ตอนที่ 150 จี้ทิงโกรธแล้ว
ตอนที่ 150 จี้ทิงโกรธแล้ว
ไม่กี่นาทีต่อมา หลิงซียืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานด้วยความประหม่า
เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่หลายครั้ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเงื้อมือขึ้นเคาะประตู ทว่าเพียงแค่หลังมือสัมผัสลงไป ประตูก็เปิดแง้มออกเองเสียอย่างนั้น
“เสี่ยวซีเหรอ?”
เสียงของจี้ซื่อเจ๋อดังมาจากด้านใน หลิงซีจึงค่อยๆ ผลักประตูเข้าไปอย่างระมัดระวัง “คุณอาจี้ครับ ผมเองครับ”
จี้ซื่อเจ๋อกวักมือเรียกเขา “เข้ามาสิ”
หลิงซีใช้มือไพล่หลังปิดประตูแล้วเดินตรงไปที่หน้าโต๊ะทำงาน “คุณอาจี้ ดึกป่านนี้แล้วทำไมยังไม่พักผ่อนอีกล่ะครับ?”
จี้ซื่อเจ๋อมองเขาพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย “คนที่ยังไม่พักผ่อนไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวหรอก”
หลิงซีไม่เข้าใจความหมายในประโยคนั้น และคิดว่าอีกฝ่ายคงหมายถึงตัวเขาเอง “ผมตั้งใจจะนอนแล้วครับ แต่พอได้รับสายจากคุณอา ก็รีบลงมาทันทีเลย”
พูดจบเขาก็ลอบมองจี้ซื่อเจ๋อด้วยความกังวล “คุณอาจี้ เรียกผมมามีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”
จี้ซื่อเจ๋อมองออกว่าเขากำลังเกร็ง จึงหัวเราะออกมาเบาๆ “นั่งลงก่อนสิ”
รอจนหลิงซีนั่งลงบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว จี้ซื่อเจ๋อถึงได้เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีสบายๆ “ช่วงที่เธอกลับมานี่ ความสัมพันธ์กับจี้ทิงเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
สิ้นคำถามนั้น หลิงซีก็บีบนิ้วมือตัวเองแน่น “ผม... คือผม...”
“ไม่ต้องประหม่า ที่ฉันถามไม่ได้จะตำหนิอะไรเธอ” จี้ซื่อเจ๋อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนคำถาม “เอาแบบนี้แล้วกัน เธอรู้สึกไหมว่าช่วงนี้ความสัมพันธ์พี่น้องของพวกเขามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป?”
หลิงซีก้มหน้าลงเล็กน้อย ในหัวพลันนึกถึงถ้อยคำที่เยือกเย็นและร้ายกาจของจี้เยี่ยนจื๋อ เขาจึงเม้มริมฝีปากแน่น
“ผมรู้สึกว่า... พี่ใหญ่เขาเปลี่ยนไปมากครับ”
“หืม?” จี้ซื่อเจ๋อเริ่มสนใจ “เปลี่ยนไปยังไง ไหนลองเล่ารายละเอียดให้ฉันฟังหน่อยสิ”
หลิงซีเงยหน้าขึ้น แววตาฉายความโศกเศร้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด “ผมรู้สึกว่าอารมณ์ของเขาฉุนเฉียวขึ้นเรื่อยๆ แถมยังดุมากขึ้นด้วย เวลาเข้าใจคนอื่นผิดก็ไม่ยอมฟังคำอธิบาย เอาแต่จะ...”
นิสัยเสียของจี้เยี่ยนจื๋อไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับจี้ซื่อเจ๋อ สิ่งที่หลิงซีพูดมาจึงเป็นเพียงเรื่องไร้สาระสำหรับเขา เขาจึงเอ่ยขัดขึ้นทันควัน “เธอได้ยินที่ฉันถามไม่ชัดเหรอ ฉันถามถึงเรื่องระหว่างพี่น้องของพวกเขา”
หลิงซีสะดุ้งโหยง รีบละล่ำละลักตอบ “มีครับ... เปลี่ยนไปครับ”
จี้ซื่อเจ๋อเชิดคางขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาพูดต่อ
“พอกลับมาครั้งนี้ ผมรู้สึกว่าพี่ใหญ่ดูจะเริ่มใส่ใจเรื่องของจี้ทิงขึ้นมา คือ... แบบว่า...”
