LNCrawler

ตอนที่ 132 เกี่ยวดองสองชั้น

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 132 เกี่ยวดองสองชั้น

        เมิ่งอวิ๋นจี้ปรายตามองมือที่ทั้งสองกุมกันไว้โดยไม่ให้เป็นที่สังเกต ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง “จี้ทิง สวัสดี”

       “สวัสดีครับ”

       เมิ่งอวิ๋นจี้หันไปหาเสิ่นมู่หลานแล้วเอ่ยว่า “พอดีฉันมีธุระแถวนี้ เห็นว่าผ่านร้านนายพอดีเลยแวะเข้ามาดูสักหน่อย”

       เรือนไม้แห่งเมฆหมอกตั้งอยู่ในที่ลับตาคน แม้แต่รถรับจ้างยังหาได้ยาก ดังนั้นคำพูดที่ว่า ‘บังเอิญผ่านมา’ จึงฟังดูขัดเขินและฝืนธรรมชาติไปเสียหน่อย

       เสิ่นมู่หลานไม่ได้เอ่ยขัดคอ เขาเพียงยิ้มตอบ “ในเมื่อมาแล้วก็นั่งดื่มชาสักถ้วยก่อนสิ”

       “ไม่ล่ะ ฉันยังมีธุระต้องไปจัดการต่อ ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน”

       พูดจบ เมิ่งอวิ๋นจี้ก็ชูถุงในมือขึ้น “ทาร์ตไข่ร้านถนนเป่ยซิน ฉันซื้อมาเกินกล่องหนึ่ง เลยเอามาฝากนาย”

       เสิ่นมู่หลานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “นายยังจำได้อีกเหรอ ขอบใจนะ”

       เมิ่งอวิ๋นจี้ปรายตาไปทางจี้ทิง สีหน้าของอีกฝ่ายดูราบเรียบประหนึ่งไม่แยแสสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย เขาซ่อนความมืดมนในแววตาลงพลางวางถุงกระดาษไว้บนตู้ทรงเตี้ยตรงประตู “งั้นฉันขอตัวก่อน นายไม่ต้องออกมาส่งหรอก”

       เดิมทีเสิ่นมู่หลานก็ไม่ได้คิดจะไปส่งอยู่แล้ว เขาจึงทำเพียงโบกมือให้เป็นพิธี

       เมื่อได้ยินเสียงสตาร์ทรถจากด้านนอก เขาก็รีบปล่อยมือจี้ทิงทันที “ขอโทษนะเสี่ยวทิง”

       จี้ทิงขยับนิ้วมือเล็กน้อยพลางเอ่ยเรียบๆ “ไม่เป็นไรครับ”

       บรรยากาศพลันตกอยู่ในความกระอักกระอ่วน เสิ่นมู่หลานจึงกระแอมไอแก้เก้อ ก่อนจะเดินไปหยิบถุงขนมขึ้นมา “ทาร์ตไข่ยังอุ่นๆ อยู่ เรามากินด้วยกันเถอะ”

       เขาแกะกล่องทาร์ตไข่แล้วส่งให้จี้ทิงหนึ่งชิ้น “นี่ร้านโปรดของฉันเลยนะ ลองชิมดูสิ”

       จี้ทิงกัดไปคำเล็กๆ “อืม ไม่ค่อยหวานเท่าไหร่ครับ”

       เสิ่นมู่หลานยกมือเตรียมจะกินบ้าง ทว่าขณะที่ทาร์ตไข่จ่ออยู่ตรงริมฝีปาก มือของเขากลับค่อยๆ ลดต่ำลง “ความจริงนายดูออกใช่ไหม?”

       จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ “เรื่องอะไรครับ?”

       เสิ่นมู่หลานเม้มปาก ยิ้มเยาะหยันตัวเอง “ที่จริงก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังหรอก นายกับหลิงซีมีความสัมพันธ์แบบไหน ฉันกับเมิ่งอวิ๋นจี้ก็เป็นแบบนั้นแหละ”

       จี้ทิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะมองขนมในมือ “แล้วพี่ยังจะกินของที่เขาซื้อมาให้อีกเหรอครับ?”

       “ฉันเลิกกับเขาแล้ว แต่ฉันไม่ได้เลิกกับทาร์ตไข่นี่นา อีกอย่าง การประหยัดอาหารก็เป็นคุณธรรมดั้งเดิมของชาวจีนเรานะ”

       จี้ทิงพยักหน้า รับคำโดยไม่พูดอะไร

       เสิ่นมู่หลานกลอกตาไปมาพลางคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดี “เสี่ยวทิง นายดูสิ เมิ่งอวิ๋นจี้บอกว่าแค่ผ่านทางมา แต่กลับซื้อทาร์ตไข่ที่ฉันชอบที่สุดติดมือมาด้วย นายว่ามันจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นเลยเหรอ?”

       จี้ทิงส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ครับ”

       “ใช่ไหมล่ะ แล้วร้านนี้มีทาร์ตไข่คาราเมลเป็นของขึ้นชื่อ แต่เพราะเขารู้ว่าฉันไม่ชอบรสนี้เขาก็เลยไม่ซื้อมา เรื่องนี้มันบ่งบอกว่าอะไร?”

