LNCrawler

ตอนที่ 14 ห้องเล่นเกมลับ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 14 ห้องเล่นเกมลับ

        สวีเหรินสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แววตาเหม่อลอยคล้ายตกอยู่ในภวังค์ “ยะ... ยังมีที่ดียิ่งกว่านี้อีกเหรอครับ”

       “ในอนาคตจะมีแน่นอน” จี้ทิงพูดจบก็ดึงลิ้นชักหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมา “แต่ก่อนหน้านั้น คุณต้องเซ็นสัญญาเก็บรักษาความลับฉบับนี้ก่อน”

       สวีเหรินชะงัก “หา?”

       ครึ่งชั่วโมงต่อมา

       จี้ทิงเดินเลี่ยงพวกคนรับใช้ในบ้าน พาตัวสวีเหรินไปยังตึกทิศตะวันตกอย่างเงียบเชียบ

       “ห้องนี้คุณสามารถใช้ได้ตามสบาย แต่เวลาเข้าออกพยายามอย่าให้คนอื่นเห็นจะดีที่สุด”

       สวีเหรินพยักหน้าพลางอดสงสัยไม่ได้ “ห้องนี้เอาไว้ทำอะไรเหรอครับ?”

       “ผมเรียกมันว่าห้องเล่นเกม ถ้าคนอื่นถาม คุณก็พูดตามที่ผมบอกนั่นแหละ”

       ห้องเล่นเกมงั้นเหรอ? บานประตูถูกเปิดออกท่ามกลางสีหน้าสงสัยของสวีเหริน และเพียงแค่วินาทีแรกที่เห็นสิ่งของภายใน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างจนแทบจะเท่าลูกวอลนัท

       “งานของผมจำเป็นต้องใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่ตอนนี้เงื่อนไขยังไม่พร้อม ผมเลยซื้อชิ้นส่วนมาเตรียมประกอบเองเป็นรุ่นพื้นฐานแบบง่ายๆ ไปก่อน”

       จี้ทิงหันไปปิดประตูพลางบุ้ยปากให้สวีเหรินมองไปทางด้านซ้ายมือ “วันนี้เป้าหมายของเราคือประกอบตู้เซิร์ฟเวอร์หนึ่งตู้ ในนั้นจะประกอบด้วยโฮสต์สิบสองเครื่อง แต่ละเครื่องมีแปดโมดูลสิบหกคอร์ จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะเอาแบบแปลนละเอียดให้คุณดูอีกที”

       หลังจากเขาพูดจบ ข้างกายกลับเงียบกริบไร้เสียงตอบรับ จี้ทิงหันไปมองจึงพบว่าสวีเหรินมีสีหน้าเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว

       “เป็นอะไรไป มีปัญหาตรงไหนหรือเปล่า?”

       สวีเหรินหันขวับมาอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “จี้ทิง คือผมเรียนจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมทัศนศาสตร์ [1] มานะครับ”

       จี้ทิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “ผมรู้”

       “เพราะงั้นความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ของผมเลยอยู่แค่ระดับพื้นฐาน ของพวกนี้ผมไม่รู้เรื่องเลยสักนิด” มือไม้ของสวีเหรินชาหนึบไปหมด ครั้งสุดท้ายที่เขาได้ยินคำว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ก็นู่น... ในข่าวภาคค่ำ

       “เพราะอย่างนั้นตอนนี้ผมถึงกำลังสอนคุณอยู่นี่ไง” จี้ทิงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยอย่างยิ่ง “ไม่ต้องกดดัน ขั้นตอนมันง่ายมาก ดูรอบเดียวคุณก็ทำเป็นแล้ว”

       ‘พระเจ้าช่วย! ขอให้ผมเรียนรู้เรื่องจริงๆ เถอะ’ สวีเหรินแทบจะร้องไห้ออกมา มิน่าล่ะจี้ทิงถึงให้เขาเซ็นสัญญาเก็บรักษาความลับ ใครมันจะไปนึกว่าจะมีคนมานั่งประกอบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ด้วยมือเปล่าในห้องใต้ดินที่บ้านกันล่ะ?!

       ...

       ท้องฟ้ามืดสนิทลงแล้ว สวีเหรินเดินออกมาจากตึกหลักด้วยความรู้สึกเหมือนหัวบวมพองขึ้นเป็นสองเท่า

       ขณะใกล้จะถึงประตูหน้า รถยนต์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาพอดี เขาจึงหลีกทางให้ด้วยฝีเท้าที่ดูล่องลอย ทว่ารถคันนั้นกลับจอดลงตรงหน้าเขา พร้อมกับกระจกที่นั่งตอนหลังที่เลื่อนลง

       “สวีเหริน?”

       น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น สวีเหรินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามอง เขาเห็นชายหนุ่มรูปงามผู้เปี่ยมด้วยความทะนงนั่งอยู่ภายในรถ ใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นชาจนเพียงแค่สบตาก็รู้สึกเหมือนถูกมองทะลุปรุโปร่ง

       สวีเหรินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหม่า “ผมสวีเหรินครับ คุณคือ...”

