ตอนที่ 139 ได้คืบจะเอาศอก
ตอนที่ 139 ได้คืบจะเอาศอก
ลู่เหยียนชูหรี่ตาลง คิ้วหนาขมวดมุ่นเข้าหากันทันที “อะไรนะ นายบอกว่าจี้ทิงยอมความให้ฉินไจ้เย่งั้นเหรอ?”
แววตาของหลิงซีสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หลุบตาลงต่ำ “เรื่องนี้เป็นความผิดของฉินไจ้เย่จริงๆ ตอนนี้ทางหน่วยงานเองก็กำลังตรวจสอบอย่างเข้มงวด คุณลุงของฉินไจ้เย่บอกว่า... เขาอาจจะต้องรับโทษสถานหนักครับ”
“แต่พี่ไม่คิดว่ามันรุนแรงเกินไปหน่อยเหรอ?” เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็เงยหน้าขึ้นสบตาอีกครั้ง “ยังไงฉินไจ้เย่ก็ไม่ได้ทำร้ายจี้ทิงจนบาดเจ็บเสียหน่อย เพียงแต่จี้ทิงถูกเลี้ยงมาอย่างสุขสบายจนชิน เขาไม่เคยผ่านสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายขนาดนั้น สภาพจิตใจก็เลยรับความกดดันไม่ไหวจนเกิดภาวะสูญเสียการสื่อความขึ้นมาเอง”
ดวงตาของลู่เหยียนชูฉายแววตกตะลึงและโมโหที่ปะทุขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าสุดท้ายอารมณ์เหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่เงียบงันและขมขื่น
เดิมทีเขาคิดว่าหลิงซีไม่รู้เรื่องที่จี้ทิงล้มป่วยด้วยภาวะสูญเสียการสื่อความ แต่ตอนนี้หลิงซีกลับบอกว่าเขารู้
ความผิดหวังเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของลู่เหยียนชู ในชั่วพริบตานั้นเขารู้สึกว่าหลิงซีช่างดูแปลกหน้านัก ความอ่อนโยนและจิตใจดีที่อีกฝ่ายเคยมีในสายตาเขากลับเริ่มพร่าเลือน ยิ่งเขาพยายามจะมองให้ชัดเจนเท่าไหร่ หลิงซีในความทรงจำก็ยิ่งดูห่างไกลออกไปทุกที
ลู่เหยียนชูไม่ได้แสดงความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นออกมาทางสีหน้า แววตาของเขาเรียบเฉยจนยากจะคาดเดา เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะมองหลิงซีแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้ ต่อให้จี้ทิงจะตกลง แต่จี้เยี่ยนจื๋อไม่มีทางยอมแน่”
หลิงซีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา “ลืมไปแล้วเหรอครับว่าจี้ทิงเป็นลูกนอกสมรส พี่ใหญ่จี้รังเกียจสองแม่ลูกนั่นมาตั้งกี่ปี เขาจะมาสนใจเรื่องของจี้ทิงได้ยังไงกัน?”
ลู่เหยียนชูนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แววตาพลันวูบไหว “ดังนั้นนายเลย...”
คำพูดของเขาหยุดชะงักลงกะทันหัน หลิงซีโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย “พี่ลู่ พี่อยากจะพูดอะไรเหรอครับ?”
“ไม่มีอะไร” ลู่เหยียนชูกระตุกยิ้มที่มุมปากตามความเคยชิน ดูเป็นชายหนุ่มผู้อ่อนโยนคนเดิม “ที่นายมาหาฉันครั้งนี้ ก็เพราะเรื่องของฉินไจ้เย่สินะ?”
หลิงซีคล้ายจะจับกระแสความนัยในน้ำเสียงนั้นได้ เขาเม้มริมฝีปากอย่างกังวล “พี่โกรธผมหรือเปล่าครับ?”
“เปล่า ฉันไม่มีวันโกรธนายหรอก” ลู่เหยียนชูสีหน้าไม่เปลี่ยนพลางกล่าวต่อ “แต่เรื่องนี้ฉันคงต้องขอคิดดูก่อน เพราะยังไงซะ...”
