ตอนที่ 151 คนฉลาดมักรู้วิธีทำลายหัวใจคนได้เจ็บแสบที่สุด
ตอนที่ 151 คนฉลาดมักรู้วิธีทำลายหัวใจคนได้เจ็บแสบที่สุด
หลิงซีสั่นสะท้านไปทั้งตัว จากนั้นเขาก็ดูเหมือนจะหยุดชะงักไปชั่วคราวราวกับถูกแช่แข็ง จมดิ่งลงสู่ความตกใจ
“นาย... นายพูดว่าอะไรนะ”
จี้ทิงละสายตากลับมาอย่างเย็นชาและไม่ได้ตอบคำถามนั้น “นีทเชอ [1] เคยกล่าวไว้ว่า การเรียกร้องให้ผู้อื่นมารักตน มันคือความอวดดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้”
“นายไม่ใช่แค่เรียกร้องให้คนอื่นมารัก แต่ยังปักใจเชื่อว่าคนคนนั้นจะยอมก้มหัวให้ เพื่อเฝ้ารอความเมตตาจากนายวันแล้ววันเล่า”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ จี้ทิงก็หันกลับไปมองเขาอีกครั้ง แววตาที่ปราศจากอารมณ์นั้นราวกับจะมองทะลุปรุโปร่งไปเสียทุกสิ่ง “เมื่อกี้นายบอกว่ายินดีคบกับฉัน แต่สีหน้านายตอนนี้กลับเหมือนคนที่กำลังถูกบังคับให้กล้ำกลืนความฝืนทนและความคับแค้นใจ... ไหนล่ะความสุขของคนที่กำลังจะได้ยืนเคียงข้างคนรัก ไม่เห็นจะมีเลยสักนิดเดียว”
“ฉัน...” เสียงของหลิงซีสั่นเครือ แต่ละคำที่เปล่งออกมาเหมือนถูกเค้นออกจากลำคอ “ฉันไม่ใช่ไม่ดีใจ ฉัน... ฉัน... เมื่อคืนฉันแค่นอนไม่หลับ”
“ถ้าอ้างอิงตามหลักสรีรวิทยาของมนุษย์ การขาดการนอนหลับเพียงชั่วคราวไม่ได้ส่งผลต่อความรู้สึกหวั่นไหวในความรัก สิ่งที่นายอ้างว่านอนไม่หลับ เป็นเพียงข้อแก้ตัวที่นายสร้างขึ้นมาให้ตัวเองก็เท่านั้น”
ขนตาของหลิงซีสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม เขามองไปยังจี้ทิงที่สุขุมเยือกเย็น คนที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันอย่างใกล้ชิดและสนิทสนมในอดีต บัดนี้กลับหลงเหลือเพียงความแปลกหน้า
ทั้งที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทั้งน้ำเสียงที่พูด และแววตาที่มองเขา ล้วนทำให้เขาเริ่มสงสัยว่าพวกเขาเคยใกล้ชิดกันจริงๆ หรือเปล่า
ยิ่งคิดหลิงซีก็ยิ่งเสียใจ ความขมขื่นแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ “จี้ทิง ทำไม... ทำไมจู่ๆ นายถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้”
จี้ทิงมีท่าทีเย็นชา เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่เร่งรีบว่า “นายรู้สึกว่าฉันเปลี่ยนไป เป็นเพราะฉันไม่เหมือนจี้ทิงคนเดิมจริงๆ หรือเป็นเพราะฉันเลิกยอมทำตามความต้องการของนายทุกอย่างกันแน่ นายไม่ชอบที่ฉันเป็นแบบนี้ ก็เลยโยนความผิดทั้งหมดมาที่ฉันงั้นเหรอ?”
“ฉันเปล่านะ!” หลิงซีเริ่มสติหลุด ดวงตากลมเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วย “ฉันคิดมาตลอดว่าความสัมพันธ์ของพวกเรามันเท่าเทียมกัน หรือว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ในสายตานายมันเป็นเพียงการที่ฉันคอยตักตวงจากนายฝ่ายเดียวอย่างนั้นเหรอ?”
นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของร่างเดิมกับหลิงซี จี้ทิงไม่ขอวิจารณ์ เขาเพียงถามถึงปัจจุบัน “งั้นตั้งแต่วินาทีที่นายก้าวเข้ามาในห้องอาหาร แล้วบอกว่าอยากจะคบกับฉัน สรุปแล้วมันมาจากความรู้สึกที่เท่าเทียม หรือมันคือการแลกเปลี่ยนกันแน่?”
