ตอนที่ 13 โรคคลั่งการควบคุมของจี้เยี่ยนจื๋อ
ตอนที่ 13 โรคคลั่งการควบคุมของจี้เยี่ยนจื๋อ
จี้เยี่ยนจื๋อส่งตัวไต้เซี่ยงเฉียงที่ใบหน้าถอดสีเขียวคล้ำออกไปพ้นหูพ้นตาแล้ว เขาก็หายไปจัดการธุระทางโทรศัพท์ที่นอกประตูอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกลับเข้ามาอีกครั้งหลังจากผ่านไปร่วมชั่วโมง
เดิมทีเขาตั้งใจจะตรงไปยังห้องทำงานทันที ทว่าเมื่อก้าวผ่านห้องนั่งเล่นกลับพบจี้ทิงนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา
“มาทำอะไรตรงนี้?”
“ผมรอพี่อยู่” จี้ทิงหยัดกายลุกขึ้น ยืนตัวตรงพลางปรับสีหน้าให้เรียบเฉย “ข้อเสนอของพี่ ผมไม่รับ และผมจะไม่เรียนพิเศษต่อแล้วด้วย”
“ไม่เรียน?” จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น “ถ้าอย่างนั้นก็เอาบัตรธนาคารคืนมา”
จี้ทิงชะงักไปชั่วครู่ “พี่ให้ผมมาเพื่อเป็นการขอโทษไม่ใช่เหรอ เป็นคนทำไมถึงกลับคำไปมาแบบนี้ล่ะครับ?”
“ขอโทษงั้นเหรอ ฉันไม่เคยพูดนะ” จี้เยี่ยนจื๋อละสายตาไปทางอื่น พลางพูดด้วยน้ำเสียงเนือยๆ “ยังไงซะเงินนั่นก็คือค่าเรียนพิเศษของนาย ในเมื่อไม่เรียนก็เอาคืนมาซะ”
หน้าอกของจี้ทิงกระเพื่อมขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด มือขาวนวลทั้งสองข้างกำหมัดแน่น เงินในบัตรใบนั้นรวมกับเงินเก็บของเจ้าของร่างเดิม เขาเอาไปใช้ซื้ออุปกรณ์จนหมดเกลี้ยงแล้ว ถ้าจะให้คืนตอนนี้ เขาย่อมไม่มีปัญญาหามาคืนได้ทันท่วงที
[จี้เยี่ยนจื๋อนี่มันจริงๆ เลย เป็นพวก... เป็นพวก...]
จี้ทิงรวบรวมแรงด่าอยู่ในใจตั้งนานแต่ก็คิดคำไม่ออก สุดท้ายจึงทำได้เพียงส่งสายตาจริงจังไปทางจี้เยี่ยนจื๋อ : [หลังจากนี้ฉันจะไม่เล่าเรื่องตลกให้เขาฟังอีกแล้ว]
‘อ่อ งั้นก็ขอบใจมากนะ’ จี้เยี่ยนจื๋อแอบสบถในใจ เรื่องตลกพรรค์นั้นยังจะอุตส่าห์เก็บไว้เป็นสมบัติล้ำค่าอีกหรือไง
“ถ้าต้องเรียนต่อ ก็ให้สวีเหรินกลับมาแล้วกันครับ” จี้ทิงพูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังบันได
“สวีเหริน?”
“ครับ ครูสอนวิชาฟิสิกส์คนนั้น”
จี้เยี่ยนจื๋อนึกไปถึงท่าทีของสวีเหรินที่เคยขอเบอร์โทรศัพท์ก่อนหน้านี้ จึงเริ่มเกิดความระแวงขึ้นในใจ “ทำไมต้องเจาะจง...”
