ตอนที่ 148 ความปรารถนาที่อยู่เหนือเหตุผล
ตอนที่ 148 ความปรารถนาที่อยู่เหนือเหตุผล
จี้เยี่ยนจื๋อมองดูท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความคับแค้นใจของอีกฝ่าย นอกจากเขาจะไม่มีความรู้สึกร่วมแม้แต่น้อยแล้ว ยังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระจนน่าขัน
“ฉันก็แค่ให้นายทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไปอีกรอบ ถ้านายคิดว่านั่นคือการเหยียดหยาม นั่นก็เพราะนายหาเรื่องใส่ตัวทั้งนั้น”
หลิงซีจิกมือทั้งสองข้างแน่น ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ “เป็นเพราะผมหาเรื่องใส่ตัว หรือเป็นเพราะพี่ที่ชินกับการอยู่เหนือผู้อื่น และชอบดูแคลนศักดิ์ศรีคนอื่นตามใจชอบกันแน่?”
จี้เยี่ยนจื๋อเหยียดยิ้มเย็นอย่างไม่ใส่ใจ “ฉันพูดแค่ไม่กี่คำ นายก็ตีความไปได้ถึงขนาดนั้น ทีฉินไจ้เย่เหยียบย่ำคนอื่น แต่นายกลับบอกว่าเขาทำตามหน้าที่ พอมีดที่กรีดลงบนตัวนายคือคมดาบ แต่พอเป็นจี้ทิง เขากลับต้องกุมบาดแผลที่โชกเลือดเพื่อเติมเต็มมาตรฐานสองด้านของนายงั้นเหรอ?”
แววตาของหลิงซีสั่นระริกด้วยหยาดน้ำตา ความโกรธและความเสียใจถักทอประสานกัน “จี้ทิงไม่ใช่พี่ เขาจะไม่เกลียดชังคนอื่นเพียงเพราะความขัดแย้งแค่เล็กน้อยหรอก!”
ความขัดแย้งแค่เล็กน้อยงั้นเหรอ?
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน ทว่าแววตากลับเย็นเยียบถึงขีดสุด “นายควรจะดีใจที่เขาไม่ใช่ฉัน ไม่อย่างนั้นตอนนี้ฉินไจ้เย่คงได้ไปเกิดใหม่แล้ว”
หลิงซีถูกแรงกดดันถาโถมเข้าใส่จนตัวสั่น เขาเม้มปากกลั้นหายใจเหลือบมองจี้เยี่ยนจื๋อวูบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวตั้งท่าจะจากไป
“ฉันขอเตือนนายนะ หลิงซี” น้ำเสียงเย็นเฉียบของจี้เยี่ยนจื๋อทิ่มแทงมาจากด้านหลัง “ถ้านายฉลาดพอ ก็อย่ามาเอ่ยปากขอความเห็นใจให้ฉินไจ้เย่ต่อหน้าจี้ทิง ไม่อย่างนั้น ต่อให้จะมีจี้ซื่อเจ๋อคอยหนุนหลังนายอยู่ ฉันก็จะทำให้นายต้องเสียใจที่กล้าปริปากออกมา”
ใบหน้าขาวซีดของหลิงซีดูย่ำแย่ถึงขีดสุด เล็บจิกลึกเข้าไปในเนื้อ ในอกเต็มตื้นไปด้วยรสชาติแห่งความอัปยศ เขาเดินจากไปโดยพูดอะไร แต่หลิงซีคิดว่าความเงียบนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมสยบต่อคำขู่ของจี้เยี่ยนจื๋อ
หลังจากหลิงซีไปแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาจี้ทิงอีกครั้ง แต่ปลายทางยังคงปิดเครื่องอยู่
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ไปตามหาอีกฝ่ายที่ห้องเล่นเกม แต่กลับสวมเสื้อโค้ทแล้วเดินออกไปข้างนอกแทน
ก่อนไป จี้เยี่ยนจื๋อได้กำชับให้แม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดห้องของเขาใหม่อีกรอบ
เวลาล่วงเลยไปจนถึงดึกสงัด ในฝ่ามือของจี้ทิงถือลูกบาศก์รูบิกที่เปล่งประกายแสงสีน้ำเงิน บนพื้นผิวของมันมีตัวเลขลากสายยาวดั่งหางว่าวพาดผ่านไปมาไม่ขาดสาย
