LNCrawler

ตอนที่ 152 ต่อให้สนิทสนมเพียงใดก็มีรอยร้าวได้

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 152 ต่อให้สนิทสนมเพียงใดก็มีรอยร้าวได้

        หลิงซีเบิกตาโพลงด้วยความตระหนก แววตาสั่นระริกไม่หยุด

       “นาย... นาย...”

       ลมหายใจของเขาเริ่มกระชั้นและไม่มั่นคง คล้ายพยายามจะไขว่คว้าหาอากาศ หรือไม่ก็กำลังสะกดกลั้นหยาดน้ำตาที่จวนเจียนจะพรั่งพรูอยู่รอมร่อ “นายไม่เคยคิดจะยกโทษให้ฉินไจ้เย่เลยใช่ไหม ที่บอกว่าให้โอกาสฉัน... ที่แท้นายก็แค่ปั่นหัวฉันเล่น!”

       จี้ทิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อืม ฉันไม่เคยคิดจะยกโทษให้ฉินไจ้เย่จริงๆ นั่นแหละ แต่เรื่องที่ให้โอกาสนาย...”

       “แล้วนายมีสิทธิ์อะไรมาว่าฉันไร้ความสามารถ!” หลิงซีตะคอกขัดจังหวะอย่างรุนแรง โทสะที่ท่วมท้นถูกระบายใส่คนตรงหน้า

       “มีสิทธิ์อะไรเอาความใจดำของตัวเองมาโยนบาปให้ฉัน เป็นเพราะนายเองที่ใจแคบ ยึดติดกับความผิดพลาดเพียงน้อยนิดของคนอื่นไม่ยอมปล่อย แล้วยังจะมาบีบคั้นฉันอีก! นายไม่รู้สึกว่าตัวเองทำแบบนี้มันหน้าด้านเกินไปหน่อยเหรอ?!”

       ท่ามกลางการซักไซ้ไล่เลียงด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ใบหน้าของจี้ทิงยังคงลุ่มลึกและเย็นชา ราวกับภายในใจไม่มีแม้แรงกระเพื่อมเพียงนิด

       เขามองใบหน้าของหลิงซีที่แดงก่ำด้วยแรงอารมณ์ เขานิ่งเงียบอยู่เนิ่นนานก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก “คำพูดพวกนี้ของนาย มีแต่จะเพิ่มความรู้สึกด้านลบที่ฉันมีต่อฉินไจ้เย่ ถ้าฉันเป็นเขา ฉันคงนึกเสียใจมากที่บอกเรื่องนี้กับนาย”

       “ฉินไจ้เย่ไม่ใช่นาย” หลิงซีโกรธจนริมฝีปากสั่นระริก “เขาไม่มีทางพาลใส่คนอื่นโดยไม่แยกแยะผิดชอบชั่วดีแบบนั้นหรอก”

       จี้ทิงเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “งั้นถ้าฉันบอกเขาว่า ที่เขาไม่ได้รับหนังสือยินยอม ก็เป็นเพราะเรื่องนี่นายกำลังด่าฉันล่ะ?”

       “นายคิดว่าเขาจะเชื่อคำพูดของนายงั้นเหรอ?”

       สิ้นคำนั้น มุมปากของจี้ทิงพลันหยักโค้งเป็นรอยยิ้มบางเบา “แค่นายเชื่อ... ก็พอแล้ว”

       พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องอาหารไปทันที

       “จี้ทิง นายหมายความว่ายังไง กลับมาพูดให้รู้เรื่องนะ!”

       สายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเพียงใดก็ล้วนมีช่องว่าง จี้ทิงไม่ได้ไร้สาระถึงขั้นจะเอาสิ่งที่หลิงซีทำในวันนี้ไปฟ้องฉินไจ้เย่ ทว่าหลิงซีกลับปักใจเชื่อไปแล้วว่าเขาต้องพูดแน่

       ดังนั้นในวันเวลาอันยาวนานต่อจากนี้ เมื่อใดที่ทั้งสองคนมีปากเสียงกัน ด้วยนิสัยของหลิงซี เขาย่อมจะระแวงสงสัยว่า เป็นเพราะจี้ทิงไปพูดเรื่องนี้กับฉินไจ้เย่ใช่หรือไม่ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มเกิดรอยร้าว

       ฝ่ายฉินไจ้เย่ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ย่อมจะปฏิเสธข้อสงสัยนั้น แต่ยิ่งปฏิเสธ หลิงซีก็จะยิ่งกังวลกระสับกระส่าย เขาจะถูกความคิดของตัวเองทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

       นิสัยกำหนดชะตากรรม คำกล่าวนี้อาจไม่ได้ใช้ได้กับทุกคน แต่ใช้ได้กับหลิงซีอย่างแน่นอน

