LNCrawler

ตอนที่ 153 จี้เยี่ยนจื๋ออารมณ์ดีแล้ว

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 153 จี้เยี่ยนจื๋ออารมณ์ดีแล้ว

        จี้เยี่ยนจื๋อออกไปข้างนอกทั้งวัน และเพิ่งกลับมาถึงก่อนเวลาอาหารค่ำ

       “ประธานจี้ครับ ผมมีเรื่องจะรายงาน”

       จ้าวเทียนรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาก่อนที่จี้เยี่ยนจื๋อจะก้าวเข้าลิฟต์ “ที่คุณกำชับให้ผมคอยดูแลเรื่องการกินข้าวของคุณชายรอง วันนี้มื้อเที่ยงเขาไม่ได้กินอะไรเลยครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วมุ่น “ไม่กินเหรอ?”

       “จะว่าไม่กินเลยก็ไม่เชิงครับ เขากินไปคำหนึ่งแล้วก็กลับไปเล่นเกมต่อ”

       จ้าวเทียนหยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดรูปโต๊ะอาหารที่ถ่ายไว้ตอนเที่ยงให้ดู “คุณดูสิครับ ในจานนั้นหมูตงพัวโดนกัดไปแค่นิดเดียว ส่วนกับข้าวที่เหลือไม่ได้แตะเลยสักอย่าง”

       จี้เยี่ยนจื๋อพินิจมอง ก่อนจะละสายตาจากหน้าจอขึ้นมา “เขารู้แล้วเหรอว่าทำมาจากผัก?”

       “เรื่องนี้... ผมก็ไม่แน่ใจครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าลิฟต์ไป

       หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าลงมาด้านล่าง เขาก็ได้รับแจ้งว่าจี้ทิงออกจากห้องเกมแล้ว จึงเบนฝีเท้าตรงไปยังห้องอาหารทันที

       เมื่อไปถึง จี้ทิงก็นั่งรออยู่ก่อนแล้วที่โต๊ะอาหาร โดยมีพ่อครัวซุนกำลังแนะนำเมนูที่ตนรังสรรค์ขึ้น

       “จานนี้มีชื่อว่าหนึ่งบุปผาหนึ่งโลกาครับ ผมคัดสรรแฮมสเปนชั้นเลิศและชีสสูตรวังหลวงมาเป็นส่วนประกอบ...”

       จี้เยี่ยนจื๋อกวาดสายตาเย็นเยียบไปทางด้านข้าง จ้าวเทียนสะดุ้งโหยง รีบถลาเข้าไปลากตัวพ่อครัวซุนที่กำลังพยายามพรีเซนต์ตัวเองอย่างเต็มที่ออกไป

       “พ่อครัวซุน คุณทำกับข้าวมาทั้งวันเหนื่อยแล้ว ผมพาคุณกลับไปพักที่ตึกแถวหลังดีกว่าครับ”

       พ่อครัวซุนเพิ่งแนะนำไปได้แค่เมนูเดียว แถมยังพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำ “ผมมี...”

       “มีอะไรก็มาพูดกับผมเนี่ย มา เรามาคุยกันยาวๆ เลย!”

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้นมาเห็นพอดี [จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?]

       เมื่อจ้าวเทียนกึ่งลากกึ่งเชิญคนออกไปแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อก็เดินเข้ามาในห้องอาหาร ประโยคแรกที่เขาถามคือ “ทำไมตอนเที่ยงไม่กินข้าว?”

       จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย “พี่รู้ได้ยังไงว่าผมไม่กิน?”

       “นายยังไม่ได้ตอบคำถามฉัน” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบราวกับมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ

       จี้ทิงเม้มริมฝีปากแน่น ครู่หนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี

       [ถ้าบอกจี้เยี่ยนจื๋อไปว่าที่ฉันไม่กิน เพราะเพิ่งมีปากเสียงกับหลิงซีมา มีโอกาสสูงมากที่เขาจะซักไซ้ต่อว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร ถ้าฉันบอกออกไป เขาอาจจะผิดใจกับฉันเพราะสงสารหลิงซี ถ้าเป็นแบบนั้นมื้อนี้คงได้อดกินอีกแน่]

       จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินประโยคแรกก็เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น เจ้าหูน้อยจี้เนี่ยนะจะไปทะเลาะกับคนอื่น แถมยังเป็นหลิงซีอีก?