หลิงซีอ้าปากพยายามจะพูดบางอย่าง แต่ทว่าตอนนั้นเองจี้ทิงกลับเผยยิ้มบางๆ ออกมา แล้วเป็นฝ่ายตอบแทนเขา “คำว่าแลกเปลี่ยนอาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่นี่คงเป็นสิ่งที่นายคิดว่าเป็นการเสียสละตัวเอง นายยอมเสียสละตัวเองให้ฉัน เพื่อที่จะช่วยฉินไจ้เย่”
ลำคอของหลิงซีเหมือนถูกมือขนาดใหญ่บีบเข้าอย่างจัง ความตื่นตระหนกจากการถูกมองจนทะลุปรุโปร่งนี้หอบเอาความหนาวเหน็บจากปลายนิ้วพุ่งตรงสู่หัวใจ ตรึงเขาไว้ให้อยู่กับที่ตรงนั้น
ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดกลัวได้ฝังรากลึกลงในใจของเขา และในทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับจี้ทิงในภายภาคหน้า มันจะเติบโตขึ้นจนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุมไปทั่วใจ
ในตอนนี้หลิงซีเพียงแต่อยากจะหนีไปตามสัญชาตญาณ เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากหนี เพียงแต่ไม่อยากทนอยู่ภายใต้สายตาของจี้ทิงอีกแม้เพียงวินาทีเดียว
เขาต้องการจะจากไป แต่ทว่าจี้ทิงกลับยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาอย่างใจเย็น พร้อมเอ่ยว่า “ฉันให้เวลานายสิบนาที ถ้าสามารถโน้มน้าวฉันได้ วันนี้ฉันจะเขียนหนังสือยินยอมให้ฉินไจ้เย่”
ดวงตาของหลิงซีเบิกกว้างขึ้นทันที “นะ... นายพูดจริงเหรอ?” พูดจบเขาก็รีบถามอย่างร้อนรน “ไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม?”
จี้ทิงมองเขาด้วยสายตานิ่งสงบ “การสาบานไม่มีผลทางกฎหมาย ถ้านายตกลง ตอนนี้ฉันสามารถไปที่คุมขังของฉินไจ้เย่พร้อมกับนาย เพื่อพูดอีกครั้งต่อหน้าพยานของฝ่ายกองทัพ”
ลมหายใจของหลิงซีเริ่มกระชั้นถี่ เขากำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกตื่นเต้นปนประหม่า
“ฉัน... จี้ทิง นายเชื่อใจฉันสักครั้งได้ไหม?” สีหน้าของเขาเริ่มดูอ้อนวอนขึ้น “ที่ฉันตกลงจะคบกับนาย มันไม่ใช่เพราะฉินไจ้เย่จริงๆ นะ”
จี้ทิง “นายเหลือเวลาอีก 9 นาที 39 วินาที”
หัวใจของหลิงซีวุ่นวายสับสนไปหมด ความรู้สึกกดดันนี้เปรียบเสมือนคมดาบที่แขวนกลับหัว ซึ่งพร้อมจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ “นายลืมไปแล้วเหรอ ก่อนหน้านี้ นายเป็นคนพูดเองว่าอยากจะอยู่กับฉันตลอดไป”
“ในภาพยนตร์มีบทพูดหนึ่งกล่าวไว้ว่า ‘ที่ตอนแรกดูน่าประทับใจ ก็เพราะเรายังเห็นโลกมาไม่มากพอ พอเห็นมาเยอะเข้า ความรู้สึกหวั่นไหวมันก็จะหายไปเอง’” คำพูดชุดนี้ แทบจะเป็นข้ออ้างชุดเดียวกับที่จี้ทิงเคยใช้พูดกับจี้เยี่ยนจื๋อ
หลิงซีรีบแย้ง “ความรู้สึกของนายมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ตอนนั้นนายปฏิเสธ แต่ตอนนี้กลับตกลง ความรู้สึกของนายก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ง่ายๆ เหมือนกัน” จี้ทิงเอ่ยอย่างเรียบเฉย
“แต่คำว่าตลอดไปที่นายพูดมันหมายถึงเรื่องของทั้งชีวิตนะ นายจะไม่ให้โอกาสฉันได้คิดเลยหรือไง แล้วจะให้ฉันตอบตกลงนายไปในตอนที่กำลังวู่วามงั้นเหรอ?”
