LNCrawler

ตอนที่ 136 ใครกันจะไม่หวั่นไหว

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 136 ใครกันจะไม่หวั่นไหว

        จี้ทิงประคองท้ายทอยของเขาไว้ พลางโน้มหน้าเข้าไปให้หน้าผากของทั้งคู่ชนกันเพื่อวัดอุณหภูมิอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะผละตัวออกแล้วเอ่ยขึ้น “พี่มีไข้ต่ำๆ แถมเมื่อกี้ยังไอ...”

       จี้ทิงชะงักไปกะทันหัน เพราะเห็นจี้เยี่ยนจื๋อกำลังจ้องมองเขาเขม็ง ราวกับเพิ่งเผชิญกับเรื่องที่ยากจะยอมรับได้ นั่นทำให้จี้ทิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายเป็นพวกบ้าความสะอาด “ขอโทษครับ ผมแค่จะวัดไข้ให้”

       หน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อกระเพื่อมขึ้นลง เขาพยายามรวบรวมลมหายใจให้เป็นปกติเป็นครั้งแรกหลังจากที่อยู่ใกล้ชิดกันขนาดนั้น “นายโกหก ใครเขาใช้วิธีนี้วัดไข้กัน?”

       “ตอนพวกเรายังเด็ก ผู้ใหญ่เขาก็...”

       คำพูดของจี้ทิงขาดช่วงไป เขานิ่งไปสองวินาทีก่อนจะพูดต่อ “ถึงวิธีวัดแบบนี้จะไม่แม่นยำนัก แต่ก็พอจะยืนยันได้ว่ามีไข้หรือไม่ และตอนนี้พี่ก็กำลังมีไข้จริงๆ หน้าแดงไปหมดแล้ว”

       รูม่านตาของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นไหวด้วยความลนลาน เขาแกล้งทำเสียงดุกลบเกลื่อนว่า “นายนั่นแหละที่หน้าแดง ฉันไม่ได้แดงสักหน่อย!”

       จี้ทิงไม่คิดจะถกเถียงในเรื่องไร้สาระนี้ เขาหยัดกายลุกขึ้นจากขอบเตียง “ลุกขึ้นเถอะครับ เดี๋ยวผมไปหยิบเสื้อผ้ามาให้ เราจะไปโรงพยาบาลกัน”

       “ฉันไม่ไป” จี้เยี่ยนจื๋อไม่เพียงแต่ไม่ลุก แต่ยังมุดตัวลงไปในผ้าห่ม “ขอฉันนอนพักสักหน่อยก็หายแล้ว ไม่ต้องมายุ่ง”

       “ผมต้องยุ่ง เพราะผมต้องรับผิดชอบพี่”

       ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่แล่นปราดเข้ามาในหัวของจี้เยี่ยนจื๋อทันที หัวใจของเขาคล้ายถูกบางอย่างบีบคั้นอย่างแรง “นะ...นายจะรับผิดชอบอะไร?”

       จี้ทิงเห็นปฏิกิริยานั้นแล้วรู้สึกแปลกใจ จึงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “ถ้าพี่ไม่กระโดดลงไปในสระน้ำเพื่อช่วยพยุงผม พี่ก็คงไม่ป่วย เพราะงั้นผมต้องรับผิดชอบอาการหวัดของพี่”

       “ฉันพยุงนายที่ไหนกัน นั่นมันช่วยชีวิตต่างหาก” ถึงขนาดนี้แล้ว จี้เยี่ยนจื๋อก็ยังจะเถียงข้างๆ คูๆ เพื่อยืนยันคำเดิมอีกครั้ง

       “ครับ ช่วยชีวิต เพราะอย่างนั้นผมยิ่งต้องดูแลพี่”

       จี้เยี่ยนจื๋อพลิกตัวหันหลังให้เขา “ฉันไม่ไปโรงพยาบาล”

       เขาไม่อยากขยับตัวเลยจริงๆ ทั้งเวียนหัวและปวดเมื่อยไปทั้งร่าง ตอนนี้เขาแค่อยากนอนนิ่งๆ เท่านั้น

       จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “งั้นกินยาได้ไหมครับ?”

       “เห็นฉันเป็นเด็กสามขวบหรือไง จะกินยายังต้องมาถามอีก?”

