ตอนที่ 142 เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน
ตอนที่ 142 เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน
จี้ทิงถึงกับชะงัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
[จี้เยี่ยนจื๋อมาได้ยังไงกัน?]
ก๊อกๆๆ... เสียงเคาะประตูระรัวดังขึ้นอีกครั้ง “ยังไม่เปิดประตูอีกเหรอ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น จี้ทิงจึงรีบเดินไปเปิดประตู ทว่าทันทีที่เห็นหน้า จี้เยี่ยนจื๋อก็ส่งสายตาเขียวปัดมาให้หนึ่งที
“มัวโอ้เอ้อะไรอยู่ กลัวฉันจะจับนายกินหรือไง”
จี้ทิงไม่ได้โต้ตอบอะไร เขายังไม่หายตกตะลึงที่เห็นอีกฝ่ายมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่
หลังจากจี้เยี่ยนจื๋อก้าวเข้ามา เขากวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น จากนั้นเขาก็หันกลับมามองจี้ทิง “นายพักอยู่ที่นี่งั้นเหรอ?”
จี้ทิงปิดประตูนิรภัยพลางพยักหน้า “นี่เป็นบ้านของสวีเหรินครับ เขากลับบ้านเกิด เลยให้ผมยืมพักชั่วคราวสองสามวัน”
ไอ้เด็กขี้จุ๊...
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียงฮึมฮัมในใจ ระหว่างนั้นเองจี้ทิงก็เอ่ยถามขึ้น “พี่ไม่ใช่ว่าอยู่ที่บ้านคุณตาหรอกเหรอครับ แล้วทำไม...”
“ฉันผ่านมาแถวนี้เลยอยากแวะดื่มกาแฟสักแก้ว ไม่ได้หรือไง?”
จี้ทิงชะงักไป “ที่บ้านไม่มีกาแฟครับ ผมไม่ได้ซื้อไว้”
จี้เยี่ยนจื๋อลอบกัดฟันกรอด พยายามสะกดอารมณ์ไม่ให้โกรธ... เจ้าหูน้อยจี้แค่ฟังไม่รู้เรื่อง เขาไม่ได้ตั้งใจกวนประสาทหรอก
เขาผ่อนลมหายใจเข้าลึกๆ “งั้นนายก็ออกไปซื้อให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย”
จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ข้างนอกมีร้านกาแฟ พี่ไปซื้อแบบสำเร็จรูปดื่มเถอะครับ ซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ไกล”
“ฉันไม่คู่ควรให้นายยอมเหนื่อยเดินไปซื้อให้เลยใช่ไหม?”
จี้ทิงตอบเรียบๆ “ก็ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพียงแต่พี่เป็นคนช่างเลือก กาแฟสำเร็จรูปในซูเปอร์มาร์เก็ต พี่คงดื่มไม่ลงหรอก”
จี้เยี่ยนจื๋อถลึงตาใส่เขาหนึ่งที เขาเลิกเซ้าซี้เรื่องกาแฟแล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปในครัวทันที
บนเคาน์เตอร์ครัวสะอาดสะอ้าน ไม่มีผักหญ้าแม้แต่ต้นเดียว พอเปิดตู้เย็นดู ในช่องธรรมดามีเพียงน้ำเปล่าไม่กี่ขวด ส่วนช่องแช่แข็งมีเกี๊ยวแช่แข็งเพียงห่อเดียว นอกนั้นก็ไม่มีอะไรอีกเลย
จี้เยี่ยนจื๋อปิดประตูตู้เย็นเสียงดังปัง “นายตั้งใจจะฉลองตรุษจีนด้วยสภาพแบบนี้งั้นเหรอ?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าดำคร่ำเครียด จี้ทิงจึงถามอย่างไม่เข้าใจ “ผมก็ซื้อเกี๊ยวมาแล้วนี่ครับ ไม่พอเหรอ?”
“ปีที่แล้วนายยังฟาดตะเกียบด่าพ่อครัวบนโต๊ะอาหาร เพียงเพราะหูฉลามไม่ใช่ของที่ส่งตรงมาจากเครื่องบินในวันนั้นเลย แต่ปีนี้ในคืนส่งท้ายปีเก่า นายกลับจะกินแค่เกี๊ยวเฮงซวยนี่เนี่ยนะ เจ้าหูน้อยจี้... นายโดนของสกปรกเข้าสิงหรือเปล่า?”
นิ้วมือที่ทิ้งตัวข้างลำตัวของจี้ทิงพลันกำแน่น แววตาสั่นไหววูบหนึ่ง “ของสกปรกที่พี่พูดถึง... หมายถึงวิญญาณคนที่ตายไปแล้วงั้นเหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นสีหน้าของเขาแฝงความกังวลออกมา ก็แค่นหัวเราะเยาะอย่างดูแคลน “ขวัญอ่อนเหมือนไก่น้อยไปได้ ฉันอยู่นี่ทั้งคน นายจะไปกลัวผีทำไม?”