หลิงซีเริ่มลนลานในใจ เขาไม่กล้าเล่าเรื่องของฉินไจ้เย่ให้จี้ซื่อเจ๋อฟัง แต่ก็ไม่ได้ใจกล้าพอจะแต่งเรื่องโกหก จึงได้แต่พูดอึกอักอยู่อย่างนั้น
คนอย่างจี้ซื่อเจ๋อมีหรือจะดูไม่ออกว่าเขามีบางอย่างปกปิดอยู่ “หลิงซี ถ้าเรื่องไหนต้องให้ฉันสืบหาคำตอบเอง ตอนนั้นเธอก็คงไม่มีค่าอะไรให้ต้องเก็บไว้อีก”
หลิงซีลมหายใจสะดุดกึก “ผม... ผมไม่ได้...”
จี้ซื่อเจ๋อพลันยิ้มออกมาอีกครั้ง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นนุ่มนวล “ถ้าอย่างนั้นก็พูดมา เล่ามาให้หมด”
หลิงซีใช้เวลาสิบกว่านาทีเล่าเรื่องของฉินไจ้เย่ให้จี้ซื่อเจ๋อฟังด้วยใจที่เต้นระทึก ทว่าสิ่งที่เขาบรรยายล้วนเป็นสิ่งที่ได้ยินมาจากปากของฉินไจ้เย่ทั้งสิ้น ดังนั้นหลังจากจี้ซื่อเจ๋อฟังเรื่องราวที่ขาดหายไปเป็นช่วงๆ นี้จบลง ปมปัญหาในใจนอกจากจะไม่ได้รับการคลี่คลายแล้ว กลับยิ่งทวีความสงสัยมากขึ้นไปอีก
จี้เยี่ยนจื๋อคิดจะทำอะไรกันแน่
ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งพาจี้ทิงไปชมศูนย์วิจัยของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ตั้งสองแห่ง ต่อมายังกัดไม่ปล่อยเรื่องที่ฉินไจ้เย่ขังจี้ทิงไว้ ถึงขั้นยอมแตกหักกับฝ่ายกองทัพ
มองไปทางไหนก็ดูจะเป็นทางตันทั้งนั้น ขยะอย่างจี้ทิงมีค่าคู่ควรให้ใช้ประโยชน์ตรงไหน ถึงขนาดทำให้จี้เยี่ยนจื๋อยอมเอาหัวพุ่งชนฝาบ้านแบบนี้...
ปมเชือกมากมายพันกันยุ่งเหยิงไปหมด แม้แต่คนเฉลียวฉลาดและเจ้าเล่ห์อย่างจี้ซื่อเจ๋อ ก็ยังมองหาต้นตอที่จะคลายปมไม่ออกในเวลาสั้นๆ
แต่เขารู้ซึ้งอยู่เรื่องหนึ่ง ลูกชายคนโตของเขาไม่มีทางทำอะไรโดยไร้จุดหมายแน่ จี้ทิงต้องมีสิ่งที่จี้เยี่ยนจื๋อต้องการอยู่เป็นแน่
จี้ซื่อเจ๋อหรี่ลงอย่างเย็นชาขณะใช้ความคิด สิ่งที่ทำให้จี้เยี่ยนจื๋อยอมสะกดกลั้นความเกลียดชังเข้าใกล้จี้ทิงเพื่อให้ได้มานั้น จะต้องเป็นของที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ริมฝีปากของเขาค่อยๆ โค้งขึ้นจนเผยยิ้มเหี้ยมเกรียม พลางมองหลิงซีด้วยสายตามีเลศนัย “เสี่ยวซี เธอบอกว่าฉินไจ้เย่เป็นเพื่อนที่ดีของเธอใช่ไหม?”
