LNCrawler

ตอนที่ 145 เปลี่ยนใจ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 145 เปลี่ยนใจ

        วันถัดมา

       จี้ทิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกกระหายน้ำ เขาปรือตาขึ้นอย่างงัวเงียก็เห็นแสงแดดสาดส่องผ่านช่องว่างของผ้าม่านเข้ามาแล้ว

       เขาใช้ศอกยันตัวลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกมึนงงในหัวแล่นริ้วขึ้นมาทันที

       จี้ทิงหลับตาลงเพื่อตั้งสติอยู่พักหนึ่ง พลางหวนนึกถึงเรื่องราวเมื่อคืนนี้

       เขาจำได้ว่าตัวเองเมา และได้บอกจี้เยี่ยนจื๋อไปอย่างชัดเจน หลังจากนั้นก็คือการล้างหน้าแปรงฟันและเปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนที่เอนตัวลงนอนดูเหมือนเขาจะพูดบางอย่างกับจี้เยี่ยนจื๋อ แต่เนื้อหาโดยละเอียดนั้นเขานึกไม่ออกแล้ว

       จี้ทิงไม่คาดคิดว่าตัวเองจะคออ่อนขนาดนี้ เพียงแค่ไวน์อึกเดียวก็เมาเสียแล้ว ดูท่าว่าหลังจากนี้เขาคงต้องงดเหล้าอย่างเด็ดขาด

       จี้เยี่ยนจื๋อเดินกลับเข้ามาหลังจากวางสายโทรศัพท์ และเห็นเขานั่งขมวดคิ้วพิงหัวเตียงด้วยท่าทางเหมือนไม่สบาย

       “ตื่นแล้วเหรอ?”

       จี้ทิงลืมตาขึ้น แล้วหลบสายตาไปเล็กน้อย “อืม”

       เมื่อเห็นดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็เดินออกไปรินน้ำมาให้แก้วหนึ่ง

       “ขอบคุณครับ”

       หลังจากดื่มไปครึ่งแก้วรวดเดียวเพื่อบรรเทาความกระหายในลำคอ จี้ทิงก็วางแก้วลงและเงียบไปครู่หนึ่ง “เมื่อคืนผมเมา ไม่ได้สร้างความลำบากอะไรให้พี่ใช่ไหม?”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะ แววตาแฝงความนัยอย่างนึกสนุก “นายว่ายังไงล่ะ?”

       “เมื่อกี้ผมลองทบทวนดูคร่าวๆ แล้ว คิดว่าน่าจะไม่มีนะ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณที่พี่ช่วยดูแลผม”

       “เฮอะ” จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปข้างนอก “ไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนเถอะ”

       จี้ทิงยังจำได้ว่าเมื่อคืนตัวเองไม่ได้อาบน้ำ เขาจึงหยิบชุดสำหรับเปลี่ยน เตรียมจะไปอาบน้ำก่อน

       เขาเข้าไปในห้องน้ำ เปิดฝักบัวและใช้มือวัดอุณหภูมิน้ำ ทันใดนั้นเอง ในหัวก็พลันแว่วเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อดังขึ้นมา

       ‘ไปซื้อฝักบัวมาจากไหนเนี่ย น้ำที่พ่นออกมานึกว่าฝังเข็ม’

       ‘อย่าเพิ่งพูด ผมนึกเรื่องสมมาตรยิ่งยวดแบบแยกส่วนออกแล้ว...’

       รูม่านตาของจี้ทิงหดเกร็งลงทันที เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมลวกๆ และกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกจากห้องน้ำกลับไปยังห้องนอน

       บนโต๊ะทำงานไม่มีอะไรเลย เขาเหลือบมองใต้โต๊ะก่อนจะรีบดึงลิ้นชักออกมาค้นหา

       ในที่สุด จี้ทิงก็พบกระดาษแผ่นที่เขาจดบันทึกไว้เมื่อวานซุกอยู่ใต้สมุดเล่มหนึ่ง

       ในตอนที่นึกถึงเรื่องนี้ ความคิดมากมายประดังประเดเข้ามาในหัว เขาคิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะเริ่มสงสัยหรือยังว่าเขาไม่ใช่ ‘จี้ทิง’ และคำถามย้อนเมื่อเช้าคือการลองเชิงหรือไม่ ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงนาทีเศษ จี้ทิงถึงขั้นคิดหาข้ออ้างเพื่อปกปิดไว้หลายทาง

       ทว่าเมื่อได้เห็นกระดาษแผ่นนี้ ทุกอย่างกลับกลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่น่าขำ

       สายตาของจี้ทิงจับจ้องไปยังข้อความนั้น บนกระดาษมีประโยคหนึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า...

