ตอนที่ 147 ความอัปยศที่เกินจะแบกรับ
ตอนที่ 147 ความอัปยศที่เกินจะแบกรับ
“พูดธุระมา จะได้จบไวๆ” จี้เยี่ยนจื๋อไม่สนว่าอีกฝ่ายจะตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกหรือไม่ เขาหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ “ฉันยังมีธุระต้องไปทำต่อ”
เดิมทีหลิงซีพกพาความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม แม้เขาจะนึกเกรงกลัวจี้เยี่ยนจื๋ออยู่บ้าง ทว่าที่ผ่านมาพี่ใหญ่คนนี้มักจะตอบรับคำขอของเขาเสมอ
แต่เมื่อได้เห็นท่าทีเย็นชาของจี้เยี่ยนจื๋อในตอนนี้ ในใจเขาก็เริ่มหวั่นวิตกจนไม่กล้าเอ่ยปากในสิ่งที่เตรียมมา
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นเขาเงียบงันอยู่นานจึงถามย้ำ “ตกลงมีธุระไหม?”
หลิงซีกัดริมฝีปาก รวบรวมความกล้าเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ พี่รู้ไหมครับว่าทำไมช่วงก่อนหน้านี้จี้ทิงถึงได้มีอาการภาวะสูญเสียการสื่อความ?”
เมื่อถูกสะกิดถึงเรื่องนี้ จี้เยี่ยนจื๋อก็พลันมีโทสะขึ้นมาทันที หลิงซียังกล้าเดินเอาตัวมาพุ่งชนปากกระบอกปืนอีก “ทำไมล่ะ ฉินไจ้เย่ไม่ได้บอกนายหรือไงว่ามันไปทำเรื่องบัดซบอะไรไว้บ้าง?”
หลิงซีใจหายวาบ สีหน้าเคร่งเครียดด้วยความประหม่าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นสีหน้าเขาก็พลันเข้าใจได้ทันที “ที่แท้นายก็รู้อยู่แล้ว ฮึ มันยังมีหน้าไปเที่ยวบอกคนอื่นอีกนะ”
หลิงซีสัมผัสได้ถึงเปลวไฟแห่งโทสะของอีกฝ่าย จึงไม่กล้าดึงเข้าเรื่องฉินไจ้เย่อีก เขารีบเปลี่ยนประเด็นโดยไว
“ยังดีที่หลังจากผมกลับมา อาการของจี้ทิงก็ดีขึ้นมาก ถือว่าพ้นขีดอันตรายไปได้ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินดังนั้น แววตาก็ฉายรอยล้อเลียนพลางกวาดตามองอีกฝ่าย “นายอยากจะพูดอะไรกันแน่?”
หลิงซีเม้มปาก หลุบตาลงต่ำ “พี่ใหญ่ ผมรู้ว่าพี่เกลียดจี้ทิงมาตลอด แต่ตอนนี้เขาป่วย และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังเอาแต่เงียบไม่ยอมพูดจา เพราะงั้นผมจึงไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ว่าจะอยู่ห่างจากเขาได้ ผมขอโทษครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อจ้องเขาเขม็งอยู่สองวินาที ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน “นายจะบอกว่า จี้ทิงอาการดีขึ้นได้ก็เพราะมีนายคอยอยู่เคียงข้างอย่างนั้นสินะ?”
หลิงซีไม่ได้ตอบรับตรงๆ “ผมเคยถามหมอแล้วครับ หมอบอกว่าผู้ป่วยที่มีภาวะสูญเสียการสื่อความต้องรักษาให้อารมณ์แจ่มใส ถึงจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น”
นอกจากความรู้สึกอยากจะหัวเราะแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อก็พลันหมดคำจะกล่าวกับคนตรงหน้า เขาสลัดความรำคาญทิ้ง และหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมาเปิดวิดีโอคลิปหนึ่ง
จี้เยี่ยนจื๋อยื่นมือถือส่งให้หลิงซี “นายลองดูนี่สิ แล้วลองทบทวนความจำดูดีๆ พอดูจบแล้วฉันมีคำถามจะถามนาย”
หลิงซีรับโทรศัพท์มาด้วยความงุนงง ก่อนจะกดปุ่มเล่นวิดีโอบนหน้าจอ
‘เสี่ยวทิง บอกพ่อมา... ช่วงที่พ่อไม่อยู่ จี้เยี่ยนจื๋อเขารังแกลูกอีกแล้วใช่ไหม!’
