ตอนที่ 138 ให้อภัยฉินไจ้เย่งั้นเหรอ
ตอนที่ 138 ให้อภัยฉินไจ้เย่งั้นเหรอ
ผลปรากฏว่า เรื่องที่จี้ทิงกำชับนั้นมีเพียงเรื่องเดียว คือห้ามไม่ให้ใครนำเรื่องนี้ไปรบกวนครอบครัวของเขาไม่ว่าในเวลาใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผลการสืบสวนหรือการรวบรวมพยานหลักฐาน ให้ติดต่อตรงมาที่ตัวเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
ฟู่หย่งเซิ่งพยายามพูดเป็นนัยทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อเปิดโอกาสให้เขาเรียกร้องสิ่งตอบแทนอื่นเพิ่มเติม แต่จี้ทิงกลับตอบเพียงว่าไม่มี และหลังจากนี้ก็จะไม่ขออะไรอีก
เขาวางสายโทรศัพท์ลง พลางส่ายหน้าไปมาด้วยความรู้สึกอ่อนใจ เรื่องทั้งหมดนี้จะโทษใครได้เล่า ถ้าไม่ใช่เพราะฉินไจ้เย่ที่ละเมิดกฎการสอบสวนจนก่อเรื่องงามหน้าและสร้างปัญหาใหญ่หลวงเช่นนี้ขึ้นมา
ฟู่หย่งเซิ่งถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังห้องทำงานเพื่อรายงานความคืบหน้าครั้งนี้
“เป็นยังไงบ้าง ครั้งนี้เขายอมตกลงหรือยัง?”
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของผู้กำกับ ฟู่หย่งเซิ่งไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแต่ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วส่ายศีรษะ
“เฮ้อ...” คราวนี้ถึงคราวที่ผู้กำกับต้องถอนหายใจออกมาบ้าง ในใจนั้นเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม แต่ก็ยังไม่วายถามต่ออย่างไม่ลดละ “เขาไม่มีข้อเรียกร้องอะไรเลยเหรอ?”
“ไม่มีครับ แต่ผมคิดว่าครั้งนี้เราอาจจะมีช่องทางให้เจาะทะลวงไปได้นิดหน่อย”
ผู้กำกับพลันตื่นตัวขึ้นมาทันที “ว่ามา”
“จี้ทิงบอกว่า หลิงซีที่มาให้ปากคำเพื่อความร่วมมือในการสืบสวนเมื่อวานนี้ มีความสัมพันธ์เชิงคนรักกับฉินไจ้เย่ ดังนั้นคำให้การของเขาจึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเอนเอียงไปทางฉินไจ้เย่ครับ”
ผู้กำกับขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ตอนที่พวกคุณทำการสอบปากคำ หลิงซีได้แสดงตัวอย่างเปิดเผยไหมว่าเขากับฉินไจ้เย่มีความสัมพันธ์กันแบบไหน?”
“ไม่ได้บอกเลยแม้แต่นิดเดียวครับ” ฟู่หย่งเซิ่งตอบด้วยความมั่นใจ “เขาบอกว่าเขากับจี้ทิงและฉินไจ้เย่เป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น”
“เพื่อนงั้นเหรอ?” ผู้กำกับหัวเราะเย็นชาออกมาคำหนึ่ง “ถึงขนาดนี้แล้ว ฉันว่ายังมีคนที่ไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้อยู่ ไปตรวจสอบซะ!”
เขาเคาะโต๊ะเน้นย้ำด้วยน้ำหนักมือที่หนักหน่วง “ตรวจสอบหลิงซีคนนี้ซะ ถ้าสิ่งที่จี้ทิงรายงานมาเป็นความจริง ก็ให้สืบต่อไปด้วยว่าการกระทำที่เข้าข่ายให้การเท็จของหลิงซีนั้น ได้รับคำสั่งหรือการยุยงมาจากฉินไจ้เย่หรือคนในครอบครัวของเขาหรือไม่”
“รับทราบครับ”
...