       จี้ทิงขมวดคิ้วสงสัย “ว่าอะไรครับ?”

       ฉายา ‘เจ้าห่านซื่อบื้อ’ นี่ช่างเหมาะกับเขาจริงๆ เสิ่นมู่หลานรู้สึกอ่อนใจเล็กน้อย “มันหมายความว่าเขายังจำได้ตลอดว่าฉันชอบหรือไม่ชอบอะไร พฤติกรรมที่พยายามจะทำให้แฟนเก่าซึ้งใจแบบนี้ ถ้าเมิ่งอวิ๋นจี้ไม่ได้หน้าด้านอยากจะรื้อฟื้นความหลังกับฉัน เขาก็คงตั้งใจจะมาขอยืมเงินแน่ๆ”

       “หลักการเดียวกัน” เขาเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้นมาทันที “ก่อนหน้านี้หลิงซีพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าใกล้นาย แต่กลับไม่ยอมคบหาด้วย นี่มันเป็นการหว่านเสน่ห์ชัดๆ ครั้งนี้นายไม่หลงกลน่ะดีมากแล้ว แต่คราวหน้าต้องรักษาความฉลาดมีสติเอาไว้แบบนี้ด้วยนะ จำไว้ให้ดีนะ?”

       จี้ทิงพยักหน้ารับอย่างงงๆ “ครับ”

       เสิ่นมู่หลานเห็นท่าทางพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายนั้นก็ทนไม่ไหว “โถ่... เด็กดี มาให้พี่ชายกอดทีซิ”

       เขาพุ่งเข้าไปโอบศีรษะจี้ทิงพลางขยี้ผมจนยุ่งเหยิงไปหมดถึงได้ยอมปล่อยมือ “นายกินทาร์ตไข่เสร็จแล้วก็นั่งเล่นไปก่อนนะ ฉันจะไปทำหม้อไฟหมี่เซี่ยนให้กิน”

       หลังจากเมิ่งอวิ๋นจี้ขับรถออกมาจากเรือนไม้แห่งเมฆหมอก พอพ้นช่วงทางแยกเขาก็จอดรถข้างทางกะทันหัน

       ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขานั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวครู่ใหญ่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เสียงรอสายดังอยู่นานกว่าปลายสายจะกดรับ

       “ไม่ได้ติดต่อกันนานขนาดนี้ ฉันนึกว่านายบล็อกเบอร์ฉันไปนานแล้วเสียอีก”

       น้ำเสียงเย็นชาจากปลายสายตอบกลับมา “ทำไม โทรมาเพื่อเตือนให้ฉันบล็อกนายงั้นเหรอ”

       ต่อท่าทีเช่นนั้น เมิ่งอวิ๋นจี้เพียงหัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “วันนี้ฉันบังเอิญผ่านไปแถวเรือนไม้แห่งเมฆหมอก เลยได้เจอแฟนใหม่ของมู่หลาน”

       แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อไหววูบด้วยความสงสัย ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก เมิ่งอวิ๋นจี้ก็พูดต่อ “ตอนที่เราสามคนเรียนด้วยกัน นายกับมู่หลานสนิทกันที่สุด ไม่คิดเลยว่าตอนนี้พวกนายจะได้กลายมาเป็นครอบครัวเดียวกัน ถือว่าเป็นเรื่องมงคลที่เกี่ยวดองกันสองชั้นเลยนะ”

       เกี่ยวดองสองชั้น?

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วเคร่งขรึม “เมิ่งอวิ๋นจี้ นายต้องการจะพูดอะไรกันแน่”

       เมิ่งอวิ๋นจี้ยิ้มขื่น “นายคงเข้าใจฉันผิดไป จี้ทิงน้องชายนายมีพื้นฐานครอบครัวที่ดี หน้าตาก็โดดเด่น ที่ฉันโทรมาวันนี้ก็แค่หวังว่าในอนาคตเขาจะดูแลมู่หลานให้ดี อย่าทำตัวแย่ๆ เหมือนอย่างที่ฉันเคยทำในตอนนั้น”

       หลังจากเขาพูดจบ ปลายสายก็เงียบกริบไปเนิ่นนาน

       เมิ่งอวิ๋นจี้ดึงโทรศัพท์มามองดู เห็นว่าสายยังไม่ตัด “จี้เยี่ยนจื๋อ นายยังอยู่...”

       ตู๊ด... สายตัดไปแล้ว

       ...