       [นายต้องจำไว้นะ ในตอนที่นายเลือกจะกินเต้าหู้สดๆ มันจะสูญเสียโอกาสที่จะทำเป็นเต้าหู้ทรงเครื่องไปตลอดกาล]

       ใบหน้าของจี้ทิงเห่อแดงขึ้นมาทันที แม้แต่ใบหูก็เป็นสีแดงระเรื่อราวกับจะมีเลือดซึมออกมา

       ในจังหวะนั้นเอง น้ำเสียงล้อเลียนของจี้เยี่ยนจื๋อก็ดังมาจากห้องนั่งเล่น “ตื่นมาก็ศึกษางานชิ้นเอกของตัวเองเลยนะ สมกับเป็นนายจริงๆ เจ้าเต้าหู้ทรงเครื่อง”

       เมื่อได้ยินคำหยอกเย้านั้น จี้ทิงก็รู้สึกอับอายจนไม่กล้าสบตาเขาอีก

       [อยากไปจากที่นี่จัง อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่อยากเจอจี้เยี่ยนจื๋อ]

       จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะในใจ ยังรู้จักอายด้วยแฮะ

       ผ่านไปครู่ใหญ่ จี้ทิงถึงเอ่ยถามเบาๆ “ผมเขียนอะไรอย่างอื่นอีกไหม?”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียง “นายยังอยากจะเขียนอะไรอีกล่ะ เต้าหู้ใส่กุ้ง หรือเต้าหู้ตุ๋นซอสมะเขือเทศ?”

       ตอนที่เห็นประโยคนั้นเมื่อคืน เขาเองก็ทั้งพูดไม่ออกและนึกขำ

       เขาเห็นจี้ทิงทำหน้าจริงจังขนาดนั้น เขาก็หลงนึกว่าจะเขียนสูตรคำนวณทางฟิสิกส์ที่จะมาสั่นสะเทือนวงการเสียอีก ที่ไหนได้ สุดท้ายกลับเขียนประวัติให้เต้าหู้เสียนี่

       เดิมทีจี้เยี่ยนจื๋อตั้งใจจะเก็บกระดาษแผ่นนี้ไว้แกล้งจี้ทิงทีหลัง แต่ไม่นึกเลยว่าเจ้าตัวจะนึกขึ้นมาได้เองเสียก่อน

       “หน้าแดงพอหรือยัง ถ้าพอแล้วก็มากินข้าว”

       จี้ทิงยังคงไม่มองหน้าเขา พลางก้มหน้าบอกว่าจะไปอาบน้ำ แล้วก็รีบจ้ำอ้าวกลับเข้าไปในห้องน้ำทันที

       ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง จี้ทิงเดินออกมาจากห้องน้ำ เขาก็เห็นจี้เยี่ยนจื๋อสวมเสื้อโค้ทเรียบร้อยแล้ว

       เขาชะงักไปเล็กน้อย “พี่จะออกไปข้างนอกเหรอ?”

       “วันชิวอิก [1] ต้องไปที่เฮ่อหยวน” จี้เยี่ยนจื๋อพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะบอกว่า “อาหารเช้าอยู่บนโต๊ะ ไปกินซะ”

       พอเขาพูดถึงเรื่องนี้ จี้ทิงถึงเพิ่งนึกขึ้นได้

       เจ้าของร่างเดิมและหลินชิงไม่เคยได้รับอนุญาตให้ไปสวัสดีปีใหม่จี้เจิ้นถิงเลย ฉากหน้าคือเพราะฐานะของพวกเขาไม่คู่ควร แต่ความจริงเป็นเพราะการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้สร้างผลประโยชน์ให้แก่ตระกูลจี้ แม่ลูกคู่นี้จึงถูกคนในตระกูลจี้ดูถูกมาตลอด

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นเขาหลุบตาลงก็นึกว่าเขารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ไป แต่พริบตาต่อมา เขากลับได้ยินเสียงในใจของจี้ทิง

       [โชคดีที่วันนี้ไม่ต้องไป วันหลังจะได้ไม่ต้องวุ่นวายแบบนี้อีก]

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะในใจ นึกขำตัวเองที่ดันไปห่วงไม่เข้าเรื่อง เขาจึงเตรียมจะเดินจากไป

       ตอนนั้นเอง จี้ทิงก็ถามขึ้นมา “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่จะกลับมาเมื่อไหร่?”

       ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นผ่านหัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อ นิ้วมือที่อยู่ข้างลำตัวกระตุกเบาๆ “กินมื้อเที่ยงเสร็จก็กลับแล้ว”

       “อืม”

       หลังจากจี้เยี่ยนจื๋อออกไป จี้ทิงก็นั่งลงที่โต๊ะอาหาร

       เขาเปิดฝาชามกระเบื้องเคลือบสีขาว ถ้วยหนึ่งคือรังนกตุ๋นสาลี่ชวนเป้ย อีกถ้วยคือไข่ตุ๋นนมสดใส่อาเจียว พร้อมด้วยขนมเปี๊ยะไส้เม็ดสน ทั้งหมดเป็นเมนูที่ช่วยแก้แฮงก์และบำรุงกระเพาะ

       จี้ทิงตักไข่ตุ๋นเข้าปาก ความอุ่นซ่านแผ่กระจายไปทั่ว เขากินไปได้ไม่กี่คำ ความไม่สบายในท้องก็ทุเลาลง ขณะที่เขากำลังหยิบขนมเปี๊ยะมากิน โทรศัพท์ในห้องนอนก็สั่นเตือนขึ้นมา

       จี้ทิงเดินไปที่โต๊ะข้างเตียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู พบว่าเป็นเบอร์แปลกเบอร์เดียวกับเมื่อวาน

       “สวัสดีครับ”

       “จี้ทิง” ปลายสายเป็นเสียงที่คุ้นเคย “ฉันลู่เหยียนชูเอง”

       จี้ทิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่น้ำเสียงยังคงนิ่งสงบ “คุณโทรมา มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”

       ลู่เหยียนชูหัวเราะอย่างอ่อนใจ “นายยังตรงไปตรงมาเหมือนเดิมเลยนะ ไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้สวัสดีปีใหม่เลย”

       “ขอโทษครับ สุขสันต์วันปีใหม่”

       ลู่เหยียนชูบอกสุขสันต์วันปีใหม่กลับมา และหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดว่า “จี้ทิง จริงๆ แล้วคนที่ควรขอโทษคือฉันมากกว่า ฉันรู้ว่าช่วงตรุษจีนแบบนี้ไม่ควรพูดเรื่องที่ไม่สบายใจเท่าไหร่นัก แต่หลังจากคิดดูแล้ว ฉันก็ยังอยากจะบอกนาย”

       เมื่อจี้ทิงได้ยินเขาใช้คำว่า ‘ไม่สบายใจ’ จึงถามว่า “เรื่องของฉินไจ้เย่เหรอครับ?”

       “มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา แต่หลักๆ คือเรื่องของหลิงซี” ลู่เหยียนชูถอนหายใจ น้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย “ก่อนจะบอก ฉันอยากจะบอกว่าเรื่องนี้อาจทำให้นายเสียใจ เพราะงั้นจะฟังหรือไม่ฟัง ก็แล้วแต่นายจะตัดสินใจ”

       นี่คือสิ่งที่เขาลังเลมาหลายวัน เดิมทีเขาคิดว่าจี้ทิงจะไม่เขียนหนังสือยินยอมละเว้นโทษ เพราะเขาสัมผัสได้จากการพบกันก่อนหน้านี้ว่าจี้ทิงไม่ได้รักหลิงซีแล้ว

       แต่หลังจากหลิงซีกลับไปที่ตระกูลจี้ ภาวะสูญเสียการสื่อความของจี้ทิงก็หายเป็นปกติ เพราะแบบนั้นลู่เหยียนชูจึงเริ่มไม่แน่ใจ

       ถ้าจี้ทิงเปลี่ยนใจ และยอมยกโทษให้ฉินไจ้เย่เพื่อเห็นแก่หลิงซี การที่เขาพูดเรื่องนี้ออกไปในตอนนี้ แม้จะเจตนาดี แต่มันอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์ของทั้งคู่

       เมื่อลู่เหยียนชูให้ทางเลือก จี้ทิงเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังคิด ก่อนจะบอกว่า “คุณลู่พูดมาเถอะครับ”

       “หลิงซีมาหาฉันก่อนตรุษจีน เขาบอกฉันว่า...” ลู่เหยียนชูหยุดไปครู่หนึ่ง คล้ายกับกำลังสูดลมหายใจ “เขาบอกว่านายรับปากเขาแล้ว ว่าจะเขียนหนังสือยินยอมละเว้นโทษให้กับฉินไจ้เย่”

 

 

       เชิงอรรถ

       [1] วันชิวอิก เป็นวันแรกของปีใหม่จีน ซึ่งสมาชิกในครอบครัวจะแต่งตัวสวยงาม ไปไหว้ขอพรผู้ใหญ่ และออกไปเที่ยวร่วมกัน


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^