       แต่พอได้ยินประโยคหลัง แววตาของเขาก็พลันมืดครึ้มลงทันควัน ใบหน้าขรึมตึงราวกับแท่งเหล็กเย็น

       เจ้าหูน้อยจี้เอาตาข้างไหนมองว่าเขาชอบหลิงซีกัน เรื่องอื่นล่ะทื่อจนน่าโมโห แต่เรื่องมองเขาเป็นศัตรูหัวใจจอมปลอมเนี่ย กลับกระตือรือร้นเสียจริง

       ทางด้านจี้ทิงที่ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียในใจเสร็จแล้ว ก็เงยหน้าขึ้นสบตา “ตอนเที่ยงผมไม่ค่อยหิว ก็เลยไม่ได้กินครับ”

       เฮอะ! ยังจะโกหกอีก โทษฐานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเลยนะนั่น

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมาในตอนนั้น เขาตั้งใจจะให้จี้ทิงกินมื้อนี้ให้เสร็จเสียก่อน เขาเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกแล้วนั่งลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “กินข้าวซะ”

       “จี้เยี่ยนจื๋อ” จี้ทิงจู่ๆ ก็เรียกชื่อเขาออกมา

       “ว่ามา”

       “หลังจากนี้ จะมีแค่เราสองคนกินข้าวด้วยกันตลอดเลยเหรอครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบตาเย็นชามองอีกฝ่าย “ทำไม นายอยากจะให้ใครมาเพิ่มอีกงั้นเหรอ?”

       “เปล่าครับ ผมแค่จะบอกว่า ถ้ามีแค่เราสองคนกินกับข้าวแค่สอง... สามอย่างกับซุปอย่างหนึ่งก็พอแล้ว” เมื่อคำนึงถึงความหรูหราของจี้เยี่ยนจื๋อ เขาจึงเพิ่มให้เป็นสามอย่าง “อย่างวันนี้กับข้าวเยอะขนาดนี้ เรากินกันไม่เท่าไหร่หรอก มันเปลืองน่ะครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้ว ก่อนจะกวาดสายตามองไปบนโต๊ะ

       เขามองเห็นอาหารจานหลักวางเรียงรายอยู่สิบกว่าอย่าง นี่ยังไม่นับรวมจานเรียกน้ำย่อยและซุป กับข้าวเต็มโต๊ะขนาดนี้แทบจะเทียบเท่ากับงานเลี้ยงระดับชาติได้เลย

       เขาถอนหายใจยาว “ตกลง เดี๋ยวฉันจะให้คนไปแจ้งที่ห้องครัว”

       “ขอบคุณครับ” จี้ทิงพูดจบก็หยิบตะเกียบขึ้นมา

       ตอนที่กินข้าวด้วยกัน ทั้งสองมักจะไม่ได้พูดคุยกัน เพียงแต่ครั้งนี้ จี้เยี่ยนจื๋อกลับคอยชำเลืองมองฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ

       จี้ทิงประเดิมคีบจานหนึ่งบุปผาหนึ่งโลกาเป็นอย่างแรก เมื่อเห็นอีกฝ่ายส่งแฮมสเปนเข้าปาก ค่อยๆ เคี้ยวแล้วกลืนลงคอไป จี้เยี่ยนจื๋อจึงละสายตากลับมา มุมปากยกยิ้มขึ้นเพียงเล็กน้อย น้อยมากจนแทบจะสังเกตไม่เห็น

       เขาจำได้ว่าแฮมที่ใช้เป็นวัตถุดิบในจานนี้ทำมาจากผักกาดแดง ในเมื่อเจ้าหูน้อยจี้กินลงไปได้ แสดงว่าประสาทรับรสถูกหลอกได้สำเร็จ

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะในใจ ในที่สุดเขาก็ดัดนิสัยเลือกกินของเจ้าหูน้อยจี้ได้เสียที กินแต่เนื้อแต่ตัวไม่ยักเพิ่มเลยสักนิด คงเป็นเพราะขาดสารอาหารมานานจนจุลินทรีย์ในลำไส้เสียสมดุลไปหมดแล้วแน่ๆ