ทว่ายังไม่ทันสิ้นประโยค โทรศัพท์ในมือของเขาก็สั่นรัวขึ้นมาเสียก่อน
จี้เยี่ยนจื๋อหลุบตามองหน้าจอครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เข้าใจแล้ว นายกลับห้องไปก่อนเถอะ”
จี้ทิงมองตามแผ่นหลังของพี่ชายที่เดินรับสายมุ่งหน้าไปยังห้องทำงาน ในจังหวะที่บานประตูจวนจะปิดลง เขากลับได้ยินชื่อของ ‘ไต้เซี่ยงเฉียง’ หลุดออกมาแว่วๆ
คิ้วเรียวขยับเข้าหากันเล็กน้อย จี้ทิงเริ่มนึกถึงเงื่อนงำบางอย่างที่เขาเคยสังเกตเห็นก่อนหน้านี้ เขาจึงกลับเข้าห้องแล้วเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานของตนเอง
ถ้าลำดับเวลาในตอนนี้คือช่วงตอนที่เจ็ดสิบกว่าในนิยายต้นฉบับ เรื่องที่ไต้เซี่ยงเฉียงปลอมแปลงข้อมูลควรจะถูกเปิดโปงหลังจากนี้อย่างน้อยอีกครึ่งปี
ในนิยายพูดถึงเรื่องนี้เพียงสั้นๆ แค่สองประโยคเท่านั้น ตอนนั้นจี้เยี่ยนจื๋ออยู่กับนายเอก แล้วเลขาก็โทรศัพท์มารายงานว่า ชิปที่เตรียมจะเข้าสู่กระบวนการผลิต ถูกนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิคนหนึ่งตรวจพบว่ามีการปลอมแปลงข้อมูลการทดลอง
แผนการนี้ถูกวางหมากเอาไว้ตั้งนานแล้ว โดยมีใครบางคนจงใจวางหมากเพื่อเล่นงานจี้เยี่ยนจื๋อโดยเฉพาะ แต่ทำไมไต้เซี่ยงเฉียงถึงได้เผยพิรุธออกมาเร็วกว่ากำหนดในวันนี้ล่ะ?
จี้ทิงละสายตาจากหน้าจอพลางครุ่นคิด ครั้งก่อนคือจี้ลี่ผิง ครั้งนี้คือไต้เซี่ยงเฉียง วิธีการรับมือกับปัญหาใหญ่ทั้งสองเรื่องของจี้เยี่ยนจื๋อนั้นช่างแตกต่างจากในนิยายอย่างสิ้นเชิง
หรือว่า... รอบตัวของจี้เยี่ยนจื๋อจะมี ‘ตัวแปร’ บางอย่างที่เขาไม่รู้จักเกิดขึ้น?
แววตาของจี้ทิงหม่นแสงลงเล็กน้อย แม้ตอนนี้เขาจะยังมองไม่ออกว่าตัวแปรนั้นคืออะไร แต่ในเมื่อเกิดปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก [1] ขึ้นแล้ว เขาก็จำเป็นต้องเตรียมแผนสำรองไว้เผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ภายในห้องทำงาน แสงไฟยังคงสว่างโร่จนล่วงเข้าสู่ยามดึก
จี้เยี่ยนจื๋ออ่านเอกสารฉบับสุดท้ายจบ เขาสูดลมหายใจลึกเพื่อข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน
บางทีแม้แต่ไต้เซี่ยงเฉียงเองก็คงคิดไม่ถึงว่าจะถูกจับพิรุธได้เร็วขนาดนี้ อีกอย่างหลายเรื่องยังซุกซ่อนได้ไม่ดีพอ พอส่งคนไปสืบจึงหาหลักฐานเจอได้ไม่ยาก
ที่แท้ไต้เซี่ยงเฉียงก็เป็นหมากที่พ่อของเขาฝังไว้ตั้งแต่วันแรกที่เขาย่างกรายเข้าสู่บริษัท เขาคิดในใจว่า มิน่าล่ะ จี้ทิงถึงได้ล่วงรู้แผนการของทั้งคู่ล่วงหน้า
เมื่อความจริงปรากฏ จี้เยี่ยนจื๋อกลับไม่มีความรู้สึกโกรธแค้นหรือเสียใจเลยแม้แต่น้อย เขาสัมผัสได้เพียงความรู้สึกเวทนา สมเพชที่พ่อผู้เพียรพยายามวางแผนการอย่างรอบคอบ แต่สุดท้ายกลับมาตกม้าตายง่ายๆ แบบนี้
ทว่าเมื่อนึกถึงจี้ทิง หัวใจของเขากลับมีความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างก่อตัวขึ้น
จี้ทิงพยายามจะเตือนเขา หรือแม้กระทั่งกังวลว่าเขาจะไม่เชื่อ จนยอมใช้วิธีที่ดูเงอะงะชี้นำให้ไต้เซี่ยงเฉียงเผยธาตุแท้ออกมาด้วยตัวเอง
บางที... เนื้อแท้ของจี้ทิงอาจจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เพียงแต่ถูกสั่งสอนมาในทางที่ผิดตั้งแต่เด็ก
จี้เยี่ยนจื๋อพยักหน้าอย่างมั่นใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การจะเริ่มขัดเกลาน้องชายเสียใหม่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปนัก
...