ทันทีที่เสียงของจี้ซื่อเจ๋อดังขึ้น มือที่วางอยู่บนหน้าขาของหลิงซีก็พลันกำแน่น สีหน้าแข็งทื่อขึ้นมาทันที
ในคลิปนั้นหลินชิงกำลังสะอื้นไห้พลางพร่ำบอกว่าเป็นจี้เยี่ยนจื๋อที่รังแกจี้ทิง จากนั้นจี้ซื่อเจ๋อก็ระเบิดโทสะ สั่งคนให้ไปตามจับตัวจี้เยี่ยนจื๋อมาจากบริษัท
‘ผมบอกแล้วไงว่าไม่ใช่จี้เยี่ยนจื๋อ!’
จังหวะที่เสียงแหบพร่าของจี้ทิงดังขึ้น โทรศัพท์ก็ถูกจี้เยี่ยนจื๋อคว้ากลับไปจากมือเขา
มือของหลิงซีสั่นระริก ค้างเติ่งอยู่กลางอากาศทั้งอย่างนั้น จะลดมือลงก็ไม่ได้ จะนิ่งไว้ก็ไม่ถูก
“เรื่องที่ว่าอาการจี้ทิงดีขึ้นเพราะฉันน่ะเอาไว้ก่อน” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยด้วยแววตาเป็นประกายคมปลาบ ทว่าในวินาทีถัดมา สายตาที่มองหลิงซีกลับเปลี่ยนเป็นความเหยียดหยามอันเย็นเยียบ “ฉันขอถามแค่อย่างเดียว ในตอนที่จี้ซื่อเจ๋อกับหลินชิงปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือฉัน ทั้งที่ความจริงนายรู้ดีอยู่เต็มอกว่าฉินไจ้เย่คือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ใช่ไหม?”
แววตาของหลิงซีเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ริมฝีปากสั่นระริก ท่าทางกระสับกระส่าย
“นายรู้อยู่แก่ใจ แต่เพื่อจะช่วยปกปิดความผิดให้ฉินไจ้เย่ นายกลับปล่อยให้สามีภรรยาคู่นั้นใส่ร้ายป้ายสีฉันตามใจชอบ”
หลิงซีเงยหน้าขึ้นมาทันควัน ขอบตาแดงก่ำ “ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ผม...”
“ปากนายบอกว่าไม่ใช่ แล้วทำไมตอนนั้นนายถึงไม่ช่วยแก้ต่างให้ฉันล่ะ?”
น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ดุดันแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังดูไร้อารมณ์ ทว่ามันกลับกดดันราวกับมีดสั้นที่ส่องประกายเย็นเยียบ บีบคั้นจนหลิงซีรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
จี้เยี่ยนจื๋อนั่งพิงเก้าอี้ตามเดิม ยกขาเรียวยาวขึ้นไขว่ห้างอย่างใจเย็น “อธิบายมาสิ ฉันให้เวลานายแล้ว”
ถ้าหลิงซีไม่ยกเรื่องอาการป่วยของจี้ทิงมาอ้างเพื่อทวงบุญคุณต่อหน้าเขา จี้เยี่ยนจื๋อคงคร้านจะเอาความให้เสียเวลา แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยังกล้าหน้าด้านเอาความดีความชอบเข้าตัว เขาก็จะไม่เกรงใจที่จะฉีกหน้ากากนี้ทิ้งให้แสบไปถึงทรวง
หลิงซีก้มหน้าจนเกือบชิดอก นิ้วมือบิดเกลียวเข้าหากันคล้ายจะทำร้ายตัวเองเพื่อข่มกลั้นความหวาดกลัวในใจ
ผ่านไปเนิ่นนานเขาก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองจี้เยี่ยนจื๋อแม้แต่นิด ได้แต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ว่า “พี่ใหญ่ พี่ไม่คิดบ้างเหรอครับ ความรักที่คุณอามีต่อจี้ทิง ถ้าเขารู้ว่าเป็นฝีมือของฉินไจ้เย่ เรื่องนี้จะต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแน่นอน”
“เพราะงั้น การที่ฉินไจ้เย่ใช้อำนาจในทางมิชอบทรมานจี้ทิง สำหรับนายแล้วมันเป็นแค่เรื่องขี้ผงที่ไม่ควรทำให้เป็นเรื่องใหญ่สินะ?”
หลิงซีเงยหน้าขึ้นเถียงทันควัน “เขาแค่ทำตามหน้าที่ ไม่ได้ตั้งใจจะทรมานจี้ทิงเสียหน่อย”
“นายบอกว่าไม่ได้ตั้งใจก็คือไม่ได้ตั้งใจงั้นเหรอ?” แววตาจี้เยี่ยนจื๋อเริ่มฉายแววดุดัน น้ำเสียงเย็นเฉียบราวกับเกล็ดหิมะ “ถ้าไม่มีมูลความจริง แล้วทำไมฉินไจ้เย่ถึงถูกสั่งพักงานเพื่อสอบสวนล่ะ หรือนายจะบอกว่าเบื้องบนใส่ร้ายเขากัน?”