       มื้อนี้จี้ทิงกินไปเยอะมาก เขาแทบไม่วางตะเกียบเลยแม้แต่น้อย พอเห็นแล้วจี้เยี่ยนจื๋อก็อดเดือดดาลในใจไม่ได้

       หลิงซีช่างสำคัญตัวผิดจริงๆ คิดจะหาเรื่องมาขัดจังหวะแม้กระทั่งตอนที่เจ้าหูน้อยจี้กำลังกินข้าว เดี๋ยวเขาจะคอยดูว่าหลิงซีจะรนหาที่ตายแบบไหนอีก

       ผ่านไปครู่ใหญ่ จี้ทิงที่อิ่มแล้ว จึงค่อยๆ วางตะเกียบลง “ผมกินเสร็จแล้ว ผมอยากไปเล่นเกมต่อ”

       จี้เยี่ยนจื๋ออ้าปาก ทว่าคำพูดที่เตรียมไว้กลับถูกเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน “ไปสิ”

       เดิมทีเขาอยากจะถามว่าหลายวันที่หมกตัวอยู่ในนั้นเจ้าหูน้อยจี้ทำอะไรอยู่บ้าง แต่ก็กลัวอีกฝ่ายจะสงสัยว่าเขาเริ่มระแวงอะไรเข้า ดังนั้นต่อให้จะรู้คำตอบผ่านเสียงในใจได้ จี้เยี่ยนจื๋อก็ข่มใจที่จะไม่ถาม

       เมื่อจี้ทิงเข้าไปในห้องเกม จี้เยี่ยนจื๋อก็กลับเข้าห้องทำงาน ทันทีที่นั่งลงเขาก็เปิดดูภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องอาหารของเมื่อตอนเที่ยงทันที

       เวลา 12.00 น. จี้ทิงปรากฏตัวในห้องอาหาร เพิ่งจะนั่งลงกัดหมูตงพัวไปเพียงคำเดียว หลิงซีก็เดินเข้ามา

       ‘จี้ทิง ฉันเสียใจแล้ว... ฉันยินดีที่จะคบกับนาย’

       วินาทีที่ได้ยินประโยคนั้น แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็พลันมืดมนลงทันที ราวกับมีใบมีดที่เย็นเยียบและเฉียบคมพยายามจะพุ่งทะลุหน้าจอเข้าไปกรีดร่างของหลิงซี

       สิบกว่าวินาทีต่อจากนั้น สายตาของจี้เยี่ยนจื๋อยิ่งทวีความเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ เพราะจี้ทิงเอาแต่เงียบงัน คล้ายกำลังลังเลและดิ้นรนอยู่ภายใน

       จนกระทั่งจี้ทิงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

       ‘ไอ้ที่นายบอกว่ายอมน่ะ... มันสำคัญนักรึไง?’

       ฉับพลันนั้น รูม่านตาในดวงตาที่ลุ่มลึกก็สั่นไหวเล็กน้อย ราวกับมีกระแสธารอันอบอุ่นละลายเกล็ดน้ำแข็งระหว่างคิ้วให้มลายสิ้น ตามมาด้วยรอยยิ้มที่เอ่อล้นออกมาจากมุมปากจนปิดไว้ไม่อยู่ แววตาเต็มไปด้วยประกายแสงที่เจิดจ้า

       จี้เยี่ยนจื๋อกดย้อนกลับไปดูอีกรอบ และวนซ้ำอยู่อย่างนั้น แรงสั่นไหวเบาๆ ในอก ทำให้เขาต้องแสร้งทำเป็นกระแอมไอเพื่อปกปิดความรู้สึก

       คลิปวงจรปิดความยาวสิบกว่านาที จี้เยี่ยนจื๋อนั่งดูอยู่นานร่วมชั่วโมง เขาไม่ยอมปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าแม้เพียงเล็กน้อยของจี้ทิงรอดพ้นสายตาไปได้

       ตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่า เจ้าหูน้อยจี้ไม่ได้ชอบหลิงซีแล้วจริงๆ และไม่หลงเหลือเยื่อใยให้อีกเลยแม้แต่นิดเดียว

       เมื่อเห็นหลิงซีสติหลุดจนแทบคลั่ง จี้ทิงก็เดินออกจากห้องอาหารไปโดยไม่คิดจะหันหลังกลับมามอง