ช่วงบ่ายของวันถัดมา พ่อบ้านเคาะประตูห้องของจี้ทิงเบาๆ
“คุณชายรองครับ คุณครูสวีมาถึงแล้วครับ”
ภายในห้องเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะมีเสียงตอบรับ “เชิญครับ”
พ่อบ้านเปิดประตูพร้อมผายมือเชิญสวีเหริน จากนั้นจึงถอยออกไปและปิดประตูลงอย่างสำรวม
สวีเหรินในครั้งนี้ไม่มีท่าทีประหม่าเหมือนครั้งก่อน เขาขยับสายสะพายเป้บนบ่า พลางสาวเท้าก้าวตามเสียงรัวแป้นพิมพ์ตรงไปยังส่วนห้องนั่งเล่นเล็ก
“จี้ทิง!”
แสงแดดริมหน้าต่างทาบลงบนลำคอระหงของเด็กหนุ่ม ขับเน้นผิวขาวนวลให้ดูผุดผ่อง ใบหน้าที่เงยขึ้นมานั้นงดงามยิ่งกว่าที่จดจำไว้เสียอีก ทว่าแววตาของผู้ที่ถูกเรียกกลับฉายแววเฉยชาและสงบนิ่ง ราวกับว่าความวุ่นวายทั้งมวลได้หยุดชะงักลง ณ ที่แห่งนี้
“มาแล้วเหรอครับ” จี้ทิงปรายตามองที่ว่างข้างกาย “นั่งสิ”
สวีเหรินได้สติกลับมาทันควัน ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ “อ้อ... ครับ”
เขาวางเป้ลง ทันทีที่ก้นสัมผัสเก้าอี้ก็รีบเอ่ยออกมาอย่างอดรนทนไม่ได้ “จี้ทิง การทดลองของผมเจอวัสดุโพรบที่เหมาะสมที่สุดแล้วนะ”
เมื่อเห็นประกายตาที่เปี่ยมด้วยความตื่นเต้นนั้น จี้ทิงยังคงรักษาความเรียบเฉยเอาไว้ “วัสดุอะไรล่ะ”
“ท่อนาโนคาร์บอนผนังเดี่ยว [2] ครับ” สวีเหรินพูดจบ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นกังวลเล็กน้อย “คำตอบนี้... ถูกต้องไหม?”
ครั้งนี้ มุมปากของจี้ทิงหยักโค้งเป็นรอยยิ้มจางๆ “ถูกต้องครับ”
สวีเหรินเด้งตัวออกจากเก้าอี้ราวกับติดสปริง เขาพึมพำออกมาด้วยความดีใจจนลำคอแดงซ่านด้วยความตื่นเต้น
เมื่อดีใจเสร็จ เขาก็หันกลับมาคว้ามือของจี้ทิงไปกุมไว้ “ขอบคุณนะ ขอบคุณจริงๆ ถ้าไม่ได้คุณ ผมคงคิดไม่ออกแน่ๆ!”