“ฉันให้โอกาสทั้งนายและตัวเองได้ทบทวนดูใหม่ พอก้าวข้ามอารมณ์ชั่ววูบในวันนั้นมาได้ ฉันก็รู้ว่าเราเข้ากันไม่ได้เลยสักนิด” หากวัดกันด้วยตรรกะและความคิด ต่อให้มีหลิงซีอีกหมื่นคนก็ยังไม่อาจปีนป่ายขึ้นไปเทียบเคียงจี้ทิงที่เป็นดั่งยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เลย
หน้าอกของหลิงซีเหมือนถูกหินก้อนใหญ่กดทับ ความเจ็บปวดเสียดแทงจนหายใจไม่ออก ไม่มีช่องว่างให้ได้พักหายใจเลยแม้แต่นิด
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งสิ้นหวัง “ก็ได้ ในเมื่อนายบอกว่าไม่รู้สึกอะไรกับฉันแล้ว งั้นฉันขอถามหน่อย ฉันต้องทำยังไงนายถึงจะยอมยกโทษให้ฉินไจ้เย่”
จี้ทิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับ “ถ้าเป็นนาย นายจะเลือกอภัยให้เขาไหม?”
หลิงซีตอบโดยไม่ต้องคิด “แน่นอนว่าฉันทำได้!”
“งั้นก็น่าเสียดายนะ เพราะฉันไม่ใช่นาย”
หลิงซีกัดฟันกรอด ราวกับเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ในวินาทีนั้น “จี้ทิง นายกำลังปั่นหัวฉันเล่นงั้นเหรอ?”
“ที่นายถามแบบนี้ แปลว่านายเลือกเชื่อไปแล้ว ก็ตามใจนายแล้วกัน”
หลิงซีมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความผิดหวังและโกรธแค้น เขาส่ายหน้าพลางเอ่ย “จี้ทิง นายมันเกินไปแล้วจริงๆ”
“หักเวลาออกหนึ่งนาที เพราะนายตัดสินฉันโดยไม่มีหลักฐาน”
หลิงซีโกรธจนเลือดขึ้นหน้า “ไหนบอกว่าสิบนาทีไง นายอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนงั้นเหรอ?!”
“อย่าลืมสิว่าโอกาสนี้ฉันเป็นคนหยิบยื่นให้นาย ฉันมีสิทธิ์ที่จะริบเวลาทั้งหมดคืนได้”
เมื่อเวลาผ่านไปนาทีต่อนาที แผ่นหลังของหลิงซีก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร จี้ทิงก็เปรียบเสมือนกำแพงไฟที่ไม่อาจข้ามผ่าน ซึ่งพร้อมจะเผาผลาญทุกความเพ้อฝันของเขาให้มอดไหม้เป็นจุณ
เขายืนอยู่อย่างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าซีดเผือด ราวกับดวงวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง
“เหลือเวลาสามสิบวินาทีสุดท้าย นายยังมีอะไรจะพูดอีกไหม?”
“ฮึ” หลิงซีหัวเราะออกมาเบาๆ แฝงไปด้วยความคลุ้มคลั่ง “ที่แท้นายก็นิสัยเหมือนจี้เยี่ยนจื๋อไม่มีผิด พวกนายต่างก็มองโลกใบนี้อย่างบิดเบี้ยว เพียงเพราะมีปมวัยเด็กที่โชคร้าย”
จี้ทิงพลันเงียบเสียงลง ในเวลาที่เหลือไม่กี่สิบวินาทีนั้น เขาคงความเงียบงันไว้โดยตลอด
“ครบสิบนาทีแล้ว”
เขาลดข้อมือลง แล้วเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าหลิงซี
น้ำเสียงของจี้ทิงยังคงราบเรียบปราศจากระลอกคลื่น ทว่ากลับทำให้หลิงซีขวัญผวาอย่างไม่มีสาเหตุ “นายรู้ไหม เมื่อกี้คือโอกาสเดียวที่นายจะช่วยฉินไจ้เย่ได้”
การกดดันทางจิตใจในช่วงสิบกว่านาทีที่ผ่านมา บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นคมมีดเย็นเยียบ ทิ่มแทงลงบนหัวใจของหลิงซีอย่างจัง
“เป็นเพราะความไร้ความสามารถของนายเอง ที่ทำให้คนที่นายรักต้องติดอยู่ในคุกไปตลอดกาล”
เชิงอรรถ
[1] ฟรีดริช นีทเชอ (Friedrich Nietzsche, 1844–1900) คือนักปรัชญาชาวเยอรมันผู้ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 19 โดดเด่นด้านการวิพากษ์วัฒนธรรม ศาสนา และศีลธรรมแบบเดิม
Update ตอนใหม่เร็วกว่าใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/wwFop