ตอนที่ 131 แม้แต่เหล็กเย็นพันปีก็ร้องไห้เป็น
ตอนที่ 131 แม้แต่เหล็กเย็นพันปีก็ร้องไห้เป็น
เหตุการณ์เปลี่ยนไปกะทันหันจนตั้งตัวไม่ติด จี้ทิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งอย่างตามไม่ทัน
เสิ่นมู่หลานมองท่าทางตะลึงงันของเขาพลางกอดอก “อย่าบอกฉันนะว่านายไม่ได้ทะเลาะกับพี่ชายมาน่ะ”
“ไม่ได้ทะเลาะครับ ผมแค่ทำเขาโกรธ”
เสิ่นมู่หลานหรี่ตาลง “แล้วพอเขาโกรธ เขาได้พูดจาประชดประชันนายสักสองสามประโยคไหม?”
จี้ทิงส่ายหน้า “ไม่มีครับ”
เสิ่นมู่หลานเดาะลิ้นทีหนึ่งพลางครางในลำคอ “ถ้าอย่างนั้นเรื่องก็ชักจะใหญ่แล้วล่ะ จากที่ฉันรู้จักเขามา จี้เยี่ยนจื๋อคงไม่ได้โกรธหรอก แต่เขาน่าจะกำลังเสียใจ”
จี้ทิงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย “เสียใจเหรอครับ?”
เสิ่นมู่หลานยกแขนขึ้นกอดคอเขา น้ำเสียงแฝงความตื่นเต้นอยู่ลึกๆ “นายไปทำให้เขาเสียใจยังไง ไหนลองเล่าให้ฉันฟังละเอียดๆ หน่อยสิ”
สิบกว่านาทีต่อมา
“เดี๋ยวๆ” เสิ่นมู่หลานเอ่ยขัดจังหวะพลางขมวดคิ้ว “หมายความว่า ตอนนี้นายไม่ได้ชอบหลิงซีแล้ว?”
“ครับ”
“แต่พอเขากลับมาที่บ้านนาย เขากลับคอยเข้ามาวนเวียนใกล้ชิดนายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แล้วพ่อแม่นายยังพยายามจับคู่พวกนายให้อีกเนี่ยนะ?”
จี้ทิงพยักหน้าอีกครั้ง “ครับ”
เสิ่นมู่หลานเม้มริมฝีปาก หลิงซีคนนี้ก็เหลือเกินจริงๆ เมื่อก่อนจี้ทิงคอยวิ่งไล่ตามหลังเขาก็เอาแต่หลบเลี่ยงอย่างกับอะไรดี พอตอนนี้จี้ทิงเลิกชอบแล้ว กลับเป็นฝ่ายชะเงอหา คอยที่จะเข้ามาหาเองเสียอย่างนั้น
แถมไม่ใช่แค่พี่น้องคู่นี้ซะด้วยสิ ยังมีผู้ชายคนอื่นอีกตั้งสองคนที่มาหลงรักเขาเหมือนกัน... เจอแบบนี้เข้าไป บอกเลยว่าอึ้งจนพูดไม่ออก บอกไม่ถูกเลยจริงๆ
เขาพยายามเก็บอาการหมั่นไส้อย่างเต็มที่ ก่อนจะถามออกไปว่า “แล้วเรื่องที่นายไม่ชอบหลิงซีแล้วเนี่ย พี่ชายนายเขารู้ไหม?”