จี้ทิงพูดด้วยท่าทีสงบ “ผมแค่ชี้ทางให้เฉยๆ ส่วนที่เหลือนั่นคือความพยายามของคุณเอง”
เพียงแค่สัปดาห์เดียว สวีเหรินสามารถหาคำตอบท่ามกลางวัสดุนับพันชนิดได้ นั่นพิสูจน์ว่า เขาไม่ได้มีเพียงความพยายาม แต่ยังมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย
ความตื่นเต้นเริ่มจางลง สวีเหรินนั่งลงตามเดิม เขาเม้มริมฝีปากพลางเอ่ย “คือว่า... มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากถามมาตลอด”
“อยากถามว่า ในเมื่อผมให้คำแนะนำคุณได้ แต่ทำไมพี่ชายผมยังต้องจ้างคุณมาสอนพิเศษให้ผมอีก ใช่ไหมครับ?”
สวีเหรินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ
จี้ทิงจะตอบได้อย่างไร เขาไม่สามารถบอกได้หรอกว่าจี้เยี่ยนจื๋อน่ะเป็นพวกคลั่งการควบคุม “สถานการณ์ในครอบครัวเรามันค่อนข้างซับซ้อนครับ เพราะงั้น ต่อไปถ้าคุณเข้ามาในห้องนี้ ก็ทำเรื่องของคุณไป ส่วนผมจะทำอะไร คุณก็ทำเป็นมองไม่เห็นไปก็พอ”
สวีเหรินขมวดคิ้วอย่างลังเล “แต่ว่าคราวนี้ผู้ปกครองของคุณให้ค่าสอนผมตั้งสองเท่า ถ้าผมไม่สอนอะไรเลย มันก็น่าละอายใจที่จะรับเงินนะครับ”
จี้ทิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเสนอ “ถ้าอย่างนั้น รอจนผลการวิจัยจากการทดลองนี้ออกมา คุณก็พิจารณาขายเทคโนโลยีนี้ให้กลุ่มบริษัทซื่อลี่เป็นอันดับแรกแล้วกัน”
“ไม่... ไม่ครับ” สวีเหรินรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เทคโนโลยีนี้คุณเป็นคนเริ่มชี้ทางให้ ผมจะฮุบสิทธิบัตรไว้คนเดียวได้ยังไง?”
จี้ทิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาจ้องมองอีกฝ่ายอยู่นาน “ไม่มีหลักฐานโดยตรงที่พิสูจน์ได้ว่าผมมีส่วนร่วมในการทดลองนี้ ตราบใดที่คุณไม่ยอมรับ คุณก็สามารถรับเงินค่าใช้สิทธิบัตรก้อนโตไปคนเดียวได้เลยนะ”
สวีเหรินส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่มีเงินผมก็แค่ขยันหาเอา แต่ผมจะไม่ทำเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด”
จี้ทิงตกอยู่ในความเงียบงัน เนิ่นนาน เมื่อเขาเอ่ยปากอีกครั้ง แววตาที่เคยมองข้ามกลับปรากฏประกายบางเบาขึ้นมา “สวีเหริน คุณอยากรู้ไหมว่า วัสดุที่ดียิ่งกว่าท่อนาโนคาร์บอนผนังเดี่ยวคืออะไร?”
เชิงอรรถ
[1] ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก คือ แนวคิดที่ว่า การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในระบบที่ซับซ้อน อาจส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่และคาดไม่ถึงในภายหลัง
[2] ท่อนาโนคาร์บอนผนังเดี่ยว (Single-Walled Carbon Nanotubes หรือ SWCNT) คือ วัสดุโครงสร้างนาโนที่มีลักษณะเป็นท่อกลวงยาว ซึ่งเกิดจากการม้วนแผ่นกราฟีน เพียงแผ่นเดียว จนกลายเป็นท่อที่ไร้รอยต่อ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กมากในระดับนาโนเมตร
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^