ตอนที่ 146 จัดการไปพร้อมกัน
ตอนที่ 146 จัดการไปพร้อมกัน
หลังจากสิ้นคำพูดเหล่านั้น จี้ทิงก็ตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนาน
ในขณะที่ลู่เหยียนชูคิดว่าเขากำลังเสียใจอยู่นั้น จี้ทิงก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หลิงซีหลอกคุณเพราะอะไร?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ลู่เหยียนชูก็มั่นใจในทันทีว่าหลิงซีไม่ได้รับหนังสือแสดงความยินยอมจากจี้ทิงเลยแม้แต่น้อย และมีความเป็นไปได้สูงว่าเจ้าตัวจะไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้กับจี้ทิงเลยด้วยซ้ำ
ลู่เหยียนชูหลุบตาลง ความรู้สึกอัดอั้นตันใจถาโถมเข้ามา เงาแห่งความผิดหวังเริ่มขยายวงกว้างออกไปไม่มีที่สิ้นสุด
เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบคำถามของจี้ทิง “เพราะตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบฉินไจ้เย่ ถ้ามีหนังสือยินยอมจากพวกเรา เบื้องบนอาจจะพิจารณาลดหย่อนโทษให้เขาได้”
“ก่อนที่จะโทรหานาย ฉันโทรหาพี่เหมียวเวยและประธานเฉิงแล้ว พวกเขาออกหนังสือยินยอมให้เรียบร้อยแล้วล่ะ ฉันคิดว่าคงเป็นคนของตระกูลฉินที่ไปหาพวกเขา สำหรับพวกเขาเรื่องนี้คือคราวซวยแท้ๆ คงไม่อยากจะผิดใจกับใครเพราะเรื่องนี้ด้วย”
พอพูดถึงตรงนี้ ลู่เหยียนชูก็ถอนหายใจออกมา “เพราะงั้นตอนนี้จึงเหลือแค่เราสองคน ที่หลิงซีหลอกฉันก็เพื่อหนังสือยินยอมฉบับนั้นนั่นแหละ”
จี้ทิงถามต่อ “มีจุดหนึ่งที่ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ ในเมื่อเขาขอคุณตรงๆ ได้เลย แล้วทำไมต้องอ้างชื่อผมมาหลอกคุณด้วยล่ะ?”
“เพราะฉันเคยบอกหลิงซีไปว่า คนที่ฉินไจ้เย่ควรจะมาขอความเมตตามากที่สุดก็คือนาย พวกเราคนอื่นไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินแทนเจ้าตัวว่าเขาไม่มีความผิด”
เมื่อจี้ทิงได้ฟังดังนั้น ความรู้สึกที่มีต่อลู่เหยียนชูก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ในนิยาย ลู่เหยียนชูผู้นี้เป็นคนอ่อนโยนมาโดยตลอด ไม่ใช่เพียงเพราะความรักที่มีให้หลิงซีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบุญคุณที่หลิงซีเคยช่วยชีวิตเขาไว้ด้วย และเพราะความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้เอง ทำให้ลู่เหยียนชูเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับหลิงซีมากที่สุดในบรรดาฝ่ายรุกทั้งสี่คน
เป็นเพราะจี้ทิงเคยอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมดมาแล้ว เขาจึงรู้สึกประหลาดใจที่ลู่เหยียนชูเลือกที่จะยึดถือหลักการเหนือความรู้สึกที่มีต่อหลิงซี
ดูท่าว่า ลู่เหยียนชูไม่ได้เป็นคนดีเพียงเพราะต้องการทำดีกับหลิงซี แต่เขาเป็นคนที่มีคุณธรรมอยู่แล้ว
“คุณลู่ครับ ผมขอบอกคุณให้ชัดๆ เลยนะครับว่า ผมจะไม่ยอมออกหนังสือยินยอมให้กับฉินไจ้เย่แน่นอน ไม่ว่าตอนนี้หรืออนาคต เพราะงั้นในเรื่องนี้ คุณอย่าได้หลงเชื่อคำลวงของคนอื่นอีกเลยครับ”
ลู่เหยียนชูรู้สึกเบาใจลงบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับวางใจได้ทั้งหมด
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเตือนจี้ทิง “ถ้าหลิงซีคิดจะผ่านทางจี้เยี่ยนจื๋อเพื่อเกลี้ยกล่อมให้นายตกลง ตราบใดที่นายไม่เต็มใจ ติดต่อฉันได้ตลอดเลยนะ”
“จี้เยี่ยนจื๋อไม่มีวันทำเรื่องแบบนั้นหรอกครับ” จี้ทิงตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อคุยมาถึงตรงนี้ ลู่เหยียนชูก็ไม่สะดวกจะพูดอะไรต่อ “ตกลง ถ้าหลังจากนี้ฉันได้ข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ฉันจะรีบติดต่อหานายทันที”
จี้ทิงเกือบจะปฏิเสธตามความเคยชิน แต่เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายหวังดีจึงกล่าวคำขอบคุณออกไป
น้ำเสียงของลู่เหยียนชูพลันมีความรู้สึกยินดีเจืออยู่หลายส่วน “จี้ทิง พวกเรากลับมาเพิ่มเพื่อนในวีแชตกันอีกครั้งได้ไหม?”
