LNCrawler

ตอนที่ 137 การให้การเท็จ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 137 การให้การเท็จ

        จี้เยี่ยนจื๋อพลันชะงักลมหายใจ เขาปรายตามองส้มในมือ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นพลางมองไปยังจี้ทิง “นายยอมยืนตากลมหนาวอยู่ข้างนอกตั้งนาน เพราะคำพูดแค่ประโยคเดียวของฉันเนี่ยนะ?”

       “ก็ไม่ได้นานขนาดนั้นครับ อีกอย่างถ้าปล่อยให้ผลไม้เย็นจัดเกินไป มันจะไม่ดีต่อกระเพาะเอา”

       “นายนี่มัน...”

       จี้เยี่ยนจื๋ออยากจะด่าว่าเขาเป็นคนโง่เง่า ทว่าพอคำพูดมาถึงริมฝีปาก ลำคอกลับตีบตันราวกับมีก้อนสำลีมาจุกไว้

       ความรู้สึกขมขื่นแล่นริ้วขึ้นมากลางอกอย่างไม่อาจบรรยาย มันทั้งหนักอึ้งและบีบคั้นอยู่ในหัวใจ

       ตอนเจ็บไข้ได้ป่วยใช่ว่าเขาจะไม่เคยมีคนมาดูแล บรรดาคนรับใช้ในบ้านหรือแม้แต่อาหยางต่างก็เคยมาคอยปรนนิบัติส่งข้าวส่งน้ำข้างเตียงอย่างระแวดระวัง

       แต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน... ความรู้สึกที่ถูกใครบางคนเห็นความสำคัญ ห่วงใย และเหมือนถูกใครคนหนึ่งบรรจุไว้ในใจจริงๆ

       ความรู้สึกนี้มันช่างไม่คุ้นเคยนัก ไม่คุ้นเคยเสียจนจี้เยี่ยนจื๋อเกิดอาการต่อต้านขึ้นมาตามสัญชาตญาณ เขาหลุบสายตาที่ลึกล้ำลง และไม่ยอมสบตากับจี้ทิง “คราวหน้าไม่ต้องทำแบบนี้อีกแล้วนะ”

       [ดูเหมือนจี้เยี่ยนจื๋อจะไม่พอใจอีกแล้วแฮะ]

       แต่ครั้งนี้จี้ทิงไม่รู้ว่าตนเองทำสิ่งใดผิด จึงเอ่ยถามออกไป “ทำไมล่ะครับ?”

       “ส้มลูกนี้ทั้งเปลือกทั้งเนื้อมีแต่รสฝาดและขม มันไม่ดีหรอก” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ จี้เยี่ยนจื๋อก็เงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเปรยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ “เขาก็เหมือนกัน... เขาไม่ควรต้องมาเจอเรื่องแย่ๆ แบบนี้เลย”

       หัวคิ้วของจี้ทิงขยับเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะหยิบส้มจากจานมากลีบหนึ่ง เขาลองกัดดูคำหนึ่ง ก็พบว่าเนื้อส้มนั้นทั้งหวานฉ่ำและมีน้ำเยอะมาก ไม่ได้ขมปร่าหรือฝาดเฝื่อนอย่างที่จี้เยี่ยนจื๋อว่าไว้เลยแม้แต่นิด

       เมื่อกลืนลงคอแล้ว จี้ทิงจึงเอ่ยว่า “ตอนนี้พี่เป็นหวัดเลยส่งผลต่อการรับรสครับ มีโอกาสที่กินอะไรแล้วจะรู้สึกขม รอให้พี่หายดีก่อนแล้วค่อยกินเถอะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองท่าทางจริงจังของเขาแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมา เขารู้สึกนึกขอบใจอย่างประหลาดที่จี้ทิงฟังนัยที่ซ่อนอยู่ไม่รู้เรื่อง ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงจะดีไม่น้อย

       เขามองจี้ทิงด้วยสายตาอ่อนใจ “ส้มลูกนี้... ถ้าวางทิ้งไว้อีกสักสองสามวัน มันยังจะกินได้อยู่ไหม?”

       “งั้นผมกินเองครับ”

       จี้ทิงคิดในใจ [ส้มพรีเมียมขนาดนี้ตกราคาลูกละตั้งหกจุดแปดหยวน ปล่อยให้เสียทิ้งไว้โดยไม่กิน มันน่าเสียดายแย่]

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มขำ ก่อนจะยัดจานในมือใส่มืออีกฝ่าย “งั้นนายก็กินไปเถอะ กินให้หนำใจไปเลย”

       เมื่อจี้ทิงเห็นเขาดึงผ้าห่มขึ้นมาเตรียมจะล้มตัวลงนอน ก็รีบเอ่ยขัด “เดี๋ยวครับ ผมขอวัดไข้ให้พี่อีกรอบก่อน”

       วัดไข้อีกแล้วเหรอ?

