ตอนที่ 149 ถูกจับได้เสียแล้ว
ตอนที่ 149 ถูกจับได้เสียแล้ว
จี้ทิงขยับปากเตรียมจะเอ่ยบางอย่าง ทว่าในดวงตาพลันฉายแววครุ่นคิดบางอย่างขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาจึงเม้มริมฝีปากเข้าหากันดังเดิม
[นี่น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้อธิบายให้จี้เยี่ยนจื๋อเข้าใจ]
จี้เยี่ยนจื๋อที่วินาทีก่อนหน้ายังนึกโมโหเพราะคิดว่าอีกฝ่ายลังเล กลับถูกเสียงในใจนั้นกดปุ่มหยุดพักเอาไว้ชั่วคราว
อธิบายงั้นเหรอ... จะอธิบายอะไร?
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลง หรือว่าจะอธิบายว่าตัวเองชอบหลิงซีมากแค่ไหนกัน?
[ตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อเริ่มรู้สึกแล้วว่ารักแรกครั้งนั้นมันตื้นเขิน เมื่อวันเวลาผ่านไป การที่ความรู้สึกจางหาย ย่อมเป็นเรื่องปกติและสอดคล้องกับหลักการดำรงอยู่]
จี้ทิงพยักหน้าเบาๆ กับตัวเองขณะเรียบเรียงคำพูดแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาจี้เยี่ยนจื๋อ ทว่ากลับพบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
จี้ทิงเข้าใจไปเองว่าความเงียบของเขาเมื่อครู่ทำให้จี้เยี่ยนจื๋อระแวง จึงเปิดฉากบอกข้อสรุปออกไปตรงๆ “ผมไม่ได้ชอบหลิงซีแล้วครับ”
สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อคลายความเย็นชาลงบ้าง แต่ความสงสัยยังไม่จางหายไป “ทำไมล่ะ?”
“เพราะผมโตขึ้นแล้วครับ” จี้ทิงตอบด้วยท่าทีเรียบเฉยและมีเหตุผลรองรับชัดเจน “พอโลกทัศน์กว้างขึ้น ผมก็พบว่าบนโลกนี้ยังมีคนอื่นที่ดูดีกว่าหลิงซีอีกตั้งเยอะ ที่สำคัญ แก่นแท้ของความรักคือการถูกมองเห็น ในเมื่อในสายตาและในใจของเขาไม่มีผม ผมก็ไม่อยากละทิ้งศักดิ์ศรีเพียงเพื่อรั้งความสัมพันธ์ที่ต้องฝืนใจ”
หากไม่ได้ยินเสียงในใจ จี้เยี่ยนจื๋อก็คงจะแค่นเสียงเฮอะในลำคอ พร้อมกับค่อนขอดว่า 'ถือว่านายยังพอมีสมองอยู่บ้าง'
ทว่าตอนนี้เขารู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้คือสิ่งที่จี้ทิงผ่านการไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วน แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกถึงความรู้สึกแปลกๆ บางอย่างที่บอกไม่ถูก
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป จี้ทิงคิดว่าเขากำลังชั่งน้ำหนักคำพูดอยู่ จึงย้ำอีกครั้งว่า “เรื่องจริงนะครับ ผมไม่ได้หลอกพี่”
เมื่อไม่มีเสียงในใจตามมา จี้เยี่ยนจื๋อจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อไม่ชอบแล้ว ต่อไปก็อยู่ให้ห่างจากหลิงซีหน่อย”
จี้ทิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก [ในที่สุดก็ไม่ต้องหาข้ออ้างเสียที]
จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเห็นจี้ทิงพยักหน้าตอบรับ “ครับ ผมจะรักษาระยะห่างจากเขาแน่นอน”
จี้เยี่ยนจื๋อส่งเสียงฮึในลำคอพร้อมรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก “ถ้านายกล้าลืมละก็ ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ”
หลังเอ่ยคำเตือน เขาก็ยกข้อมือขึ้นดูเวลา “ไปเถอะ กลับห้องได้แล้ว”
ทั้งสองเดินออกจากห้องทำงานมาขึ้นลิฟต์ด้วยกัน จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะกดปุ่มเลือกชั้น ทว่าพลันได้ยินเสียง 'โครก' ดังขึ้นเบาๆ
เขาหันไปมองจี้ทิง แล้วเลื่อนสายตาลงไปที่ท้องของอีกฝ่าย “หิวเหรอ?”