จนกระทั่งข้อมูลจำลองทั้งหนึ่งร้อยหกชุดถูกจัดระบบใหม่จนเสร็จสิ้น จี้ทิงสะบัดข้อมือเบาๆ ลูกบาศก์ลูกนั้นก็เลือนหายและละลายกลับคืนสู่หน้าจอราวกับหยาดน้ำ
ข้อมูลจากการทดลองจำลองนับหมื่นครั้ง น่าจะเพียงพอแล้ว
ในระหว่างที่รอการส่งออกข้อมูล จี้ทิงลุกขึ้นยืนพลางบิดคอที่ปวดเมื่อยไปมา ก่อนจะเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ
เดิมทีเขาตั้งใจจะส่งข้อความหาเสิ่นมู่หลานผ่านวีแชต แต่พอเริ่มกดปุ่มเปิดเครื่องถึงได้พบว่าโทรศัพท์ปิดตัวลงไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
จี้ทิงหยิบโทรศัพท์ต่อสายชาร์จ ทันทีที่เครื่องเปิดติดก็มีแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับเด้งขึ้นมาหลายสาย ขณะที่นิ้วกำลังเลื่อนหน้าจออยู่นั้น เสียงแจ้งเตือนจากวีแชตก็ดังขึ้นอีกครั้ง
จี้เยี่ยนจื๋อ [เล่นเกมเสร็จแล้วโทรกลับหาฉันด้วย]
จี้ทิงกดสลับแอปพลิเคชันออกไป แล้วกดโทรออกหาหมายเลขของอีกฝ่าย
“ฮัลโหล จี้เยี่ยนจื๋อ ผมเองครับ”
“ฉันอยู่ที่ห้องทำงาน นายมาหาฉันหน่อย”
“ตกลงครับ”
สิบห้านาทีต่อมา เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น
“เข้ามา”
จี้ทิงผลักประตูเข้าไป จี้เยี่ยนจื๋อละสายตาจากหน้าจอเงยหน้าขึ้นมามอง “เล่นเกมมาจนถึงตอนนี้เลยเหรอ?”
“ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อทำหน้าดุ “ข้าวเย็นก็ไม่ได้กิน?”
จี้ทิงหลุบตาลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ไม่ค่อยหิวครับ อีกอย่างผมกินขนมปังในห้องเล่นเกมไปบ้างแล้ว”
จี้เยี่ยนจื๋อมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาไม่ได้พูดความจริง จึงแค่นยิ้มถามว่า “นายไม่หิวจริงๆ หรือว่ามีเหตุผลอื่นกันแน่?”
จี้ทิงนิ่งเงียบ เพราะเขาไม่อยากโกหก แต่ก็ไม่สามารถบอกความจริงกับจี้เยี่ยนจื๋อได้
[ฉันแค่ไม่อยากร่วมโต๊ะอาหารกับจี้ซื่อเจ๋อและหลิงซี สองคนนั้นพูดจาเหมือนต้องการอะไรบางอย่างตลอด มันน่ารำคาญ]
จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินเสียงความคิดนั้นอย่างชัดเจน มุมปากยกยิ้มขึ้นเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น
แต่พอคิดดูอีกที สองคนนั้นคงไม่ย้ายออกไปในเร็ววัน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ใช่ทางแก้ที่ดีนัก เขาเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “วันนี้ฉันด่าทั้งจี้ซื่อเจ๋อและหลิงซีไปคนละชุด หลังจากนี้ฉันจะไม่ร่วมโต๊ะกินข้าวกับพวกนั้นอีก เพราะงั้น ต่อไปนี้นายต้องมากินข้าวเช้า กลางวัน และเย็นกับฉันที่ตึกตะวันตก”
จี้ทิงชะงักไป ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “พี่ด่าหลิงซีด้วยเหรอ?”
ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที “ทำไม นายสงสารเขาเหรอ?”
จี้ทิงส่ายหน้าแล้วตอบตามตรง “เปล่าครับ ผมแค่แปลกใจนิดหน่อย”
“ทำไมไม่ถามล่ะว่าฉันด่าเขาเรื่องอะไร?”
