนั้น นายเป็นคนให้เองเหรอ?”
“ไม่ใช่ผมครับ เป็นโมดูลข้อมูลขนาดใหญ่ แต่พวกจุดด้อยของพี่น่ะ ผมเป็นคนกรอกลงไปเอง”
“ฮึ” จี้เยี่ยนจื๋อหลุดหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน เป็นเสียงหัวเราะของคนที่ไปต่อไม่ถูกจนอารมณ์รวนไปหมด
ตอนนั้นจี้ทิงยังอุตส่าห์ปลอบใจเขาเสียดิบดี เขาก็ดันคิดว่าจี้ทิงพูดจามีเหตุผล ที่แท้... ตั้งแต่ต้นจนจบ คนที่โง่ที่สุดก็คือเขาสินะ?!
ลู่เหยียนชูพอได้ยินว่ามีการให้คะแนนด้วย ก็พลิกไปดูส่วนของตัวเองแวบหนึ่ง ก่อนจะไล่หาหน้าของฉินไจ้เย่และจี้เยี่ยนจื๋อมาดู เมื่อเห็นแล้วเขาก็แทบจะเก็บอาการยิ้มไว้ไม่อยู่
เขาหันไปมองจี้ทิง น้ำเสียงที่นุ่มนวลแฝงไปด้วยความนัย “ถ้าอย่างนั้น ข้อดีของฉัน นายก็เป็นคนกรอกให้เหมือนกันใช่ไหม?”
จี้ทิงกำลังจะพยักหน้ารับ ทว่าหางตากลับเหลือบไปเห็นใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อที่ดูราวกับภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด ท่าทางนั้นจึงกลายเป็นเรื่องยากลำบากขึ้นมาทันที
เขาฉุกคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือกใช้คำตอบที่เป็นทางการที่สุด “สิ่งที่กรอกลงไปล้วนมาจากมุมมองของหลิงซีครับ ไม่ได้แทนความรับรู้ส่วนตัวที่ผมมีต่อคุณ”
สิ้นคำพูดของจี้ทิง จี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ถ้าอย่างนั้น ไอ้ข้อเสียของฉันนั่น... หลิงซีก็เป็นคนบอกนายเหมือนกันงั้นสิ?”
จี้ทิงเม้มริมฝีปากเบาๆ “เปล่าครับ เฉพาะส่วนของพี่เท่านั้นที่มาจากความเห็นส่วนตัวของผมเอง”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^