       [ทำตัวงอแงไม่ยอมไปโรงพยาบาลแบบนี้ มันต่างจากเด็กตรงไหนกัน]

       จี้เยี่ยนจื๋อเกือบจะหันไปแยกเขี้ยวใส่เขาแล้ว แต่พอคิดดูว่ามันจะดูมีพิรุธเกินไป จึงได้แต่ข่มอารมณ์นอนฮึดฮัดอยู่ใต้ผ้าห่ม ทว่าพอเขาหันกลับไปมองอีกที จี้ทิงที่เคยอยู่ข้างเตียงก็หายตัวไปเสียแล้ว

       จี้เยี่ยนจื๋อดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที “เจ้าหูน้อยจี้... เจ้าหูน้อยจี้!”

       จี้ทิงที่กำลังสวมเสื้อโค้ทค้างไว้ครึ่งตัวเดินออกมาจากด้านใน “ผมอยู่นี่ มีอะไรครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะล้มตัวลงนอนตามเดิม “ฉันหิวน้ำ ขอน้ำหน่อย”

       “ครับ”

       จี้ทิงเดินไปรินน้ำอุ่นมาให้แก้วหนึ่ง วางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียง “ต้องการอะไรอีกไหมครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อจิบไปสองคำพลางปรายตามองเขา “นายจะออกไปซื้อยางั้นเหรอ?”

       จี้ทิงตอบรับในลำคอ แต่กลับนั่งลงที่ขอบเตียงตามเดิม “ความจริงผมว่าเราไปโรงพยาบาลกันดีกว่า เมื่อกี้ตอนวัดไข้ผมได้ยินหัวใจพี่เต้นเร็วมาก ไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสมีโอกาสลามไปเป็นกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้นะครับ”

       “ฉันเปล่า”

       จี้ทิงชะงักไป “เปล่าอะไรครับ?”

       เพราะคัดจมูก เสียงของจี้เยี่ยนจื๋อจึงฟังดูอู้อี้ “หัวใจฉันไม่ได้เต้นเร็วสักหน่อย”

       จี้ทิงลอบถอนหายใจในใจ [หน้าแดงก็ไม่ยอมรับ หัวใจเต้นเร็วก็ไม่ยอมรับ ดูท่าพิษไข้คงส่งผลต่อจี้เยี่ยนจื๋อมากจริงๆ]

       ตึง! จี้เยี่ยนจื๋อกระแทกแก้วในมือลงบนโต๊ะข้างเตียงเสียงดัง “จะไปก็รีบไป มัวรีรออะไรอยู่ได้”

       จี้ทิงลุกขึ้นยืน “งั้นพี่นอนพักสักครู่เถอะครับ ซื้อยาเสร็จแล้วผมจะรีบกลับมา”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่ตอบคำ เขาพลิกตัวหันหลังให้อีกครั้ง

       จี้ทิงขับรถออกไป เพียงไม่นานก็เจอร้านขายยา เขาเลือกซื้อยาสมุนไพรจีนหลายชนิดตามอาการของจี้เยี่ยนจื๋อ ทว่าตอนที่กำลังจะหยิบยาน้ำแก้ไอขึ้นมา โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นเตือนขึ้น

       “ฮัลโหลครับ”

       “เจ้าหูน้อยจี้” เสียงอู้อี้ของจี้เยี่ยนจื๋อดังมาจากปลายสาย “ซื้อยาเสร็จหรือยัง?”

       “กำลังจะจ่ายเงินครับ”

       “งั้นก็พอดีเลย ซื้อของเย็นๆ กลับมาให้ฉันหน่อย” จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกคอแห้งผากและเริ่มเจ็บคอ จึงอยากกินอะไรเย็นๆ ให้ชื่นใจ

       จี้ทิงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย “ไอศกรีมเหรอครับ?”

       “ไม่เอาไอศกรีม อะไรก็ได้ที่มันเย็นๆ”

       จี้ทิงปฏิเสธทันควัน “ไม่ได้ครับ พี่เป็นหวัดอยู่”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าปฏิเสธเขา จึงชะงักไปครู่หนึ่ง “ฉันบอกว่าได้ก็คือได้ นาย...”