       จี้เยี่ยนจื๋อพลันเครียดขึงขึ้นมาอีกครั้ง ในใจสับสนปนเปไปหมด “จี้ทิง นายรอเดี๋ยวก่อน”

       จี้ทิงคิดว่าเขาจะดื้ออีก จึงพูดย้ำ “ต้องวัดอุณหภูมิครับ”

       “ไม่ใช่ ฉันจะบอกว่า...”

       ยังไม่ทันขาดคำ จี้ทิงก็หยิบเครื่องวัดอุณหภูมิออกมาจากถุง “พี่จะพูดอะไรเหรอครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อจุกจนพูดไม่ออก เขามองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว “ไอ้เครื่องเนี่ย นายเช็ดฆ่าเชื้อหรือยัง?”

       “เดี๋ยวผมเอาทิชชู่แอลกอฮอล์เช็ดให้ครับ”

       หลังจากเช็ดเสร็จ จี้ทิงก็จ่อมันเข้าที่หน้าผากของเขา เสียง ‘ติ๊ด’ ดังขึ้น หน้าจอแสดงอุณหภูมิสามสิบแปดจุดสององศา

       “ถ้าพรุ่งนี้ไข้ยังไม่ลด เราไปโรงพยาบาลกันนะครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่ตอบคำ เขาจัดหมอนให้เข้าที่แล้วเอนตัวลงนอน

       จี้ทิงเฝ้าดูเวลาจนผ่านไปครึ่งชั่วโมง จึงเรียกจี้เยี่ยนจื๋อให้ลุกขึ้นมาทานยา

       เขามองจี้เยี่ยนจื๋อเงยหน้าดื่มยาลงไป ก่อนจะเทยาน้ำแก้ไอใส่ฝาแล้วยื่นให้ จี้เยี่ยนจื๋อก็ดื่มจนหมดเช่นกัน

       “ฉันอยากดื่มน้ำ”

       “ไม่ได้ครับ ดื่มยาน้ำเสร็จแล้วห้ามดื่มน้ำตามทันที ไม่อย่างนั้นยาจะเสียประสิทธิภาพ”

       “แต่ในปากมันเหนียวไปหมด ไม่สบายตัวเลย”

       จี้ทิงหมุนปิดฝาขวดพลางเอ่ยเรียบๆ “การเจ็บป่วยก็เป็นเรื่องไม่สบายตัวแบบนี้แหละครับ ถึงจะดื่มน้ำไม่ได้ แต่พี่ไปแปรงฟันแทนได้นะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อจ้องมองเขา ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “นี่นาย... ทุกครั้งที่ปฏิเสธฉันเสร็จแล้ว จะต้องมีวิธีอื่นมาสนองความต้องการของฉันได้ตลอดเลยหรือไง?”

       จี้ทิงเก็บกล่องยาต่อพลางตอบว่า “คำว่า ‘ทุกครั้ง’ มันเด็ดขาดเกินไป ผมรับประกันไม่ได้หรอกครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองท่าทางเถรตรงนั่นแล้วแค่นเสียงเฮอะในลำคอ ก่อนจะสะบัดผ้าห่มลุกไปแปรงฟันในห้องน้ำ

       ตลอดทั้งคืน จี้ทิงตื่นขึ้นมาสามสี่ครั้งเพื่อวัดอุณหภูมิให้จี้เยี่ยนจื๋อ

       ไข้เริ่มค่อยๆ ลดลง และจี้เยี่ยนจื๋อก็เริ่มมีเหงื่อออกทว่ายังมีไข้ต่ำๆ อยู่

       เมื่อรุ่งสางมาถึง จี้ทิงที่ได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ย่องลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ เขาตั้งใจจะไปดูที่ห้องอาหารพนักงานว่ามีอาหารเช้าอะไรที่เหมาะสำหรับคนป่วยบ้าง จี้เยี่ยนจื๋อจะได้ทานรองท้องก่อนกินยา

       จี้ทิงเดินออกมาจากห้องประธาน ขณะที่กำลังจะก้าวเข้าลิฟต์ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมาเสียก่อน

       “ฮัลโหลครับ”

       “สวัสดีครับ ผมฟู่หย่งเซิ่ง จากกรมความมั่นคงแห่งชาติที่เคยติดต่อคุณเมื่อครึ่งเดือนก่อนครับ”

       “สวัสดีครับ หัวหน้าฟู่” จี้ทิงไม่ได้ก้าวเข้าลิฟต์ แต่เดินเลี่ยงไปยังห้องพักผ่อนแทน