จี้ทิงนิ่งไปครู่หนึ่ง “ไม่ได้บอกอย่างเป็นเรื่องเป็นราวครับ”
เรื่องความรู้สึกมันเป็นเรื่องส่วนตัว อีกอย่างเขาไม่ใช่จี้ทิงคนเดิมแล้ว ถ้าแสดงออกอย่างเอิกเกริกว่าเปลี่ยนไป ต่อให้จี้เยี่ยนจื๋อจะซื่อบื้อแค่ไหนก็ต้องมองเห็นความผิดปกติ
เมื่อได้ฟังดังนั้น เสิ่นมู่หลานก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ค่อยถูกต้องนัก “หยุดก่อน... ขอฉันเรียบเรียงลำดับเรื่องราวแป๊บหนึ่ง”
เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยขึ้นว่า “เสี่ยวทิง ฉันมีคำถามหนึ่งอยากจะถามนาย”
“ครับ”
“เมื่อก่อนตอนที่พวกนายทั้งคู่ชอบหลิงซี นายจะพูดให้ร้ายจี้เยี่ยนจื๋อเพราะความอิจฉาก็ว่าไปอย่าง แต่ตอนนี้ในเมื่อนายไม่ได้ชอบหลิงซีแล้ว ทำไมนายยังคอยพูดใส่ร้ายจี้เยี่ยนจื๋อให้ดูแย่ขนาดนั้นต่อหน้าเขาอีกล่ะ?”
จี้ทิงยังคงใช้เหตุผลเดิม “ตอนที่ป้อนข้อมูลด้านข้อเสียเข้าไป ผมไม่ได้คิดให้ละเอียดครับ”
“โนๆๆ” เสิ่นมู่หลานส่ายนิ้วชี้ไปมา “การจะชมใครสักคนว่าดีอาจจะทำไปโดยไม่จริงใจได้ แต่การพูดข้อเสียของใครออกมาแบบไม่ต้องคิดเนี่ย มันต้องออกมาจากจิตสำนึกที่มีต่อคนคนนั้นแน่นอน”
เขาขยับเข้าไปนั่งใกล้จี้ทิงมากขึ้นแล้วพูดต่อ “ดูสิ จี้เยี่ยนจื๋อไม่ใช่คนเดิมเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ช่วงที่ผ่านมาพวกนายเข้ากันได้ดีมากเลยใช่ไหมล่ะ?”
แค่เรื่องที่จี้เยี่ยนจื๋อถึงขั้นโทรหาเขาตอนกลางคืนเพื่อถามเรื่องเกม เสิ่นมู่หลานก็มั่นใจได้แล้วว่าความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้ไม่มีทางแย่แน่นอน
จี้ทิงพยักหน้าเงียบๆ ก็ถือว่าไม่เลว ถึงแม้จี้เยี่ยนจื๋อจะยังขี้โมโหเหมือนเมื่อก่อน แต่เขาก็ไม่ค่อยระเบิดอารมณ์ใส่ตนแล้ว
เสิ่นมู่หลานยังคงใช้ความอดทนเพื่อขุดคุ้ยความจริงจากปากเขา “ในเมื่อเข้ากันได้ดี และนายก็ไม่ได้ตั้งใจจะใส่ร้ายเขา แล้วตอนนั้นทำไมนายถึงพูดแบบนั้นออกไปล่ะ?”
“หรือว่านายยังผูกใจเจ็บ คิดถึงเรื่องที่เขาเคยทำไม่ดีกับนายในอดีต?”
จี้ทิงตอบออกไปตามสัญชาตญาณ “ไม่ใช่ฝังใจเจ็บครับ แต่เป็นเพราะผมรู้ว่าสุดท้ายแล้วหลิงซีจะไม่ได้เลือกจี้เยี่ยนจื๋อ”
เสิ่นมู่หลานดีดนิ้วดังเปรี้ยงพลางผายมือ “นั่นไง คำตอบอยู่ตรงนี้แล้ว!”