หลิงซีเริ่มใจร้อน รีบพูดขัดขึ้นมาทันที “แต่ทางฝั่งฉินไจ้เย่รอไม่ได้แล้ว ท่าทีของพี่ตอนนี้สำคัญต่อเบื้องบนมาก”
ลู่เหยียนชูมองเขา มุมปากยกยิ้มสูงขึ้นอีกนิด ไม่รู้ว่าเขากำลังยิ้มเยาะสิ่งใด
หลิงซีเริ่มรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาอีกครั้ง “พี่ลู่ ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะบีบบังคับพี่นะ”
“ฉันรู้” ลู่เหยียนชูเบือนหน้าไปทางอื่น ทว่าดูไม่เหมือนคนกำลังโกรธ “เอาแบบนี้แล้วกัน นายไปเอาหนังสือยินยอมละเว้นโทษของจี้ทิงมาให้ฉัน เดี๋ยวฉันจะเซ็นชื่อลงไป น่าจะพอเป็นตัวแทนแสดงจุดยืนของฉันได้”
หลิงซีอ้าปากคล้ายอยากจะพูดอะไรต่อ แต่ลู่เหยียนชูก็ชิงพูดขึ้นก่อน “ถ้ายังไม่พอ เดี๋ยวฉันจะเขียนใหม่อีกฉบับด้วยตัวเอง แบบนี้โอเคไหม?”
นัยน์ตาของหลิงซีเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า เขาเอื้อมมือไปกุมมืออีกฝ่ายไว้ “พี่ลู่ ขอบคุณมากนะครับ”
ลู่เหยียนชูหลุบตาลงมองปลายนิ้วนั้น ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ นิ้วมือgรียวยาวและขาวผ่องตรงหน้ากลับดูเปรเปลี่ยนเป็นมือของใครอีกคน
ตอนที่มือนั้นอยู่ในอุ้งมือของเขา มันมักจะเกร็งและประหม่าอยู่เสมอ ราวกับพร้อมจะสะบัดหนีออกไปได้ทุกเมื่อ
ทว่าแม้จะเป็นอย่างนั้น ลู่เหยียนชูก็ยังเผลอคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนออกมา คล้ายกับว่าเขาได้เห็นเจ้าของมือนั้นผ่านสัมผัสนี้
แต่ในวินาทีต่อมา เสียงของหลิงซีก็ฉุดเขาออกจากภวังค์ความคิด “พี่ลู่ พี่มองอะไรอยู่เหรอครับ?”
ลู่เหยียนชูเงยหน้าขึ้น หลิงซีแสดงท่าทางเขินอายพลางหดนิ้วมือกลับไป “ช่วงก่อนที่ไปทำงานในเมืองไห่เฉิง นิ้วมือเลยหยาบกร้านไปหน่อย มันดูน่าเกลียดใช่ไหมครับ?”
“ไม่เป็นไรหรอก บำรุงหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้น”
แม้ลู่เหยียนชูจะเอ่ยปลอบ แต่ในส่วนลึกของดวงตาหลิงซีกลับฉายแววผิดหวัง “ครับ”
ลู่เหยียนชูหยิบเมนูส่งให้ “คราวนี้คงมีอารมณ์กินข้าวแล้วใช่ไหม?”
หลิงซีเงยหน้าขึ้น ยิ้มกว้างพลางพยักหน้า
หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ หลิงซีปฏิเสธที่จะให้ลู่เหยียนชูไปส่งที่บ้าน และขอตัวนั่งรถกลับไปเอง
เมื่ออีกฝ่ายไปแล้ว ลู่เหยียนชูก็เดินกลับเข้ามาในห้องส่วนตัว เขานั่งเงียบๆ อยู่บนโซฟาเพียงลำพังอยู่นาน จากนั้นเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนไปที่เบอร์ของจี้เยี่ยนจื๋อ จ้องมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะล็อกหน้าจอลง
ลู่เหยียนชูมั่นใจอยู่อย่างหนึ่งว่า หลิงซีไม่มีทางได้หนังสือยินยอมจากจี้ทิงแน่ๆ
แม้จะมีโอกาสได้สัมผัสกันไม่มากนัก แต่เขาสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่มีหลักการชัดเจนมาก จี้ทิงมักจะดูเฉยเมยและผ่อนปรน ซึ่งคนอื่นอาจมองว่าเป็นการยอมถอยให้ แต่ในสายตาของจี้ทิง เรื่องเหล่านั้นมันไม่ได้สำคัญอะไรเลยต่างหาก เขาถึงได้ไม่ใส่ใจ
พอคิดมาถึงตรงนี้ ลู่เหยียนชูก็หลุดหัวเราะออกมา ขนาดเขาที่เป็นคนนอกยังมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่หลิงซีที่เคยใช้ชีวิตร่วมกับจี้ทิง หรือกระทั่งเคยคบหากัน กลับไม่เข้าใจในตัวเขาเลยแม้แต่นิด
เป็นเพราะหลิงซีมั่นใจในความอาลัยอาวรณ์ที่จี้ทิงมีต่อตนมากเกินไป หรือเป็นเพราะตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของจี้ทิงเลยกันแน่...