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูห้องส่วนตัวดังขึ้นเบาๆ สองครั้ง ตามมาด้วยเสียงจากด้านนอก “คุณลู่ครับ แขกของคุณมาถึงแล้วครับ”
ลู่เหยียนชูได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูด้วยตนเอง
“เสี่ยวซี”
หลิงซีระบายยิ้มออกมาบางๆ “พี่ลู่”
ลู่เหยียนชูยื่นมือไปจูงเขาเข้ามาข้างใน เอ่ยขอบคุณผู้จัดการร้าน แล้วจึงปิดประตูลง
“สองสามวันที่ผ่านมาที่พี่นัดนายออกมา นายก็บอกว่าติดธุระตลอดเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” ลู่เหยียนชูวางถ้วยชาลงตรงหน้าหลิงซีพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ถ้ามีอะไร นายก็บอกพี่ได้ทุกเรื่องเลยนะ”
หลิงซีหลุบตาลง มือขวาบีบนิ้วชี้มือซ้ายเบาๆ “เปล่าครับ ไม่มีอะไร”
ลู่เหยียนชูชำเลืองมองเขาปราดหนึ่ง สีหน้ายังคงราบเรียบไม่เปลี่ยน เขาลงมือนั่งก่อนจะส่งเมนูอาหารให้ “ลองดูสิ อยากทานอะไรไหม”
หลิงซีส่ายหน้า “ก่อนออกมาทานมาจากที่บ้านตระกูลจี้แล้วครับ ตอนนี้ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”
ลู่เหยียนชูนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาขยับเข้าไปจับไหล่ของหลิงซีแล้วหมุนตัวอีกฝ่ายให้หันมาหาอย่างอ่อนโยน “บอกพี่มาเถอะ อยู่ที่บ้านตระกูลจี้ นายมีความสุขดีหรือเปล่า?”
หลิงซีอ้าปากคล้ายจะพูด แต่กลับมีท่าทีอึกอักพูดไม่ออก “ครับ... ก็ดีครับ”
“งั้นเหรอ แต่สีหน้าของนายมันไม่ได้บอกพี่แบบนั้นเลยนะ”
หลิงซีเม้มริมฝีปาก แล้วก้มหน้าก้มตาแกะนิ้วตัวเองต่อ “จริงๆ ครับ ผมไม่ได้หลอกพี่นะ”
เมื่อลู่เหยียนชูเห็นเช่นนั้นเขาก็ไม่ฝืนใจอีก เขาปล่อยมือพลางเอ่ยว่า “มีความสุขก็ดีแล้ว แต่ถ้าหากวันไหนที่นายไม่สบายใจ นายมาหาพี่ได้ตลอดเวลานะ”
หลิงซีไม่พูดจา แต่ภายในจมูกกลับเริ่มรู้สึกแสบร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ เขาไม่อยากอยู่ที่บ้านตระกูลจี้เลยแม้แต่นิด แต่ตอนนี้เขาสิ้นไร้หนทาง จึงจำต้องทนอยู่ที่นั่นต่อไป
ลู่เหยียนชูเห็นว่าเขายังคงไม่ยอมเปิดปาก จึงเป็นฝ่ายเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเอง “ถ้ายังไม่ค่อยหิว ก็ทานพวกของว่างสักหน่อยเถอะ ซาลาเปาหมูแดงรสซอสซานจาของที่นี่รสชาติดีมากนะ นาย...”
“พี่ลู่ครับ” หลิงซีเรียกเขาด้วยเสียงแผ่วเบาพลางเงยหน้าขึ้น “ที่ผมมาหาพี่ในวันนี้ เพราะมีเรื่องหนึ่งอยากจะขอร้องพี่ครับ”
ลู่เหยียนชูมองดูเขา แม้เจ้าตัวจะพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ในดวงตากลับเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า ดูราวกับว่ามันจะหยดลงมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง
ลู่เหยียนชูถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกสงสารและอ่อนใจไปพร้อมๆ กัน “พี่เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่ามีเรื่องอะไรก็บอกพี่ได้ ทำไมถึงต้องใช้คำว่าขอร้องล่ะ”
เพียงประโยคเดียวกลับทำให้น้ำตาของหลิงซีร่วงเผาะลงมาทันที เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ “ขอโทษครับ ผม... ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ ผมขอโทษ...”
ลู่เหยียนชูดึงกระดาษทิชชูจากบนโต๊ะออกมาสองแผ่นส่งให้ “นี่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเลย นายก็ชิงขอโทษพี่เสียก่อนแล้ว เช็ดน้ำตาก่อนเถอะ แล้วค่อยๆ พูด”
หลิงซีไม่ได้เช็ดน้ำตา เพียงแต่กำกระดาษทิชชูไว้ในมือแน่น พลางสะอื้นเบาๆ
ลู่เหยียนชูไม่ได้เร่งรัด เขาเพียงรอให้หลิงซีสงบสติอารมณ์ลงก่อนจึงค่อยให้เริ่มพูด
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลิงซีจึงค่อยๆ หยุดสะอื้น เขาเงยหน้าขึ้นมองลู่เหยียนชูด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
“พี่ลู่ ผมรู้ว่าพี่ดีกับผมมาโดยตลอด พี่ไม่เคยปฏิเสธผมเลยสักครั้ง และพี่ก็ห่วงใยผมจากใจจริง”
ลู่เหยียนชูยกมือขึ้นลูบเส้นผมที่เปียกชื้นของเขาเบาๆ พร้อมเอ่ยว่า “มันเป็นสิ่งที่พี่ควรทำอยู่แล้ว ถ้าวันนั้นนายไม่ช่วยชีวิตพี่ไว้ ตอนนี้พี่ก็คงไม่มีโอกาสได้มานั่งอยู่ตรงนี้หรอก”
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของหลิงซีสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง นิ้วมือของเขาก็พลอยเกร็งแน่นขึ้นตามไปด้วย
ลู่เหยียนชูเข้าใจไปเองว่าการสัมผัสตัวของเขานั้นดูล่วงเกินเกินไป จึงลดมือลงแล้วถามต่อว่า “เรื่องในใจของนาย ตอนนี้พร้อมจะบอกพี่หรือยัง?”
หลิงซีกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือดจึงค่อยเงยหน้าขึ้น “พี่ลู่ เรื่องระหว่างพี่กับจี้ทิงก่อนหน้านี้ ผมทราบเรื่องหมดแล้วครับ”
แววตาของลู่เหยียนชูพลันวาบผ่านด้วยประกายลึกลับ “นายหมายถึงเรื่องไหนล่ะ?”
หลิงซีไม่ได้ตอบคำถามนั้น ในดวงตาของเขาฉายแววกระวนกระวายใจ เขาเอ่ยถามออกมาอย่างระมัดระวัง “พี่ลู่ พี่ช่วยเขียนหนังสือยินยอมไม่เอาความให้กับฉินไจ้เย่ได้ไหมครับ?”
ความอบอุ่นในดวงตาของลู่เหยียนชูพลันมลายหายไปในพริบตา แม้เขาจะไม่ได้ปั้นปึ่งใส่ แต่ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความห่างเหินและเย็นชา “ฉินไจ้เย่สั่งให้นายมาขอความเมตตาแทนงั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ!” หลิงซีรีบปฏิเสธ “ผมถือวิสาสะมาขอร้องพี่เอง ไม่เกี่ยวกับเขาเลยครับ”
“แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง”
ลู่เหยียนชูละสายตาไปจากใบหน้าของเขา ไม่เหลือแม้แต่หางตาที่จะมองไปทางนั้น “ในเมื่อนายรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว นายก็ควรจะรู้ดียิ่งกว่าใครว่าเรื่องนี้นายไม่ควรเข้ามาก้าวก่าย”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะก้าวก่ายนะครับ ผมแค่...” หลิงซีรู้สึกชาวาบ เขาเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “ผมแค่คิดว่า ครั้งนี้เขารู้สำนึกผิดแล้ว พี่พอจะให้โอกาสเขาสักครั้งได้ไหมครับ?”
ลู่เหยียนชูระบายยิ้มบางๆ แต่มันกลับดูเหมือนเป็นการเสียดสีที่เย็นเยียบ “ประโยคนี้ไม่ควรหลุดออกมาจากปากของนายหรอกนะ แต่มันควรจะเป็นฉินไจ้เย่ที่ต้องไปยืนอยู่ต่อหน้าจี้ทิง เพื่อขอโอกาสในการได้รับการยกโทษด้วยตัวของเขาเอง”
หลิงซีขมวดคิ้วแน่น ทั้งโศกเศร้าและร้อนใจ “แต่ตอนนี้เขาถูกคุมขังอยู่ ต่อให้เขาอยากจะทำ เขาก็ทำไม่ได้นี่ครับ”
“หลิงซี นายคิดผิดแล้ว” เป็นครั้งแรกที่ลู่เหยียนชูทำสีหน้าเคร่งขรึมต่อหน้าเขา และเอ่ยย้ำทุกคำอย่างไม่ยอมถอย “ต่อให้ฉินไจ้เย่ไม่ได้ถูกคุมขัง แต่ศักดิ์ศรีที่สูงเทียมฟ้าของเขาก็ไม่มีทางทำให้เขายอมก้มหัวลงได้หรอก ถ้าเขายอมทำแบบนั้นได้จริง เขาก็คงไม่ลงมือทำเรื่องพรรค์นั้นกับจี้ทิงตั้งแต่แรก”
หลิงซีได้ยินลู่เหยียนชูเอ่ยอ้างถึงจี้ทิงทุกคำพูด ในใจก็พลันรู้สึกขมขื่นและปวดแปลบอย่างบอกไม่ถูก
“แล้วถ้าจี้ทิงเขายอมยกโทษให้แล้วล่ะครับ?” หน้าอกของหลิงซีกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมคำลวงเหล่านั้นถึงหลุดออกมาจากปากได้
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลู่เหยียนชู “ผมคุยกับจี้ทิงแล้ว เขาเต็มใจที่จะเขียนหนังสือยินยอมไม่เอาความ... เพื่อผมครับ”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^