จี้ทิงคิดครู่หนึ่ง “ได้ครับ”
หลังจากทั้งคู่พูดคุยกันจบแล้ว จี้ทิงก็วางโทรศัพท์ลง ดวงตาทั้งสองข้างหรี่ลงเล็กน้อยขณะใช้ความคิด
ตั้งแต่ตอนที่ลู่เหยียนชูบอกเรื่องนี้กับเขา เขาก็คิดได้ว่า เหตุผลที่หลิงซีกล้าโกหกในเรื่องที่แค่โทรศัพท์เพียงกริ๊งเดียวก็โป๊ะแตกได้แบบนี้ ก็เพราะความถือดีว่ามีที่พึ่งนั่นเอง
หลิงซีมั่นใจว่าลู่เหยียนชูจะยอมโอนอ่อนให้เพราะตน และยังมั่นใจว่าตนจะสามารถเอาหนังสือยินยอมจากเขาไปได้อย่างแน่นอน ความเชื่อมั่นในตัวเองที่เปี่ยมล้นของหลิงซีนั้น แท้จริงแล้วคือการดูหมิ่นในเชิงความรู้สึกที่มีต่อเขานั่นเอง
มีคำกล่าวที่ว่า ‘ทัศนคติกำหนดชะตากรรม’ จี้ทิงรู้สึกว่า ในเมื่อคนทั้งสองคนนั้นเรียนรู้ที่จะเคารพคนอื่นไม่เป็น งั้นก็ให้ทัศนคติของหลิงซีเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของฉินไจ้เย่ไปเถอะ ถือเสียว่าเป็นบทสรุปที่ลงตัวในอีกรูปแบบหนึ่ง
จี้ทิงล้างจานชามจนเสร็จ แล้วกลับไปเก็บกระเป๋าเดินทางในห้องนอน ก่อนจะส่งข้อความวีแชตไปหนึ่งประโยคก่อนออกจากบ้าน
[จี้เยี่ยนจื๋อ ผมกลับไปที่บ้านแล้วนะ]
...
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงบ่าย รถของจี้เยี่ยนจื๋อและจี้ซื่อเจ๋อขับเลี้ยวเข้าบ้านตามกันมาติดๆ ฝ่ายหลังลงจากรถก่อน แล้วยืนรอให้อีกฝ่ายลงมาอย่างไว้ท่า
จี้เยี่ยนจื๋อก้าวลงจากรถโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง เขามุ่งตรงไปยังลิฟต์ทันที
“จี้เยี่ยนจื๋อ” จี้ซื่อเจ๋อเรียกเขาไว้พลางสาวเท้าเข้าไปหาอย่างไม่เร่งรีบ “ในฐานะพ่อ ฉันขอเตือนแกไว้อย่างหนึ่ง ชีวิตคนเราย่อมมีช่วงที่ล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่ถ้าแกยังดึงดันจะดื้อรั้นอยู่กับที่ แกก็จะไม่มีวันลุกขึ้นมาได้อีกเลย”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น “คุณรู้ไหมว่าทำไมคนที่ล้มถึงได้ล้มซ้ำล้มซาก ก็เพราะพวกเขาชอบเอาแต่สรุปคติพจน์ประดิดประดอยพวกนี้มาหลอกตัวเอง เพื่อมอมเมาชีวิตที่ล้มเหลวของตัวเองยังไงล่ะ”
จี้ซื่อเจ๋อไม่ได้มีท่าทีโกรธเคือง กลับยื่นมือออกมาจะปัดปกเสื้อสูทด้านหน้าให้เขาเบาๆ แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะแตะถูกผ้า ก็ถูกจี้เยี่ยนจื๋อปัดมือออกอย่างแรง
ต่อหน้าสายตาที่เย็นชาและรังเกียจของจี้เยี่ยนจื๋อ จี้ซื่อเจ๋อกลับหัวเราะออกมาอย่างไม่ยี่หระ “คุณพ่อแต่งตั้งให้หลี่เทียนหวาเป็นรองประธานบริหารอย่างเป็นทางการแล้ว อนาคตเขาจะรับผิดชอบการวางกลยุทธ์และเป้าหมายสำคัญของแผนกวิจัยและพัฒนา หลังปีใหม่เขาจะเข้ามาเริ่มงานอย่างเป็นทางการ ฉันเชื่อว่าเขาจะร่วมมือกับประธานบริษัทอย่างแกได้เป็นอย่างดี เพื่อให้กลุ่มบริษัทซื่อลี่เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป”
ลูกชายของเขายังอ่อนหัดเกินไป ต่อให้คิดจะขัดคำสั่งจี้เจิ้นถิง ก็ควรรอให้ปีกกล้าขาแข็งกว่านี้เสียก่อน