       ติ๊ด! จี้ทิงกดวางสายไปเสียอย่างนั้น

       เขาหยิบยาน้ำแก้ไอจากชั้นวางแล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อชำระเงิน หลังจากสแกนรหัสเสร็จ จี้ทิงก็เอ่ยถามถึงสถานที่แห่งหนึ่ง

       พนักงานขายครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เอ่อ... ฉันก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ค่ะ แต่ถ้าคุณลองเดินไปทางทิศตะวันออก จะมีร้านป้ายสีแดงอยู่ เหมือนว่าที่นั่นจะมีนะคะ”

       “ขอบคุณครับ”

       ผ่านไปเกือบชั่วโมง จี้ทิงจึงกลับมาพร้อมกับไอเย็นที่โชยติดตัว

       เขาเข้าบ้านมาวางของและล้างมือให้สะอาด ก่อนจะเดินไปที่เตียงเพื่อดูอาการคนป่วย

       “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่หลับหรือยังครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งสนิท ไม่แม้แต่จะลืมตา “เจ้าหูน้อยจี้ ต่อให้นายจะซื้อยามา ฉันก็ไม่กิน”

       “ทำไมล่ะครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อพลิกตัวกลับมาทันควัน “นายกล้าวางสายใส่ฉัน อีกอย่าง ฉันก็แค่อยากกินของเย็นๆ มันจะอะไรนักหนา คนที่ป่วยคือฉัน ไม่ใช่นายสักหน่อย”

       จี้ทิงจ้องมองเขาเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะเดินผละออกไปจากข้างเตียง

       จี้เยี่ยนจื๋ออ้าปากจะพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอไป จากนั้นเขาหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงด้วยความแง่งอน

       ไม่กี่นาทีต่อมา เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของจี้ทิงเดินกลับมาอีกครั้ง และจากนั้นสัมผัสเย็นๆ บางอย่างก็แตะลงที่ริมฝีปากของเขา

       จี้เยี่ยนจื๋อเบิกตาโพล่งพลางขมวดคิ้ว “อะไรน่ะ?”

       “แอปเปิลครับ” จี้ทิงนั่งลงที่ขอบเตียงแล้วเอ่ยต่อ “ของเย็นๆ กินไม่ได้ แต่ผลไม้ยังกินได้อยู่ครับ”

       พูดจบเขาก็ส่งส้อมไปที่มือของจี้เยี่ยนจื๋อ “ลองชิมดูไหมครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อทำเป็นสะบัดหน้าหนีอย่างแง่งอน แต่กลับรับส้อมมาถือไว้อย่างว่าง่าย ก่อนจะกัดลงไปคำหนึ่ง “นี่มันก็เย็นไม่ใช่หรือไง ก็เหมือนกันนั่นแหละ”

       จี้ทิงไม่โต้เถียงด้วย เขาเพียงบอกว่า “ผมซื้อส้มกับสาลี่มาด้วย ถ้าพี่อยากกินก็บอกนะครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อเคี้ยวแอปเปิลจนหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นจานคืนให้ “เอาส้ม”

       จี้ทิงยังไม่รับจาน แต่จ้องมองเขาแล้วบอกว่า “กินส้มอีกอย่างเดียวได้ครับ แต่พี่ต้องสัญญากับผมก่อนว่า กินผลไม้เสร็จแล้วอีกครึ่งชั่วโมงต้องกินยา”

       ทั้งคู่สบตากันอยู่สองวินาที จี้เยี่ยนจื๋อก็สะบัดหน้าหนีอีกครั้ง “ส้ม”

       จี้ทิงถือว่านั่นคือคำตกลง เขาจึงลุกขึ้นไปหยิบส้มที่แบ่งเป็นสี่ซีกมาให้

       จี้เยี่ยนจื๋อกินเข้าไปซีกหนึ่ง แล้วหัวคิ้วก็พลันขมวดเข้าหากัน เขาเพิ่งสังเกตตั้งแต่ตอนกินแอปเปิลแล้วว่า ผลไม้ที่จี้ทิงซื้อมาดูเหมือนจะเย็นกว่าปกติ คล้ายกับเพิ่งเอาออกมาจากตู้เย็นไม่มีผิด

       เขาจึงหันไปมองจี้ทิง “นายเอาผลไม้ไปแช่ตู้เย็นมาเหรอ?”

       “เปล่าครับ ในห้องพักพี่ไม่มีตู้เย็น”

       “แล้วทำไมเนื้อผลไม้มันถึงได้เย็นแบบนี้ล่ะ?”

       จี้ทิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ “พี่บอกว่าอยากกินของเย็นๆ ผมรู้ว่าเป็นเพราะพี่ไม่สบายคอ หลังจากซื้อผลไม้เสร็จผมเลยไปยืนรับลมข้างนอกอยู่พักหนึ่งครับ อุณหภูมิของมันจะได้เย็นกว่าปกติสักสองสามองศา กินแล้วจะได้ไม่ระคายเคืองกระเพาะ”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^