หลิงซีไม่กล้าเอ่ยปาก ได้แต่พยักหน้าตอบรับ
“เพื่อนที่ดีมีปัญหา เราจะนิ่งดูดายไม่ได้ ฉันสัญญาว่าจะทำให้จี้ทิงยอมเซ็นหนังสือยินยอมฉบับนั้นให้ได้”
หลิงซีดวงตาพลันเป็นประกาย ทั้งหวั่นเกรงและเปี่ยมไปด้วยความหวัง “จริงเหรอครับคุณอาจี้?”
“แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น...” จี้ซื่อเจ๋อยิ้มอย่างเมตตาถึงที่สุด “เธอต้องช่วยอาสักเรื่องหนึ่งก่อน”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
จี้ทิงและจี้เยี่ยนจื๋อที่เพิ่งนอนไปไม่กี่ชั่วโมงก็ตื่นขึ้นมาแล้ว
วันนี้ทั้งคู่ต่างมีธุระของตนเอง จี้เยี่ยนจื๋อต้องออกไปข้างนอก ส่วนจี้ทิงยังคงจัดการธุระของเขาในห้องเล่นเกมต่อ
จี้เยี่ยนจื๋อเดินออกมาจากห้องแต่งตัว พลางสวมเสื้อโค้ทไปด้วยพลางเอ่ยว่า “วันนี้พ่อครัวคนใหม่จะเริ่มเข้าทำงานแล้ว อย่าลืมไปกินมื้อเที่ยงที่ตึกตะวันตกนะ ฉันไปก่อนล่ะ”
“เดี๋ยวครับ” จี้ทิงเรียกเขาไว้พลางเดินเข้าไปหา “จี้เยี่ยนจื๋อ ผมขอปรึกษาอะไรหน่อยได้ไหม?”
“ว่ามา”
“คือ... ที่คราวก่อนผมไปชมศูนย์วิจัยของหัวหน้าวัง แล้วพี่เคยบอกว่า หลังตรุษจีนจะให้ผมไปชมต่ออีกครึ่งวันใช่ไหมครับ?”
[ต้องเข้าไปในห้องแล็บของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ให้ได้ก่อน เรื่องหลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที]
เจ้าหูน้อยจี้อยากใช้ห้องแล็บงั้นเหรอ?
จี้เยี่ยนจื๋อวางท่าทีให้นิ่งสงบที่สุด “อืม ฉันเคยพูดแบบนั้น”
“งั้นในช่วงวันสองวันนี้ ผมขอไปอีกได้ไหมครับ?” พอถามจบ จี้ทิงก็รีบเสริมขึ้นมาว่า “ไม่ต้องรบกวนหัวหน้าวังมาดูแลก็ได้ ผมเดินชมเองได้ครับ”
“ได้ พรุ่งนี้นายไปได้เลย”
เขาตอบตกลงง่ายดายเกินไป จนข้ออ้างที่จี้ทิงเตรียมไว้ไม่ได้ใช้เลยสักอย่าง “จริงเหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเค้นเสียงหัวเราะเย็นชา “ทำไม นายไม่เชื่องั้นเหรอ?”
“เชื่อครับ”
“เฮอะ งั้นทำไมไม่ขอบคุณฉันล่ะ?”