สุดท้ายเพียงเพราะเรื่องไร้สาระของบ้านรอง กลับต้องยกแผนกวิจัยและพัฒนาไปให้คนอื่นดูแล ดูท่าการถูกลิดรอนอำนาจคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในไม่ช้าหรือเร็วเท่านั้น
จี้เยี่ยนจื๋อมองสีหน้าปลาบปลื้มในชัยชนะของอีกฝ่าย แล้วหัวเราะออกมาจากใจจริง “ตอนที่คุณตายตาไม่หลับ อย่ามาเข้าฝันผมเชียวนะ ผมรังเกียจ มันสกปรก”
พูดจบเขาก็เดินกระแทกไหล่จี้ซื่อเจ๋อเข้าไปในลิฟต์ก่อน
จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาที่ห้องของตน เขายังไม่ทันได้ถอดเสื้อโค้ทก็รีบโทรหาจี้ทิงทันที แต่ผลที่ได้คือปิดเครื่อง
เขาเปิดดูภาพจากกล้องวงจรปิดในบ้าน จึงพบว่าจี้ทิงกลับมาวางกระเป๋าแล้วมุ่งหน้าไปยังตึกทิศตะวันตก
ไปห้องเล่นเกมแบบนั้น คงมีเรื่องต้องใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แน่นอน
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววครุ่นคิด หรือว่าที่เจ้าหูน้อยจี้จู่ๆ ก็กลับมาคฤหาสน์ เป็นเพราะคิดสิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่ขึ้นมาอีกแล้วนะ
เขาไม่ได้รีบร้อนจะไปยืนยัน และคิดว่าจะอาบน้ำก่อน ทว่าขณะที่กำลังแกะกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ต เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เข้ามา”
จี้เยี่ยนจื๋อติดกระดุมกลับไปตามเดิม เสียงฝีเท้าขยับใกล้เข้ามา เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเป็นหลิงซี
“พี่ใหญ่ สวัสดีปีใหม่ครับ ขอให้ปีใหม่นี้พี่สมปรารถนาในทุกเรื่อง เงินทองไหลมาเทมานะครับ”
เมื่อเห็นใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มของหลิงซี จี้เยี่ยนจื๋อกลับตอบกลับไปสั้นๆ อย่างเย็นชาว่า “สวัสดีปีใหม่”
หลิงซีทันสังเกตเห็นท่าทางการติดกระดุมข้อมือของเขา จึงถามขึ้นว่า “พี่ใหญ่ เพิ่งกลับมาก็จะออกไปข้างนอกอีกเหรอครับ?”
“เปล่า กำลังจะอาบน้ำ”
หลิงซีพยักหน้าแล้วกล่าวอย่างใส่ใจ “งั้นพี่ไปอาบก่อนเถอะครับ ผมจะรอพี่อยู่ที่นี่”
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย สำหรับเขาแล้ว ห้องนอนคือพื้นที่ส่วนตัว เขาไม่ชอบที่มีคนนอกมาป้วนเปี้ยนรออยู่แบบนี้
เขาจึงปรายตามองหลิงซีแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบกระด้าง “มีอะไรก็พูดมาเลย”
หลิงซีรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังโอนอ่อนให้ตน จึงรู้สึกอบอุ่นในใจ “ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ พี่ไปอาบก่อนเถอะ”
“นายรอได้ แต่ฉันไม่”
เดี๋ยวเขาต้องรอเจ้าหูน้อยจี้ออกมาอีก จะเอาเวลาที่ไหนมามัวเสียเวลาอยู่กับหลิงซี
รอยยิ้มที่มุมปากของหลิงซีพลันแข็งค้างลงทันที แววตาสั่นไหวด้วยความกระอักกระอ่วน “อ้อ... อย่างนั้นเหรอครับ”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^