       ประตูรถถูกผลักออก จี้เยี่ยนจื๋อก้าวลงมา “ผมคือพี่ชายของจี้ทิง จี้เยี่ยนจื๋อ”

       พี่ชายงั้นเหรอ? สวีเหรินอึ้งไป ถ้าเป็นพี่น้องกันจริงๆ ทำไมหน้าตาถึงไม่เหมือนกันเลยสักนิดล่ะ

       จี้เยี่ยนจื๋อมองอีกฝ่ายที่เอาแต่จ้องเขาตาไม่กะพริบ พลางนึกในใจว่านักศึกษาคนนี้ดูท่าทางเซ่อซ่าพิกล “นายติวให้จี้ทิงจนถึงป่านนี้เลยเหรอ?”

       สวีเหรินดึงสติกลับมา “เอ่อ... ครับ เพิ่งเสร็จเมื่อกี้เอง”

       “เขาเรียนเป็นยังไงบ้าง?”

       “ดีมากเลยครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลง “ดีมาก? คุณแน่ใจนะ?”

       สวีเหรินรีบนึกถึงคำกำชับของจี้ทิงก่อนหน้านี้แล้วแก้คำพูด “คือ... พื้นฐานเดิมของจี้ทิงแย่มากน่ะครับ เพราะงั้นแค่เขายอมเรียนก็นับว่าดีมากแล้ว”

       คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผล จี้เยี่ยนจื๋อพยักหน้าพลางเอ่ย “คุณอดทนกับเขาหน่อยก็แล้วกัน ตั้งใจสอนให้ดี ถ้าคะแนนเขาพัฒนาขึ้น ผมจะเพิ่มค่าติวให้”

       สวีเหรินรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้าด้วยความละอายใจ แต่ก็ทำได้เพียงฝืนใจตอบ “ขอบคุณครับคุณจี้ ผมจะตั้งใจครับ”

       เมื่อคุยกันเสร็จ จี้เยี่ยนจื๋อก็สั่งให้คนขับรถไปส่งสวีเหริน ส่วนตัวเขาก็เดินเข้าบ้านไป

       “จี้ทิงล่ะ?”

       พ่อบ้านรับเสื้อโค้ทจากเขาพลางตอบอย่างนอบน้อม “คุณชายรองนั่งรอรับประทานมื้อค่ำอยู่ที่ห้องอาหารแล้วครับ”

       มีดีแค่เรื่องนี้สินะ…

       จี้เยี่ยนจื๋อนึกค่อนแคะในใจ แต่ปากกลับสั่งว่า “บอกอาหลิวให้เพิ่มเมนูเนื้อเข้าไปด้วย เอาจานที่จี้ทิงชอบนั่นแหละ”

       “ครับ”

       ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง หลังจากอิ่มหนำแล้ว จี้ทิงก็วางตะเกียบลง

       “นั่งลงก่อน”

       จี้ทิงชะงักท่าทางที่จะลุกขึ้น พลางมองจี้เยี่ยนจื๋อด้วยสายตาเรียบเฉย “พี่มีธุระอะไรอีก?”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้ม “ทำเป็นไม่อยากคุย เรื่องที่ฉันสั่งให้นายทำเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว นายทำหรือยัง?”

       จี้ทิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างงุนงง “เรื่องอะไรครับ?”

       “ที่ฉันบอกให้นายเดินจากห้องอาหารนี้ไปที่ประตูรั้วหน้าบ้าน แล้วเดินไปเรื่อยๆ จนกว่าฉันจะสั่งให้หยุดไง”

       จี้ทิงนึกออกทันที คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน เขาจึงขยับตัวเตรียมจะเดินหนี

       “ถ้านายไม่ทำ พรุ่งนี้ฉันจะบอกสวีเหรินว่าไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อขู่ด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

       จี้ทิงหันขวับมาทันที “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่เป็นคนบอกให้ผมติวหนังสือเองนะ”

       “และนายก็เป็นคนรับเงินสามล้านของฉันไป ถึงต้องยอมติวไงล่ะ”

       [ชาติก่อนจี้เยี่ยนจื๋อต้องเกิดเป็นแทสเมเนียน[2] แน่ๆ เขาเป็นปีศาจร้ายชัดๆ]

       จี้ทิงก่นด่าเปรียบเปรยในใจไปสองรอบ ก่อนจะสูดลมหายใจลึก “แค่เดินไปที่ประตูหน้าบ้านใช่ไหม?”

       แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเจ้าเล่ห์ “อืม เดินไปพลางนึกเรื่องตลกเรื่องนั้นในใจไปด้วย”

       “ผมจะไม่เล่าเรื่องตลกให้พี่ฟังอีกแล้ว ต่อให้นึกแค่ในใจผมก็ไม่ทำ” จี้ทิงประกาศกร้าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

       จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะในลำคอ “มีอุดมการณ์ซะด้วย งั้นก็ร้องเพลงแล้วกัน”

       “ร้องไม่เป็น”

       “ฉันมั่นใจว่าเพลงแองเตอร์นาซิอองนาล [3] นายร้องเป็นแน่” จี้เยี่ยนจื๋อเชิดคางขึ้น “ไปสิ”

       จี้ทิงมองเขาด้วยสายตาลึกซึ้ง นิ้วมือที่ทิ้งข้างลำตัวกำเข้าหากันจนเห็นข้อขาวซีด

       [ตื่นเถิด พี่น้องผองทาสผู้ทุกข์ระทม]

       [ลุกขึ้นเถิด มวลชนผู้ยากไร้ทั่วหล้า]

       เมื่อรวมเข้ากับเนื้อเพลง และภาพแผ่นหลังของจี้ทิงที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป จี้เยี่ยนจื๋อก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำจนหน้าอกกระเพื่อม

       เขากลั้นยิ้มพลางเดินขึ้นไปยังชั้นสอง แล้วยืนมองจากระเบียงต่อ...

       [เลือดในอกมันเดือดพล่านประทุแล้ว เพื่อความจริงเราต้องลุกขึ้นสู้]

       [เหล่าทาสทั้งหลาย จงลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้น]

       จี้ทิงเดินห่างออกไปไกลกว่ายี่สิบสามสิบเมตรแล้ว เขาเหลียวหลังกลับมามองจี้เยี่ยนจื๋อจากระยะไกล “พอหรือยัง?”

       จี้เยี่ยนจื๋อกดมุมปากที่สั่นระริกเอาไว้ พลางตะโกนตอบ “ยังไม่พอ เดินต่อไป!”

       [สิ่งที่น่าชังที่สุดคือพวกสัตว์ร้ายที่สูบเลือดเนื้อเรา]

       [เมื่อเรากำจัดพวกมันให้สิ้นซาก แสงตะวันสีแดงฉานจะส่องสว่างไปทั่วโลก]

       ผ่านไปนานเข้า จี้เยี่ยนจื๋อก็เริ่มหัวเราะไม่ออก เขาไม่คิดว่าจี้ทิงจะว่าง่ายขนาดนี้ สั่งให้ร้องเพลงก็ร้องจนจบเพลงอย่างครบถ้วน ราวกับว่าอะไรที่รับปากไว้ก็จะก้มหน้าก้มตาทำจนสำเร็จ

       เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเกือบจะเดินพ้นประตูรั้ว ความคิดกลั่นแกล้งก่อนหน้านี้ก็พลันมลายหายไป

       ช่างเถอะ... จี้เยี่ยนจื๋อคิดในใจ ตราบใดที่จี้ทิงไม่ทำตัวน่ารำคาญ จะได้ยินเสียงเขาบ่นในหัวบ้างก็ช่างมัน

       เขาให้พ่อบ้านไปเรียกตัวจี้ทิงกลับมา เมื่อจี้ทิงเดินเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ก็ถามขึ้นทันที “พี่ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?”

       จี้เยี่ยนจื๋อกอดอก ทำท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจ “ฉันเห็นนายกินอิ่มเกินไป เลยเอามาจูงเล่นเหมือนว่าวน่ะ”

       แววตาของจี้ทิงเย็นเยียบลง “แค่เนี้ยนะ?”

       “ไม่งั้นจะเพื่ออะไรล่ะ”

       จี้ทิงจ้องมองเขา นิ่งเงียบไปนานแสนนาน “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่นี่มันนิสัยเสียจริงๆ เลย”

 

       

 

       เชิงอรรถ

       [1] วิศวกรรมทัศนศาสตร์ คือสาขาวิศวกรรมที่ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านแสง เพื่อออกแบบ พัฒนา และสร้างอุปกรณ์ระบบแสง เลเซอร์ ไฟเบอร์ออปติก และระบบถ่ายภาพ โดยครอบคลุมการผลิต การตรวจจับ และการจัดการแสงสว่างและรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า

       [2] แทสเมเนียน หรือแทสเมเนียนเดวิล (Tasmanian Devil) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้องประเภทกินเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีถิ่นฐานตามธรรมชาติอยู่บนเกาะแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย ที่มาของชื่อของมันมาจากชาวยุโรปที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียรุ่นแรก ตั้งชื่อให้เนื่องจากเสียงร้องที่โหยหวนน่ากลัว และนิสัยดุร้ายเมื่อแย่งชิงอาหารกัน 

       [3] เพลงแองเตอร์นาซิอองนาล เป็นเพลงสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะเพลงชาติหรือเพลงประจำขบวนการอนาธิปไตย คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม และสังคมประชาธิปไตยทั่วโลก เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพและแนวคิดคอมมิวนิสต์


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^