“นั่นเป็นเรื่องระหว่างพวกพี่ ไม่จำเป็นต้องบอกผมหรอกครับ”
ยิ่งนายไม่อยากฟัง ฉันก็ยิ่งอยากให้รู้
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียงเหอะในลำคอราวกับคนอารมณ์ไม่ดี “วันนี้เขาเอาเรื่องที่เขารักษาภาวะสูญเสียการสื่อความของนายจนหายดีมาทวงบุญคุณกับฉัน พอรู้ว่าฉันไม่ยอมใช้หนี้พนันให้น้าของเขา เขาก็ร้องไห้ออกมา”
เขาไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องฉินไจ้เย่ จึงจงใจลำดับเหตุการณ์ให้สับสนเพื่อชี้นำจี้ทิงไปในทางที่ผิด
และเป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยย่นที่หว่างคิ้วของจี้ทิงก็ยิ่งขมวดมุ่น “ภาวะสูญเสียการสื่อความของผมหายได้ไม่เกี่ยวกับเขาเลย พี่ไม่ได้บอกเขาเหรอครับ ว่าผมหายดีได้ก็เพราะพี่?”
จี้เยี่ยนจื๋อทำหน้าขรึม “บอกแล้ว แล้วเขาก็โกรธจนฟาดงวงฟาดงา” พูดจบเขาก็เสริมอีกประโยค “เขาด่าฉันก่อนด้วย”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่รู้ตัวเลยว่าพฤติกรรมในตอนนี้เรียกว่าการ ‘ฟ้อง’ แต่กลับรู้สึกพอใจลึกๆ ที่ได้ใช้วิธีนี้ทำให้จี้ทิงมองเห็นธาตุแท้ของหลิงซีทางอ้อม
เมื่อจี้ทิงได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง “เขากล้าด่าพี่ก่อนด้วยเหรอ?”
“เขาบอกว่าฉันชอบวางตัวสูงส่งเหยียบย่ำศักดิ์ศรีคนอื่น แล้วก็ชอบเกลียดคนอื่นไปทั่ว”
แววตาที่จี้ทิงมองเขามีร่องรอยของอารมณ์ที่ซับซ้อนพาดผ่าน เขาเงียบอยู่นานโดยไม่ปริปาก
[ดูท่าจี้เยี่ยนจื๋อจะชอบหลิงซีมากจริงๆ ถ้าเป็นคนอื่นพูดแบบนี้ คงโดนบอดี้การ์ดลากตัวออกไปนานแล้ว]
จี้เยี่ยนจื๋อชะงักงัน ในอกรู้สึกเหมือนถูกยอดฝีมือในนิยายกำลังภายในซัดฝ่ามือเข้าใส่จนกระอักเลือดค้างอยู่ในลำคอ จะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก
“เจ้าหูน้อยจี้ นาย...”
เมื่อเห็นจี้เยี่ยนจื๋อจู่ๆ ก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขึ้นมา จี้ทิงก็กะพริบตาอย่างงงงวย “เพราะเขาด่าพี่ พี่เลยโกรธมาจนถึงป่านนี้เลยเหรอครับ?”
ปัง! จี้เยี่ยนจื๋อโกรธจัดจนตบโต๊ะลุกพรวดขึ้นมา
“ในสมองนายบรรจุแต่ไส้กุ้งหรือไง! ฉันเนี่ยนะจะโกรธเขา เขาคู่ควรเหรอ?!”
จี้ทิงยิ่งงงหนักกว่าเดิม “งั้นพี่... กำลังโกรธผมอยู่เหรอครับ?”
หน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อกระเพื่อมขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ขมับยังเต้นตุบๆ
เขาหลับตาลง พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เมื่อเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงนั้นนอกจากความเย็นชาแล้วยังแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า “เจ้าหูน้อยจี้ ฉันขอถามนายหน่อย ตอนนั้นทำไมถึงชอบหลิงซี?”
หัวข้อบทสนทนาถูกเปลี่ยนกะทันหันจนจี้ทิงตั้งตัวไม่ติด เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เพราะเขาหน้าตาดีครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วเครียด “นายนิสัยฉาบฉวยขนาดนี้เลยเหรอ?”
“รักแรกพบที่เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาทุกอย่างล้วนฉาบฉวยทั้งนั้นแหละครับ” น้ำเสียงของจี้ทิงราบเรียบ ราวกับว่าคนที่เขากำลังพูดถึงไม่ใช่ตัวเขาเอง “ความรู้สึกแบบนั้นมันก็แค่การที่ในช่วงอายุหนึ่ง มีคนที่ตรงตามรสนิยมปรากฏตัวขึ้นมาพอดี ฮอร์โมนในร่างกายพลุ่งพล่านเพราะสิ่งที่มองเห็น จนส่งผลให้ความปรารถนาอยู่เหนือเหตุผล”
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะเสียงเย็นเฉียบ “งั้นเหรอ แล้วตอนนี้ล่ะ นายยังชอบเขาอยู่หรือเปล่า?”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^