       อาหารมื้อเที่ยงที่จัดเตรียมไว้ดิบดี จี้ทิงกลับทานเพียงหมูตงพัวไปแค่คำเดียวเท่านั้น

       เมื่อบอดี้การ์ดกลับมาเห็นอาหารที่วางเต็มโต๊ะแต่แทบไม่ถูกแตะต้อง ก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพแล้วหมุนตัวไปหาพ่อครัวคนใหม่ทันที

       พ่อครัวซุนเห็นรูปภาพแล้วก็ทั้งรู้สึกอัดอั้น ทั้งน้อยใจและลนลาน “ผมตั้งใจทำจริงๆ นะครับ เตรียมการมาตั้งแต่เช้าตรู่ วัตถุดิบก็เลือกเองกับมือ แต่นี่... นี่ไม่แม้แต่จะชิมเลย ผม... ผม...”

       พ่อครัวคนใหม่นี้ เลี่ยวข่ายยอมทุ่มเงินมหาศาลขุดตัวมาจากร้านอาหารมังสวิรัติระดับมิชลินสามดาวเพียงแห่งเดียว เดิมทีมีกำหนดเริ่มงานหลังตรุษจีน แต่กลับได้รับแจ้งให้เข้าทำงานด่วนเมื่อเช้านี้

       เมื่อเห็นเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว พ่อครัวซุนจึงมาทำงานด้วยใจที่ฮึกเหิม ทว่าวันแรกกลับพ่ายแพ้ยับเยินขนาดนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนจะรับไม่ไหว

       จ้าวเทียนเห็นอีกฝ่ายร้อนใจจนเหงื่อซึม จึงตบไหล่ปลอบใจ “ฝีมือการทำอาหารถือว่าไม่มีปัญหาหรอก บางทีคุณชายรองอาจจะแค่ไม่มีความอยากอาหารตอนเที่ยงก็ได้ มื้อเย็นคุณค่อยสำแดงฝีมือใหม่สิ”

       พ่อครัวซุนยังคงกระวนกระวาย “แล้วประธานจี้จะไม่ไล่ผมออกใช่ไหม?”

       “คงไม่หรอก คุณเพิ่งทำไปมื้อเดียวเองไม่ใช่เหรอ?”

       พ่อครัวซุนแอบตั้งปณิธานในใจว่า มื้อเย็นเขาจะต้องงัดไม้ตายก้นหีบออกมาทั้งหมด เพื่อทำให้คุณชายรองทานแล้วต้องร้องหาอาหารมื้อถัดไปให้ได้!

       …

       ช่วงบ่ายจี้ซื่อเจ๋อกลับมาจากข้างนอก และได้เห็นดวงตาที่บวมแดงของหลิงซี เขาก็เข้าใจในทันทีว่าไอ้สวะนี่ทำเรื่องพังอีกแล้ว

       “เธอไปขอคืนดีกับเสี่ยวทิง เขาไม่มีท่าทีหวั่นไหวสักนิดเลยเหรอ?”

       หลิงซีเม้มปากแน่นจนแทบห้อเลือด ในใจเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอัปยศ “นอกจากจะไม่มีแล้ว เขายังพูดจาถากถางร้ายกาจอีกสารพัดเลยครับ”

       จี้ซื่อเจ๋อหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด ไม่น่าเป็นไปได้ ลูกชายคนเล็กของเขานั้นเป็นพวกไม่ได้ความอย่างถึงที่สุด แค่หลิงซีกระดิกนิ้วนิดเดียว เจ้าเด็กนั่นก็ต้องวิ่งตามก้นต้อยๆ แล้ว

       สถานการณ์ที่ผิดปกติเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้จี้ซื่อเจ๋อยิ่งรู้สึกเคลือบแคลง ในระหว่างที่คิดอยู่นั้น ในหัวพลันแว่วเสียงคำพูดที่จี้เจิ้นถิงเคยพูดกับเขาที่เฮ่อหยวนในวันนั้น

       ‘เมื่อก่อนฉันมักจะคิดว่าแกไม่มีวาสนาเรื่องลูกเต้า มีลูกชายคนโตก็เหมือนมีศัตรู พอมีลูกชายคนเล็กก็ดันเป็นไม้ผุที่เอาดีไม่ได้’

       ‘แต่ก็ไม่แน่หรอก บางทีฉันอาจจะแก่แล้ว สายตาเลยไม่เฉียบคมเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้ดูไปดูมา ไม้ผุถ้าหมั่นดูแลรักษาให้ดี วันหนึ่งมันอาจกลายเป็นไม้จันทน์ทองล้ำค่าขึ้นมาก็ได้’

       ตอนนั้นจี้ซื่อเจ๋อคิดว่านั่นคือคำประชดประชัน จี้ทิงเป็นคนอย่างไร เขาย่อมรู้ดีที่สุด จะไปเข้าตาคนแก่ได้อย่างไร

       แต่เมื่อพิจารณาจากเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น หากคำพูดนั้นไม่ใช่การประชด แต่เป็นคำบอกใบ้อย่างหนึ่งล่ะ?

       เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้ซื่อเจ๋อก็เหลือบตาขึ้นอย่างเย็นชา “วันนี้เธอคุยกับจี้ทิงที่ไหน ในห้องของเขาเหรอ?”

       “ที่ห้องอาหารฝั่งตึกตะวันตกครับ”

       จี้ซื่อเจ๋อโบกมือไล่หลิงซีออกไป เมื่อประตูปิดลง เขาก็เปิดวิดีโอจากกล้องวงจรปิดในห้องอาหารตึกตะวันตกขึ้นมาดู

       …

       ค่ำคืนในฤดูหนาวมาไวเป็นพิเศษ เมื่อแสงอาทิตย์เลือนหาย สิ่งที่หลงเหลือไว้มีเพียงความมืดมิดอันยาวนานและความเงียบงันที่เหน็บหนาว

       จี้ซื่อเจ๋อกดปุ่มสเปซบาร์เพื่อหยุดวิดีโอที่เขาดูซ้ำมาแล้วหลายรอบ

       สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอ จุดที่ภาพหยุดลงคือรอยยิ้มสุดท้ายที่จี้ทิงทิ้งไว้ จี้ซื่อเจ๋อค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แววตาฉายความมืดหม่นที่ยากจะคาดเดา

       ‘ช่วงนี้จี้เยี่ยนจื๋อเคลื่อนไหวในบอร์ดบริหารบ่อยมาก เขาต้องไปพบกับบุคคลสำคัญบางคนแน่ ไม่อย่างนั้นแค่คำพูดไม่กี่คำ จะกล่อมพวกกรรมการที่เขี้ยวลากดินพวกนั้นให้อยู่หมัดได้ยังไง?’

       ‘ผมสืบมาว่าช่วงนี้หวังเหมี่ยนกับวังปินขลุกอยู่ในห้องแล็บตลอด โครงการทดลองในมือคืบหน้าเร็วมาก อย่างเร็วที่สุดหลังตรุษจีนนี้น่าจะมีแผนการใหญ่’

       ‘ประธานจี้ช่วงนี้ติดต่อกับคุณชายรองบ่อยเป็นพิเศษ ดูท่าทางสนิทกันมาก ประธานจี้ไม่เพียงแต่พาคนไปที่บริษัท แต่ยังสั่งให้คนพาคุณชายรองไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยด้วย’

       ‘คำพูดที่ผมพูดวันนั้น จี้เยี่ยนจื๋อเกือบจะเชื่ออยู่แล้วเชียว ถ้าไม่ใช่เพราะจี้ทิงสอดปากถามนู่นถามนี่ไม่หยุด แถมยังถามอีกว่าทำไมไม่เอาเทคโนโลยีไปจดสิทธิบัตร มีเหรอที่ความจะแตกเร็วขนาดนั้น!’

       ภาพเหตุการณ์ตอนที่ลูกน้องรายงาน และใบหน้าที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองของไต้เซี่ยงเฉียงผุดขึ้นมาในหัวของจี้ซื่อเจ๋อทีละฉาก สุดท้ายภาพทั้งหมดก็ซ้อนทับกัน กลายเป็นภาพของจี้ทิงที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ

       นิ้วหัวแม่มือของจี้ซื่อเจ๋อคลึงอยู่ที่ใต้คางครั้งแล้วครั้งเล่า ท่าทางเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความลังเล

       ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็หัวเราะออกมาคล้ายเห็นเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี จะเป็นจี้ทิงไปได้ยังไงกัน

       ทว่ารอยยิ้มที่มุมปากกลับค่อยๆ เลือนหาย กลายเป็นเส้นตรงที่เย็นเฉียบ

       ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ... โลกนี้มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นมากมายก็จริง แต่เมื่อความบังเอิญมีมากเกินไปจนเชื่อมต่อเป็นเส้นเดียวกันได้ มันย่อมกลายเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

       เมื่อคุณตัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ออกไปทั้งหมด สิ่งที่เหลืออยู่ ไม่ว่ามันจะน่าเหลือเชื่อเพียงใด แต่นั่นแหละคือความจริง

       นิ้วมือที่จี้ซื่อเจ๋อใช้ค้ำริมฝีปากพลันกำแน่นเป็นหมัด เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วหยิบโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมา

       “สืบเรื่องคนคนหนึ่งให้ฉันหน่อย เขาชื่อฉินไจ้เย่ เป็นคนของทางกองทัพ”

       “ฉันอยากรู้ว่า เขาไปล่วงเกินใครเข้าถึงได้ถูกจับขังคุกแบบนั้น”


Update ตอนใหม่เร็วกว่าใคร 
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/wwFop