ลู่เหยียนชูหลุบตาลง แววตาแฝงเร้นด้วยความนัยที่ยากจะอ่านออก
ยังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่ง... หลิงซีรู้ดีว่าตนเองโน้มน้าวจี้ทิงไม่ได้ แต่เขายังมีจี้เยี่ยนจื๋อที่พร้อมจะตามใจเขาไปเสียทุกเรื่อง
ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อเลือกหลิงซี จี้ทิงก็มีโอกาสสูงที่จะถูกบีบบังคับให้เซ็นหนังสือยินยอมฉบับนั้น
ลู่เหยียนชูกำหมัดแน่น หากนี่เป็นเพียงแค่การคาดเดาของเขาก็แล้วไป แต่ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อคิดจะทำแบบนั้นจริงๆ เขาไม่มีทางนิ่งเฉยแน่
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ถึงวันส่งท้ายปีเก่า
“ยานี้กินวันละสองครั้ง หลังอาหารครึ่งชั่วโมง ครั้งละสองเม็ดนะครับ”
จี้ทิงพูดพลางจัดกล่องยาลงในถุง แล้วหยิบอีกกล่องขึ้นมา “อันนี้ให้กินพร้อมกับยาเมื่อกี้ อย่าใช้น้ำผสมเยอะเกินไปนะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อมองของในมือเขาแล้วขมวดคิ้ว “นายไปเอาถุงน่าเกลียดแบบนี้มาจากไหน?”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ “น่าเกลียดเหรอครับ วันก่อนไปซื้อยาที่ร้านยา พอซื้อครบหนึ่งร้อยหยวนแล้วสมัครสมาชิก เขาก็แถมมาให้”
“นายยังจะงกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้อีกเหรอ?”
“นี่ไม่ใช่การงกครับ แต่มันคือของสมนาคุณจากการร่วมกิจกรรม”
จี้ทิงดึงเชือกที่ปากถุงจนตึงแล้วขมวดปม “ดูสิครับ สะดวกมากเลยนะ”
จี้เยี่ยนจื๋อกวาดสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าพลางเอ่ยอย่างรังเกียจ “ยังไงฉันก็ไม่ถือ”
“งั้นเดี๋ยวตอนพี่จะไป ผมจะเอาไปวางไว้บนรถให้ครับ”
จี้ทิงวางถุงในมือลง ก่อนจะหันกลับมามองเขา “ที่ผมพูดไป พี่จำได้หมดไหมครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยตัดบทอย่างรำคาญ “นายพูดมากขนาดนั้น ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าประโยคไหนเป็นประโยคไหน”
“ข้อแรก ห้ามกินอาหารรสจัดหรือของแสลง ข้อสอง ห้ามดื่มเหล้าและต้องกินยาให้ตรงเวลา ข้อสาม...”
จี้เยี่ยนจื๋อปัดมือเขาออก พร้อมตีหน้ายักษ์ใส่ “เจ้าหูน้อยจี้ ฉันให้ท้ายหน่อยเดียวทำเป็นได้คืบจะเอาศอกนะ”
จี้ทิงมองเขาแล้วตอบอย่างเรียบเฉย “งั้นถ้าพี่หวัดกำเริบจนอาการหนักขึ้นมา ผมก็จะไม่สนพี่แล้วนะ”
จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับจุกจนพูดไม่ออก ก่อนจะรีบสวนกลับทันควัน “นายมีสิทธิ์อะไรมาไม่สน แล้วที่ฉันเป็นหวัดเนี่ย มันเพราะใครกันฮะ?”
“งั้นสามข้อที่ผมพูดไป พี่ทำได้ไหมครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อถลึงตาใส่เขาทีหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าหนี “ทำได้ พอใจหรือยัง”
“ครับ” จี้ทิงพยักหน้า ขณะที่กำลังจะไปหยิบของอย่างอื่น จี้เยี่ยนจื๋อก็คว้าข้อมือเขาไว้หมับ
“ฉันขอเตือนนายไว้ก่อนนะ นายจะออกไปเที่ยวกับจางซวี่ก็ได้ตามใจ แต่สร้างเรื่องเหมือนเมื่อก่อนอีกล่ะ ไม่งั้นก็บอกให้จางซวี่เตรียมตัวไว้ได้เลย”
จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง ถามด้วยความมึนงง “ทำไมต้องเป็นจางซวี่ล่ะครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น “ในเมื่อฉันจัดการนายไม่ได้ ฉันก็จัดการหมอนั่นแทนไม่ได้หรือไง?”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^