“ขอบคุณครับ”
จี้ทิงเงยหน้าขึ้น ใบหน้าขาวผ่องดูนุ่มนิ่มด้วยไขมันแก้มแบบเด็กๆ ยิ่งเวลาที่เขาพูดจาด้วยท่าทางจริงจัง จึงมักจะเผยความว่าง่ายน่าเอ็นดูออกมาโดยไม่รู้ตัว
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกคันไม้คันมือ สุดท้ายก็อดใจไม่ไหวจนต้องยื่นมือไปบีบแก้มอีกฝ่ายหนึ่งที “ฉันไปล่ะ อย่าลืมกินข้าวด้วย”
หลังจากเขาไปแล้ว จี้ทิงก็ลงไปหยิบน้ำสองขวดแล้วขลุกตัวอยู่ในห้องเล่นเกมทันที
เวลาผ่านไปจนถึงเวลา 12.00 น. เสียงนาฬิกาปลุกบนมือถือของจี้ทิงดังขึ้น เขาแตะปิดเครื่องแล้วลุกเดินออกจากห้องเล่นเกม
เมื่อเดินมาได้ครึ่งทาง ก็สวนกับบอดี้การ์ดของจี้เยี่ยนจื๋อพอดี
“คุณชายรอง มื้อเที่ยงเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ”
จี้ทิงไม่คิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะทิ้งคนไว้คอยเฝ้าเขาให้กินข้าวด้วย เขาจึงพยักหน้ารับเบาๆ แล้วทั้งสองก็เดินไปยังห้องอาหารพร้อมกัน
วันแรกที่พ่อครัวคนใหม่มาทำงาน ดูเหมือนเจ้าตัวอยากจะโชว์ฝีมือเต็มที่ อาหารบนโต๊ะจึงเต็มไปด้วยเมนูเนื้อสัตว์หลากหลายชนิด
หลังจากจี้ทิงนั่งลง เขาเห็นขจ้าวเทียนยืนอยู่ข้างๆ อย่างรู้หน้าที่ เขาจึงเอ่ยว่า “คุณไปกินมื้อเที่ยงเถอะ ไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนผมที่นี่หรอก”
“ครับ”
พอบอดี้การ์ดเดินจากไป จี้ทิงก็หยิบตะเกียบขึ้นมา คีบหมูตงพัว [1] ที่อยู่ใกล้ที่สุดขึ้นมา
เพียงแค่กัดไปคำหนึ่ง เขาก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ รสชาตินั้นอร่อย และสัมผัสก็เป็นหมูตงพัวจริงๆ แต่ทว่ามันกลับ...
“จี้ทิง”
เสียงที่ดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมอง
หลิงซีเดินเข้ามาจากประตูห้องอาหาร บนใบหน้ามีรอยยิ้มทว่าไม่อาจปกปิดความเหนื่อยล้าเอาไว้ได้ “เพิ่งจะกินข้าวเหรอ?”
คำพูดนี้ดูเหมือนการหาเรื่องชวนคุยเสียมากกว่า เพราะตอนนี้เพิ่งจะเลยเที่ยงวันมานิดเดียว ย่อมเป็นเวลากินข้าวอยู่แล้ว
จี้ทิงวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อืม ฉันกำลังกินข้าวอยู่ ถ้าไม่มีธุระอะไรก็เชิญนายออกไปเถอะ”
แววตาของหลิงซีหม่นแสงลง มุมปากพยายามจะยกยิ้มขึ้นแต่กลับดูเศร้าสร้อยอย่างเห็นได้ชัด “นายยังโกรธฉันอยู่อีกเหรอ?”
ขณะที่จี้ทิงกำลังจะเอ่ยปาก เขาก็ชิงพูดขึ้นอีกว่า “เป็นเพราะคำถามที่นายถามฉันคราวก่อนใช่ไหม?”
คำถามอะไร?
แม้ความทรงจำของจี้ทิงจะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่เขาไม่เคยเสียเวลาจดจำเรื่องขี้ผง และหลิงซีก็จัดอยู่ในกลุ่มเรื่องขี้ผงที่ว่านั้นพอดี
หลิงซีกำนิ้วมือแน่นพลางก้าวเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง ผลคือจี้ทิงก้าวถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ
แววตาของหลิงซีฉายแววเจ็บปวด เขาหลุบตาลงอย่างซีดเซียว น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “จี้ทิง ฉันเสียใจแล้ว... ฉันยินดีที่จะคบกับนาย”
สิ้นเสียงนั้น ห้องอาหารทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบงันอย่างประหลาด
จี้ทิงไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ บนใบหน้า เขามองกับข้าวบนโต๊ะแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองหลิงซี จากนั้น หน้าอกของเขาก็สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจเข้าลึก
“ไอ้ที่นายบอกว่ายินดีน่ะ...” น้ำเสียงของจี้ทิงราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่าหว่างคิ้วกลับถูกปกคลุมด้วยไอเย็นเยียบ “มันสำคัญนักรึไง?”
เชิงอรรถ
[1] หมูตงพัว (东坡肉) คืออาหารจีนหางโจวที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นเมนูหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วสูตรพิเศษ หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดใหญ่ นำไปทอดก่อนตุ๋นจนนุ่มละลายในปาก รสชาติเข้มข้นหวานมัน หอมเหล้าจีนและสมุนไพร
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^