“ที่เขาถูกสอบสวนไม่ใช่เพราะเรื่องของจี้ทิง แต่เป็นเพราะพี่ลู่เป็นดารา ทางเบื้องบนกลัวผลกระทบจากกระแสสังคมต่างหาก เลยต้องสอบสวนอย่างระมัดระวัง”
รู้หน้าไม่รู้หลังแท้ๆ แต่ยังกล้าออกหน้าแทนฉินไจ้เย่ ช่างโง่เขลาเบาปัญญาเสียจริง
จี้เยี่ยนจื๋อโกรธจนหัวเราะออกมา “ถ้าอย่างนั้นนายก็ควรไปหาลู่เหยียนชูสิ จะมาเกาะติดอยู่ที่ตระกูลจี้ทำไม?”
หลิงซีกำลังจะอ้าปากพูด ทว่าจี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน “เป็นเพราะจี้ซื่อเจ๋อช่วยใช้หนี้พนันให้น้าของนายไปหนึ่งล้านห้าแสนหยวน แล้วเขาก็บังคับให้นายมาใกล้ชิดกับฉันและจี้ทิง เพื่อคอยเสี้ยมเขาให้พวกเราพี่น้องแตกคอกันใช่ไหมล่ะ?”
ใบหน้าของหลิงซีพลันซีดเผือด “ผมเปล่านะ!”
“จะใช่หรือเปล่านายรู้อยู่แก่ใจดี” จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยสายตาหยามหยัน “ถ้ายังอยากจะปากแข็ง ก็กลับไปถามน้าของนายดูก่อนเถอะ ว่าเคยมาแบมือขอเงินฉันหรือเปล่า”
หลิงซีลมหายใจสะดุด “พี่... พี่ให้เงินเขาไปเหรอครับ?”
“ทำไมฉันต้องให้ด้วยล่ะ?” จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าความคิดของคนตรงหน้าช่างอ่อนต่อโลกและน่าขันสิ้นดี “หรือต้องให้ฉันยอมตามใจผีพนันที่กล้ามายื่นมือขอเงินเพียงเพราะเห็นแก่หน้านายงั้นเหรอ?”
หัวใจของหลิงซีราวกับถูกแทงเข้าอย่างจัง เขารู้ดีว่าจี้เยี่ยนจื๋อไม่ควรให้เงินจำนวนนั้น แต่เมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ ในใจเขากลับเต็มไปด้วยความผิดหวัง
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้โอนอ่อนผ่อนตามหรือยอมตามใจเขาอย่างที่เคยจินตนาการไว้เลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังกระชากบาดแผลของเขาออกมาตีแผ่อย่างเลือดเย็น จนทำให้เขาต้องอยู่อย่างไร้ที่ยืนด้วยความอัปยศ
เมื่อก่อนพี่ใหญ่ไม่ใช่คนแบบนี้เลย ทำไมกัน... ทำไมทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนไปหมด ยิ่งคิดหลิงซีก็ยิ่งปวดร้าว น้ำตาเริ่มร่วงเผาะลงมาราวกับสายสร้อยที่ขาดสะบั้น
จี้เยี่ยนจื๋อเกลียดการดูคนร้องไห้ที่สุด เพราะหลินชิงก็ชอบทำแบบนี้ สำหรับคนประเภทนี้แล้ว น้ำตาไม่ใช่การแสดงออกถึงความรู้สึก แต่มันคืออาวุธที่ใช้เพื่อหวังผลประโยชน์จากผู้อื่น
เขาจ้องมองหลิงซีร้องไห้ด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบโดยไร้อารมณ์ “ถ้าจะร้องก็ออกไปร้องข้างนอก อย่าให้น้ำตาหยดลงบนพื้นห้องของฉัน”
เมื่อได้ยินถ้อยคำที่ไร้ซึ่งเยื่อใยเช่นนั้น ความอัปยศและความโกรธแค้นก็พวยพุ่งขึ้นมาในใจของหลิงซี “พี่จงใจทำกับผมแบบนี้... เป็นเพราะจี้ทิงใช่ไหมครับ?”
“จี้ทิง?” จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วด้วยความฉงน “มันเกี่ยวอะไรกับเขา?”
หลิงซีเริ่มคุมอารมณ์ไม่อยู่ สุ้มเสียงดังแหลมขึ้น “พี่ไม่เข้าใจจริงๆ เหรอครับ หรือพี่รู้อยู่เต็มอก แต่กลับแกล้งถามเพื่อหาเรื่องหยามศักดิ์ศรีผมด้วยคำพูดนี้กันแน่!”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^