จี้ทิงเม้มปาก ก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบาๆ
“เรื่องเยอะจริง”
แม้ปากว่าอย่างนั้น แต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับหันไปกดปุ่มเปิดประตูลิฟต์
เมื่อเห็นเขาเดินตรงออกไป จี้ทิงก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบเดินตามไป “พวกเราจะไปไหนกันครับ?”
“หิวก็ต้องไปหาอะไรกินสิ จะไปชมห้องน้ำหรือไง?”
เวลาป่านนี้พ่อครัวคงพักผ่อนกันหมดแล้ว ในคฤหาสน์หลังไม่มีพวกอาหารกึ่งสำเร็จรูปเสียด้วย ถ้าจะกินก็ต้องทำเอง จี้ทิงรู้สึกเหนื่อยและอยากกลับไปพักผ่อนที่ห้องมากกว่า จึงเอ่ยว่า “ผมกินขนมปังนิดหน่อยก็พอแล้วครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่สนใจคำทัดทานนั้นเลย จนกระทั่งทั้งคู่มาถึงห้องอาหาร เขาถึงได้เอ่ยปาก “ไปนั่งซะ”
“ครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อทิ้งเขาไว้ตรงนั้น แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบกล่องอาหารออกมากล่องหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาด้วยใบหน้าบึ้งตึง “บะหมี่เส้นทองหน้าปลาไหล [1] จะกินไหม?”
จี้ทิงมองกล่องนั้น แล้วเงยหน้ามองเขา “พี่ซื้อมาเหรอครับ?”
“เก็บได้ข้างทางน่ะ” จี้เยี่ยนจื๋อตอบอย่างประชดประชัน
จี้ทิงจินตนาการไม่ออกเลยว่าคนรักสะอาดอย่างจี้เยี่ยนจื๋อจะทำเรื่องแบบนั้นลง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ถ้าเก็บมาได้ก็อย่ากินเลยครับ มันเป็นอาหารนะ เผื่อว่ามันเสีย...”
ยังไม่ทันขาดคำ แก้มของเขาก็ถูกมือหนาบีบเข้าให้ “เจ้าหูน้อยจี้ วันไหนไม่ได้กวนประสาทฉัน นายจะขาดใจตายใช่ไหม?”
จี้ทิงดันมือเขาออก ขมวดคิ้วมุ่น “ผมไม่ได้กวน พี่เป็นคนพูดเองนะครับ”
“ฉันซื้อมาจากร้าน ไม่มีอันตรายและไม่ทำให้นายท้องเสียหรอก พอใจหรือยัง?”
พูดจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็ถลึงตาใส่เขาหนึ่งที ก่อนจะกดสวิตช์บนกล่องอาหาร
กล่องอาหารสำหรับสั่งกลับบ้านของร้านระดับหรูมักจะมีระบบอุ่นร้อนอัตโนมัติ เพียงแค่นั่งรอครู่เดียวก็รับประทานได้แล้ว
จี้เยี่ยนจื๋อเลื่อนเก้าอี้ออก เมื่อเห็นว่าสายตาของจี้ทิงยังคงจับจ้องอยู่ที่กล่องอาหาร ก็เอ่ยเสียงเย็น “ยืนบื้ออยู่ทำไม?”
ทั้งสองนั่งลงข้างกัน ภายในห้องอาหารมีเพียงเสียงน้ำเดือดปุดๆ จากไอน้ำที่พุ่งออกมา ทันใดนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ “หลังจากนายโตขึ้น นายเคยเจอใครที่ดูดีกว่าหลิงซีอีกไหม?”
แววตาของจี้ทิงฉายแววงุนงง เขาไม่ค่อยเข้าใจจุดประสงค์ของคำถามนี้เท่าไรนัก
[จี้เยี่ยนจื๋อคิดว่าบนโลกนี้จะไม่มีใครดูดีไปกว่าหลิงซีแล้ว หรือว่าเขาแค่สงสัยเฉยๆ กันแน่?]
จี้เยี่ยนจื๋อเริ่มเข้าใจซึ้งถึงระดับของภาวะบกพร่องทางการสื่อสารที่จิตแพทย์เคยบอกไว้ เขาผ่อนลมหายใจออกทีหนึ่งแล้วเสริมว่า “ฉันก็แค่ชวนคุยเล่น ไม่ต้องคิดไปไกลหรอก”
“อ๋อ” จี้ทิงได้คำตอบแล้ว และให้คำตอบเขากลับไปอย่างรวดเร็ว “พวกดาราครับ”
สิ้นคำนั้น คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อก็ขมวดมุ่นทันที “นายหมายถึงลู่เหยียนชูงั้นเหรอ?”