       “คุณจี้ครับ เกี่ยวกับกระบวนการสอบสวนที่คุณถูกฉินไจ้เย่กระทำ ตอนนี้ทางเราได้รวบรวมข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว ตัวเขาเองถูกสั่งพักราชการมาเป็นเวลาห้าวันแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการถูกสอบสวนครับ”

       เมื่อได้ยินดังนั้น จี้ทิงไม่ได้แสดงท่าทีดีใจหรือโกรธแค้น เขาเพียงตอบกลับไปอย่างสงบนิ่ง “รับทราบครับ ขอบคุณมาก”

       ฟู่หย่งเซิ่งพูดต่อ “นอกจากเรื่องนี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องการตรวจสอบกับคุณครับ”

       “เชิญพูดมาได้เลยครับ”

       “เกี่ยวกับประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างคุณกับฉินไจ้เย่ ก่อนหน้านี้เราได้ทำการสืบสวนและเมื่อวานนี้ได้เรียกตัวพยานที่เกี่ยวข้องมาให้การ ซึ่งก็คือคุณหลิงซีครับ”

       ได้ยินถึงตรงนี้ จี้ทิงก็นึกภาพออกคร่าวๆ แล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายโทรมาตรวจสอบ ย่อมแสดงว่าสิ่งที่หลิงซีพูดนั้นมีจุดที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง

       “คำให้การของพยานท่านนี้ บอกว่าผมกับฉินไจ้เย่ไม่มีความแค้นส่วนตัวกัน ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานว่าฉินไจ้เย่ทำการทรมานเพื่อบีบบังคับเอาคำให้การได้ ใช่ไหมครับ?”

       ฟู่หย่งเซิ่งชะงักไปเล็กน้อย “ใช่ครับ”

       ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ลืมคำกำชับจากผู้บังคับบัญชา จึงรีบอธิบายให้จี้ทิงฟังทันที “คุณจี้ครับ คำให้การของพยานไม่จำเป็นว่าจะต้องถูกยอมรับเสมอไป การเรียกตัวหลิงซีมาที่กรมฯ เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในช่วงของการสืบสวนเท่านั้นครับ”

       “ผมเข้าใจครับ แต่ผมขอยืนยันจุดยืนข้อหนึ่ง” น้ำเสียงของจี้ทิงเยือกเย็นและปราศจากอารมณ์ส่วนตัวโดยสิ้นเชิง “หลิงซีกับฉินไจ้เย่มีความสัมพันธ์เชิงคนรักกันในปัจจุบัน ถ้าเขาไม่สามารถแสดงหลักฐานที่ชัดเจนได้ ในมุมมองส่วนตัวของผม ผมถือว่าคำให้การของเขามีความลำเอียงทางความรู้สึกครับ”

       “คุณจี้ สบายใจได้ครับ ในส่วนของคำให้การ เราจะตรวจสอบความถูกต้องและเป็นกลางอย่างแน่นอน ส่วนทางด้านหลิงซี ถ้าพบว่ามีการให้การเท็จ เราจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดครับ”

       “ตกลงครับ ขอบคุณมาก”

       เมื่อเสร็จธุระ ฟู่หย่งเซิ่งจำต้องฝืนใจเอ่ยปากขอร้องอีกครั้ง “คุณจี้ครับ ถ้าช่วงนี้คุณพอมีเวลาว่าง จะรบกวนให้มาที่กรมฯ เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้หน่อยได้ไหมครับ?”

       จี้ทิงปฏิเสธอย่างไร้ความลังเล “ขอโทษด้วยครับ ช่วงตรุษจีนนี้ผมมีธุระอื่นต้องจัดการ”

       แม้ฟู่หย่งเซิ่งจะไม่ได้คาดหวังไว้มากนัก แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

       อันที่จริง จากการติดต่อกันหลายครั้งที่ผ่านมา เขารู้สึกได้ว่าจี้ทิงเป็นคนที่มีอุปนิสัยดีมาก ทั้งที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีครั้งใหญ่ขนาดนี้ แต่เขากลับไม่เคยระบายอารมณ์ใส่ตนเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยเรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดๆ จากเบื้องบนเลย

       ทว่านิสัยเช่นนี้เองที่ทำให้กรมความมั่นคงฯ เขตป้องกันรักษาการณ์ รวมไปถึงกองทัพภาคตะวันออกทั้งหมดต้องพากันปวดหัว

       ฟู่หย่งเซิ่งยังจำได้ดีว่า ในการโทรศัพท์ครั้งแรก จี้ทิงขอร้องเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น และตอนที่เขารายงานขึ้นไป ผู้กำกับถึงกับตื่นเต้นจนเสียงสูงขึ้นมาถึงสามระดับ น้ำเสียงนั่นเต็มไปด้วยความยินดีอย่างปิดไม่มิด


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^