แววตาของจี้ทิงสั่นไหวเล็กน้อย แต่เพียงไม่นานเขาก็ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เห็นด้วย “แต่สิ่งที่ผมทำมันผิดครับ ไม่ว่าสุดท้ายหลิงซีจะเลือกใคร จี้เยี่ยนจื๋อก็ควรมีสิทธิ์ได้รับการเลือกอย่างยุติธรรม”
“สมองนายนี่นะ เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูงล่ะคล่องเชียว แต่เรื่องอารมณ์ความรู้สึกกลับไม่ประสีประสาเลยสักนิด”
เสิ่นมู่หลานยกตัวอย่างขึ้นมาทันที “มันเหมือนกับว่าตอนนี้ข้างหน้ามีหลุมใหญ่ยักษ์อยู่ แล้วนายเห็นจี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังตาบอดเดินมุ่งหน้าไปทางนั้น นายจะตัดใจไม่เตือนเขาได้ลงคอเหรอ?”
คำตอบย่อมเป็น ‘ตัดใจไม่ลง’ อยู่แล้ว ในวินาทีนั้นเองที่จี้ทิงเข้าใจในสิ่งที่เสิ่นมู่หลานต้องการจะสื่อ เขาตกอยู่ในความเงียบงันทันที
“นอกจากนายจะเตือนเขาแล้ว นายอาจจะถึงขั้นยื่นมือไปดึงเขาไว้ด้วยซ้ำ เพราะงั้นพอนายรู้อยู่เต็มอกว่าหลิงซีไม่ได้ชอบเขา จิตใต้สำนึกของนายจึงอยากช่วยให้เขาเลี่ยงจากความเจ็บปวด นายกำลังปกป้องจี้เยี่ยนจื๋อนะ เจ้าเด็กซื่อบื้อ”
“ผม...” แววตาของจี้ทิงฉายความสับสน เขาพึมพำเบาๆ “ผมปกป้องเขา... เพื่ออะไรกัน?”
เขาไม่ใช่จี้ทิงคนเดิม และจี้เยี่ยนจื๋อก็ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็นทางกฎหมายหรือทางสายเลือด เขาก็ไม่ได้มีหน้าที่ที่ต้องทำแบบนั้น
เสิ่นมู่หลานได้ยินก็อุทานออกมาอย่างงุนงง “ก็นายสงสารเขาไง จะต้องมีเหตุผลอะไรอีกล่ะ”
จี้ทิงขมวดคิ้วแน่นจนเป็นรอยพับลึก “ผมไม่ได้เจ็บที่ใจ ผมไม่ได้สงสารเขาครับ”
เสิ่นมู่หลานหัวเราะพรืดออกมา “เอาเถอะๆ ฉันเชื่อแล้วว่าพวกนายเป็นพี่น้องกันจริงๆ นิสัยปากแข็งนี่เหมือนกันไม่มีผิด”
“ผมไม่ได้ปากแข็งครับ”
เสิ่นมู่หลานคิดเพียงว่าเขาอายุยังน้อยและรักศักดิ์ศรี จึงไม่ได้โต้แย้ง “เอาเป็นว่าตอนนี้กลับไปก่อนเถอะ ป่านนี้พี่ชายนายคงกำลังเสียใจแย่ ดีไม่ดีน้ำตาไหลท่วมกะละมังไปแล้วมั้ง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ความรู้สึกขัดแย้งก็ผุดขึ้นในใจจี้ทิง “คนอย่างจี้เยี่ยนจื๋อ... จะร้องไห้เหรอครับ?”
เสิ่นมู่หลานไม่คิดว่ามุกตลกเกินจริงของตนจะทำให้จี้ทิงหลงเชื่อเข้าจริงๆ
เขาเลิกคิ้วขึ้นแล้วเปลี่ยนสิ่งที่กำลังจะพูดไปอีกทาง “นายคิดว่ายังไงล่ะ อย่ามองว่าพี่ชายนายภายนอกจะดูแข็งกร้าวเหมือนเหล็กเย็นพันปี [1] นะ แต่คนประเภทนี้นี่แหละ ภายในยิ่งเปราะบางกว่าใคร”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “แต่เวลาที่คนเราอ่อนแอ ไม่ใช่ว่าควรจะอยู่ห่างจากคนที่ตัวเองเกลียดหรอกเหรอครับ?”
เสิ่นมู่หลานไม่เข้าใจ “หมายความว่าไง?”