       มื้อเย็นของจี้ทิงและเสิ่นมู่หลานคือหม้อไฟหมี่เซี่ยน ชามหนึ่งเป็นแบบน้ำ อีกชามเป็นแบบแห้งคลุกซอส

       รสชาติโดยรวมถือว่าใช้ได้ แต่สัมผัสของเส้นหมี่เซี่ยนยังขาดไปนิด เสิ่นมู่หลานเองก็รู้สึกว่ามันยังไม่ถึงใจเท่าที่ควร

       “ทำเมนูนี้มันต้องใช้หมี่เซี่ยนแป้งหมัก ที่ฉันซื้อมานี่มันเส้นเล็กไป แถมรสชาติยังไม่เข้าเนื้อด้วย กินแล้วเสียสัมผัสไปเยอะเลย”

       จี้ทิงพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะลุกขึ้นเก็บถ้วยชาม

       เสิ่นมู่หลานบอกว่าไม่ต้องให้เขาช่วยเก็บกวาด แต่จี้ทิงกลับบอกว่าไม่เป็นไร แล้วยกของทั้งหมดเข้าไปในห้องครัว

       ท้องฟ้าด้านนอกมืดสนิทลงแล้ว และค่ำมากแล้ว จี้ทิงจึงเตรียมตัวจะขอลากลับ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เจ้าโต้วเปาที่อยู่หลังบ้านก็ส่งเสียงร้องประหลาดๆ ออกมา

       มือของเสิ่นมู่หลานยังเปื้อนฟองน้ำยาล้างจานอยู่ เขาจึงเอ่ยกับจี้ทิงว่า “นายช่วยไปดูหน่อยสิว่าเจ้าหมาโง่นั่นเป็นอะไรไปอีกแล้ว ไม่ต้องห่วงนะ มันไม่กัดคนหรอก”

       “ครับ”

       จี้ทิงเดินไปยังสวนหลังบ้าน พบว่าลูกบอลที่โต้วเปาเล่นตกลงไปในสระน้ำ มันจึงยืนสองขาตะกุยอยู่ริมขอบสระพลางส่งเสียงร้องอย่างกระวนกระวาย

       จี้ทิงกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นไม้กวาดทางมะพร้าวอันหนึ่งวางอยู่ จึงหยิบมาใช้เขี่ยลูกบอลขึ้นมา

       ไม่นานนักเสิ่นมู่หลานก็ล้างจานเสร็จ ในตอนที่เขากำลังเช็ดน้ำออกจากมือ เสียงกริ่งตรงประตูก็ดังขึ้น เขาโผล่หน้าออกไปดูแล้วก็ต้องชะงักกึก ก่อนจะรีบหดหัวกลับมาอย่างรวดเร็ว

       ทว่าจี้เยี่ยนจื๋อได้เห็นเขาเข้าเสียแล้ว อีกฝ่ายเดินมาที่หน้าประตูห้องครัวด้วยสีหน้าทะมึนประหนึ่งปีศาจ และยืนขวางทางออกไว้อย่างนั้น

       “อ้าว ประธานจี้ วันนี้ทำไมถึง...”

       “ไม่ต้องมาเล่นละครใส่ฉัน จี้ทิงอยู่ไหน?”

       เสิ่นมู่หลานเห็นสีหน้าอีกฝ่ายก็รู้ทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาแสร้งกระแอม “เอ่อ... อยู่หลังบ้าน เล่นกับเจ้าโต้วเปาอยู่น่ะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้รีบร้อนไปตามหาคน หากแต่ยืนจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชาอย่างไร้อารมณ์

       เสิ่นมู่หลานถูกจ้องจนเริ่มรู้สึกผิด ทว่าผ่านไปไม่นานเขาก็อดรนทนไม่ไหว “นายจะดุไปทำไมล่ะ ฉันก็แค่ขอยืมตัวจี้ทิงมาอ้างแป๊บเดียวเอง ฉันไม่ได้คบกับเขาจริงๆ เสียหน่อย”

       จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะในลำคอ “นายก็อยากทำอย่างนั้นอยู่แล้วนี่”

       เสิ่นมู่หลานถึงกับสำลักคำพูด “ฉัน... ฉันมันทำไมกัน ฉันมีตรงไหนไม่คู่ควรเหรอ!”

       “นายไม่มีตรงไหนที่คู่ควรเลยสักนิด”

       เสิ่นมู่หลานเกือบจะขำออกมาด้วยความโมโห “เดี๋ยวเถอะ ทำไมถึงได้หวงจี้ทิงเหมือนหวงลูกสาวขนาดนี้ล่ะ ฉันดูเหมือนพวกเด็กเสเพลใจแตกหรือไง ถึงได้เข้าตานายไม่ได้เลยสักนิด?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยอย่างไร้เยื่อใย “ใช่ ไม่เข้าตาเลย”

       ได้... จี้เยี่ยนจื๋อ นายแน่มาก ในเมื่อนายไม่เห็นใจฉันก่อน งั้นก็อย่ามาโทษฉันแล้วกัน!

       “งั้นฉันก็ไม่เข้าใจแล้วล่ะ ในเมื่อนายหวงน้องชายขนาดนี้ ทำไมตอนนั้นถึงได้พูดจาใจดำทำร้ายจิตใจเขาแบบนั้นล่ะ?”

       พูดถึงตรงนี้ เสิ่นมู่หลานก็ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง “นายไม่เห็นหรอกว่าจี้ทิงเสียใจแค่ไหน พอเขาก้าวเท้าเข้ามาในบ้านฉัน น้ำตาเม็ดเป้งๆ นั่นน่ะ... ร่วงเผาะๆ ลงมาจากตาเลยทีเดียว”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^