จี้ทิงไม่ได้เจาะจงใครเป็นพิเศษ แต่หลังจากคิดดูแล้วก็เอ่ยว่า “ถ้ามองตามมาตรฐานความงามของคนทั่วไป ลู่เหยียนชูอาจจะดูดีกว่าหลิงซีครับ”
“ฉันถามถึงมาตรฐานของนาย” จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันถาม
“เอ่อ...” คำถามนี้เป็นเรื่องยากสำหรับจี้ทิง เพราะเขาแทบไม่เคยพิจารณารูปลักษณ์ของใครเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเปรียบเทียบ
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้คำตอบ จี้เยี่ยนจื๋อก็หมดความอดทนเสียก่อน “ช่างเถอะ ฉันไม่อยากฟังแล้ว กินบะหมี่ของนายไปซะ”
บะหมี่อุ่นร้อนได้ที่พอดี เขาจึงเปิดฝากล่องออก ชั้นบนสุดคือปลาไหลผัดซอสรสเลิศ
ระหว่างที่จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะเทปลาไหลลงบนบะหมี่ จี้ทิงก็ลุกขึ้นยืน “ผมไปเอาชามก่อนนะครับ”
เขาหยิบของออกมาจากห้องครัว แล้ววางชามใบหนึ่งลงตรงหน้าจี้เยี่ยนจื๋อ
“นายเอาชามมาให้ฉันทำไม?”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ “บะหมี่นี่ไม่ใช่ว่าพี่อยากกินถึงได้ซื้อกลับมาหรอกเหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋ออ้าปากทำท่าจะพูด แต่แล้วก็นิ่งไป ในหัวพลันหวนนึกถึงคำพูดของเสิ่นมู่หลานขึ้นมา
'ถ้าวันหน้าเขาไปเจอคนเลวที่ไหนมาหยอดคำหวานใส่เข้าหน่อย จี้ทิงจะไม่ถูกหลอกจนเดินตามเขาต้อยๆ ไปในไม่กี่นาทีเลยเหรอ? '
ขณะจี้ทิงกำลังเริ่มแบ่งบะหมี่ จี้เยี่ยนจื๋อก็โพล่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “บะหมี่นี่ ฉันตั้งใจซื้อกลับมาให้นายกิน”
ตะเกียบในมือจี้ทิงชะงักไป เขาหันไปมองอีกฝ่ายอย่างอึ้งๆ “ให้ผมกินเหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าหนีด้วยความขัดเขิน ท่าทางเต็มไปด้วยความแง่งอน “อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็เททิ้งไป”
จี้ทิงดึงสายตากลับมาแล้วเริ่มแบ่งบะหมี่ต่อ ครู่ต่อมาเขาก็เลื่อนชามที่มีปลาไหลมากกว่าไปตรงหน้าจี้เยี่ยนจื๋อ “ขอบคุณที่ซื้อบะหมี่มาให้นะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่มองหน้าเขา แต่หยิบตะเกียบขึ้นมา “ไม่ต้องพูดมากแล้ว รีบกินตอนร้อนๆ เถอะ”
สองพี่น้องนั่งกินบะหมี่ด้วยกัน โดยที่ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่จากนอกห้องอาหาร
จี้ซื่อเจ๋อเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมวิดีโอกับหลี่เทียนหัวที่อยู่ต่างประเทศ เดิมทีเขาตั้งใจจะลงมาเอาของที่ห้องรับแขก แต่เห็นไฟในห้องอาหารเปิดอยู่จึงแวะมาดู
เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้มาเห็นภาพเหตุการณ์นี้เข้า
มุมปากของจี้ซื่อเจ๋อประดับด้วยรอยยิ้มที่มีความหมายแฝง เขายืนมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจากไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อกลับถึงห้องทำงาน เขานั่งอยู่ลำพังนานกว่าสิบนาที ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมา
“ฉันอยู่ที่ห้องทำงานชั้นหนึ่ง เธอมาหาฉันหน่อยสิ”
เชิงอรรถ
[1] บะหมี่เส้นทองหน้าปลาไหล (鳝鱼金丝面) เป็นอาหารที่มีความละเมียดละไม เส้นบะหมี่จะเล็กและละเอียดเหมือนเส้นไหม
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^