จี้ทิงหลุบตาลงต่ำ ไม่ได้เอ่ยคำใด
[ไม่ใช่ว่าฉันกลัวผีหรอก แต่ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อรู้ความจริงขึ้นมา คนที่ต้องหวาดกลัวอาจจะเป็นเขามากกว่า]
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้ว คำพูดนี้หมายความว่ายังไง เรื่องอะไรที่จะทำให้เขาต้องกลัว?
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ลำดับความคิด จี้ทิงก็เงยหน้าขึ้นมาเสียก่อน “จะมืดแล้ว พี่รีบกลับตระกูลเจียงเถอะครับ”
“กลับอะไรล่ะ” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงดุ “ไปเอาเสื้อโค้ทมา เราจะออกไปซื้อของกัน”
จี้ทิงอึ้งไป “หา?”
จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าหนี “เร็วเข้า ฉันไม่มีเวลามานั่งรอหรอกนะ”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวออกจากครัว เดินตรงดิ่งออกจากประตูบ้านไปทันที
ผ่านไปครู่ใหญ่ จี้ทิงถึงเดินลงมาจากตึก
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นอีกฝ่ายก้าวพ้นประตูอาคารมาแล้วแต่ยังไม่ยอมเดินมาหา จึงลดกระจกรถลง “เจ้าหูน้อยจี้ นายกะจะยืนจนบรรลุธรรมอยู่ตรงนั้นหรือไง?”
จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เดินมาหยุดที่ข้างกระจกรถ “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่จะไม่ไปฉลองตรุษจีนกับคุณตาคุณยายเหรอครับ?”
“พวกท่านมีคุณลุงกับคุณป้าคอยอยู่เป็นเพื่อนแล้ว ที่บ้านคนเยอะแยะจะตาย นายห่วงตัวเองก่อนเถอะ”
“แต่ว่า...” จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปาก “เทศกาลตรุษจีน ต้องอยู่ฉลองกับครอบครัวถึงจะมีความหมายนะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด “แล้วนายไม่ใช่ครอบครัวฉันหรือไง?”
สีหน้าของจี้ทิงพลันแข็งค้าง รูม่านตาสั่นระริกราวกับลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นท่าทางตกตะลึงสุดขีดนั่นก็เริ่มทำตัวไม่ถูก เขาเบือนสายตาหนีอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “อย่าคิดไปไกล ฉันหมายถึงในทางกฎหมายเท่านั้นแหละ ฉันไม่ได้ยอมรับว่านายเป็นน้องชายจริงๆ เสียหน่อย”
จี้ทิงจ้องมองเขาเนิ่นนานอย่างเงียบเชียบ จนจี้เยี่ยนจื๋อเริ่มรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากพูด จี้ทิงก็เรียกชื่อเขาขึ้นมา
“จี้เยี่ยนจื๋อ”
“อะไร?”
น้ำเสียงของจี้ทิงแผ่วเบาเหลือเกิน เบาราวกับจะปลิวหายไปกับสายลม “ขอบคุณนะ”
จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปวูบหนึ่ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหู น้ำเสียงขวางหูขวางตาขึ้นมาทันที “สรุปจะขึ้นรถไหม ถ้าไม่ขึ้น ก็นั่งรถไปเองเลยไป”
มุมปากของจี้ทิงหยักโค้งขึ้นเพียงบางเบา เขาก้าวไปนั่งที่เบาะผู้โดยสารข้างคนขับ
ซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ใกล้ๆ ขับรถเพียงไม่กี่นาทีก็ถึง
จี้ทิงเดินไปลากรถเข็นมา แต่จี้เยี่ยนจื๋อที่ทำหน้าบึ้งตึงกลับคว้าไปถือไว้เอง “ไปเถอะ”
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ตจะปิดตอนหนึ่งทุ่ม ลูกค้าในร้านจึงค่อนข้างบางตา
“จี้เยี่ยนจื๋อ พี่อยากกินอะไรครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “อะไรก็ได้”
จี้ทิงจึงเม้มริมฝีปากครุ่นคิด “งั้นเราทำลูกชิ้นทอดกินกันดีไหม?”
“นายทำเป็นด้วยเหรอ?”
“ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลง บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าเจ้าหูน้อยจี้เหมือนเปลี่ยนไส้ในไปจริงๆ เมื่อก่อนงานหยิบจับอะไรก็ไม่เอาถ่าน แถมยังเรื่องมากจนดูไร้ประโยชน์ แต่ตอนนี้กลับดูเก่งไปเสียทุกอย่าง แม้แต่บุคลิกก็ต่างกันลิบลับ
ถ้าไม่ใช่เพราะใบหน้านี้ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด เขาคงนึกสงสัยว่าถูกสลับตัวไปแล้วแน่ๆ
ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ จู่ๆ ก็มีรากบัวอันหนึ่งถูกวางลงในรถเข็น
จี้เยี่ยนจื๋อหันขวับ “นายไม่กินผักไม่ใช่เหรอ?”
“อันนี้ใส่ลงไปในลูกชิ้นครับ รสชาติมันจะกลืนกันจนแยกไม่ออก”
นอกจากรากบัวแล้ว พวกเขาก็เดินต่อไปยังโซนของสด จี้ทิงเลือกปลามาหนึ่งตัว เนื้อวัวบดสองชั่ง และไข่เยี่ยวม้าอีกหนึ่งกล่อง
“เรียบร้อยแล้วครับ ไปจ่ายเงินกันเถอะ”
จี้เยี่ยนจื๋อมองของในรถเข็นที่มีอยู่เพียงน้อยนิดแล้วขมวดคิ้ว “แค่เนี้ย?”
“พี่อยากกินอะไรอีกไหมครับ หรือเราจะซื้อไก่เพิ่มอีกสักตัวดี?”
จี้เยี่ยนจื๋อทำอาหารไม่เป็นสักอย่าง ถ้าซื้อมาเพิ่มก็คงต้องรบกวนให้จี้ทิงทำอีก เขาจึงเอ่ยว่า “ไม่ต้องแล้ว”
ขณะที่ทั้งคู่เดินไปที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน จี้ทิงเหลือบไปเห็นชั้นวางของชิ้นหนึ่งเข้า จึงเอื้อมมือไปหยิบมันออกมา
พอกลับมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต จี้ทิงก็เริ่มลงมือจัดแจงข้าวของในถุง โดยมีจี้เยี่ยนจื๋อยืนมองตาปริบๆ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินที่ไม่มีอะไรให้ทำ
“มีอะไรให้ฉันช่วยไหม?”
“อืม...” จี้ทิงค้นในถุงครู่หนึ่งก่อนจะหยิบของสิ่งนั้นออกมา “พี่ตัวสูง รับหน้าที่ติดคำอวยพรหน้าบ้านแล้วกันนะครับ”
“ติดที่ประตูใหญ่น่ะเหรอ?”
“ครับ”
จี้ทิงหยิบเทปกาว แล้วทั้งสองก็เดินออกมานอกประตู คนตัวสูงรับหน้าที่ติด ส่วนคนตัวเตี้ยกว่าเล็กน้อยยืนอยู่ข้างหลังคอยบอกตำแหน่งให้ตรงกัน
“มือซ้ายของพี่ ทำมุมสี่สิบห้าองศา สูงขึ้นไปอีกสองจุดหกเซนครับ”
“เจ้าหูน้อยจี้ นายเป็นบ้าหรือเปล่า ใครเขาบอกทิศทางกันแบบนี้?”
“มือซ้ายครับ สูงขึ้นอีกนิดนึง”
พอติดคำอวยพรเสร็จ จี้ทิงก็เริ่มลงมือทำลูกชิ้นทอด เขานำเนื้อบดกับรากบัวมาผสมตามสัดส่วน ใส่ขิงและเครื่องปรุงรส คลุกเคล้าให้เข้ากันจนได้ที่ ก่อนจะตั้งกระทะให้น้ำมันร้อนจัด
จี้ทิงสวมถุงมือพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง เขาปั้นเนื้อบดในอุ้งมือแล้วบีบออกทางง่ามนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ จากนั้นก็ใช้ช้อนเกลาให้กลมสวยก่อนจะหย่อนลงในกระทะ
เมื่อลูกชิ้นชุดแรกทอดจนสุกเหลืองหอม จี้ทิงก็เรียกจี้เยี่ยนจื๋อให้เข้ามา
“ลองชิมรสชาติดูครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อมองดูครู่หนึ่ง เขาไม่ได้หยิบตะเกียบคู่อื่น แต่เลือกที่จะกุมข้อมือของจี้ทิงเอาไว้ แล้วส่งลูกชิ้นที่ปลายตะเกียบเข้าปากไปทันที
“เป่าก่อน...”
คำเตือนของจี้ทิงยังไม่ทันขาดคำ ลูกชิ้นทั้งลูกก็พุ่งพรวดออกจากปากของจี้เยี่ยนจื๋อทันที พร้อมกับผิวหนังเพดานปากที่พองจนลอกออกมาด้วย
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^