“จี้เยี่ยนจื๋อบอกว่าเขาเกลียดผม... เกลียดมากด้วย”
เสิ่นมู่หลานถอนหายใจ “คำพูดนี้ก็บาดใจชะมัด แต่ฉันรับรองกับนายได้เลยว่าเขาต้องพูดเพราะอารมณ์ชั่ววูบแน่ๆ”
แม้จี้ทิงจะรู้ดีว่าเสิ่นมู่หลานไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหกเขา แต่เขาก็ยังคงส่ายหน้า “ผมว่าผมยังไม่ไปหาเขาตอนนี้ดีกว่า ถ้าเขาร้องไห้อยู่จริงๆ ก็คงไม่อยากให้ผมเห็นหรอกครับ”
เสิ่นมู่หลานทำปากยื่นพลางครุ่นคิด จี้เยี่ยนจื๋อเสียใจเพราะเรื่องเข้าใจผิด ส่วนจี้ทิงฟังคำพูดนั้นแล้วก็คงเจ็บปวดไม่แพ้กัน ถ้าจะโทษก็ต้องโทษปากของจี้เยี่ยนจื๋อนั่นแหละ ปากเสียจนพูดจาดีๆ กับเขาไม่ได้หรือไงกันนะ
“ก็ได้ งั้นนายก็นั่งเล่นที่นี่ไปก่อนแล้วกัน พอดีเลยจะได้ลองชิมหม้อไฟหมี่เซี่ยนของฉันด้วย”
จี้ทิงหันไปมองเขา “คุณเสิ่นครับ ผมอยู่ที่นี่จะรบกวนคุณไหม?”
“โธ่ นายดูสิว่าที่นี่มีคนไหมล่ะ ธุรกิจฉันมันแทบจะ...”
เหมือนโชคชะตาจะกลั่นแกล้ง เสิ่นมู่หลานยังพูดไม่ทันจบประโยค เสียงระฆังต้อนรับที่หน้าประตูก็ดังขึ้น เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางประตู “ใครน่ะ?”
สายตาของจี้ทิงมองตามไป เห็นชายหนุ่มผิวขาวละเอียด ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนคนหนึ่งเดินเข้ามา
“ผมเอง”
จี้ทิงนึกว่าเป็นลูกค้าของร้าน ทว่าคาดไม่ถึงว่าจังหวะการหายใจของเสิ่นมู่หลานจะสะดุดไปชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะคว้ามือของจี้ทิงไว้แน่นทันที
นิ้วมือของจี้ทิงเผลอขดเกร็งจนเป็นหมัด “คุณเสิ่นครับ?”
เสิ่นมู่หลานกัดฟันพูดโดยที่ริมฝีปากแทบไม่ขยับ “เสี่ยวทิง ฉันดีกับนายใช่ไหม?”
จี้ทิงยังไม่ทันเข้าใจความหมายที่เขาต้องการสื่อ ชายหนุ่มที่เห็นคนทั้งสองกุมมือกันอยู่ก็เดินเข้ามาหา
“มู่หลาน คนนี้คือ...”
มือของเสิ่นมู่หลานบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่น้ำเสียงกลับราบเรียบไร้อารมณ์ “นี่เพื่อนฉันเอง ชื่อจี้ทิง”
พูดจบ เขาก็แนะนำอีกฝ่ายให้จี้ทิงรู้จัก “เขาชื่อเมิ่งอวิ๋นจี้ เป็นเพื่อนสมัยมหาลัยของฉันกับพี่ชายนายน่ะ”
เชิงอรรถ
[1] เหล็กเย็นพันปี (千年寒铁) ใช้เปรียบเปรยถึงคนที่มีนิสัยดูไร้ความรู้สึก เข้าถึงยาก พูดน้อย หรือดูไร้อารมณ์เหมือนก้อนน้ำแข็งที่ไม่มีอะไรทำลายได้
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^