       จี้เยี่ยนจื๋อลากเมาส์ และในตอนที่กำลังจะกดปิดนั้น เขาก็ลากกลับมาเพื่อเปิดดูวงจรปิดในห้องโถงของตึกหลักต่อ

       วิดีโอเร่งความเร็วไปที่สี่สิบเท่า จนกระทั่งเวลา 15.47 น. จี้ซื่อเจ๋อก็กลับมา หลังจากก้าวเข้าประตูบ้านได้ไม่นาน เขาก็เรียกหลิงซีเข้าไปในห้องทำงานแล้วปิดประตูลงอย่างมิดชิด

       จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงอย่างนึกสนุก ดูท่าเขาจะเดาไม่ผิดจริงๆ การสารภาพรักที่กะทันหันของหลิงซีต้องเป็นฝีมือของจี้ซื่อเจ๋อที่บงการอยู่เบื้องหลังแน่

       ในเมื่อเป็นคนพาตัวกลับมาเองแท้ๆ ถ้าไม่มีผลประโยชน์ให้ตักตวง จี้ซื่อเจ๋อไม่มีทางเลี้ยงหลิงซีไว้เปล่าๆ แน่

       และเมื่อได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นตอนเที่ยงจากปากหลิงซี ด้วยนิสัยของจี้ซื่อเจ๋อ ย่อมต้องเริ่มสงสัยในความผิดปกติของจี้ทิงเป็นอันดับแรก จากนั้นก็คงจะทำแบบเดียวกับเขา นั่นคือการมาเช็กกล้องวงจรปิดด้วยตัวเอง

       เมื่อคาดการณ์มาถึงตรงนี้ มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อก็หยักโค้งเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน

       จี้ซื่อเจ๋อคงจะได้รู้เรื่องที่เขาเริ่มดึงตัวพวกกรรมการบริหารมาเป็นพวกก่อนหน้านี้แล้ว ประกอบกับที่เขาจงใจไม่ปกปิดความคืบหน้าของโปรเจกต์ของหวังเหมี่ยนและวังปิน ทุกอย่างประดังประเดเข้ามา หากไม่ใช่ว่าเขาเสียสติคิดจะชนกับจี้ซื่อเจ๋อให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ก็คงไม่กล้าเปิดเผยไพ่ในมืออย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้

       เมื่อเป็นเช่นนั้น จี้ซื่อเจ๋อก็คงจะคิดว่าขุมกำลังฝั่งเขาต้องได้ไพ่ตายใบใหม่มาครองแน่ จากนั้นก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อขุดคุ้ยหาความจริง แต่คาดไม่ถึงว่ายิ่งขุดไปขุดมา กลับพบว่าเบาะแสทุกสายล้วนมีความเกี่ยวข้องกับจี้ทิงไม่มากก็น้อย

       ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จี้เยี่ยนจื๋อรู้จักจี้ซื่อเจ๋อดีเกินไป คนคนนี้มีนิสัยขี้ระแวง อำมหิต และเจ้าเล่ห์ ก่อนจะไว้ใจใคร มือของเขาจะต้องกำจุดตายที่สามารถปลิดชีพคนคนนั้นเอาไว้ให้ได้เสียก่อน

       และเพราะเป็นแบบนั้น จี้เยี่ยนจื๋อจึงเลือกที่จะเดินหมากสวนทาง แทนที่จะแสร้งทำเป็นเหินห่างกับจี้ทิงเพื่อซ่อนตัวเอาไว้ สู้เอาคนมาวางไว้ตรงหน้าจี้ซื่อเจ๋ออย่างเปิดเผยจะดีกว่า

       ยิ่งจี้ซื่อเจ๋อตรวจสอบได้ราบรื่นเท่าไหร่ เบาะแสก็จะยิ่งพรั่งพรูมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งเบาะแสเหล่านั้นถักทอเข้าด้วยกันเป็นตาข่ายผืนใหญ่

       เมื่อถึงตอนนั้นจี้ซื่อเจ๋อก็จะเริ่มระแวงในทางกลับกัน ว่าจี้ทิงเป็นเพียงหมอกควันพรางตาที่เขาจงใจปล่อยออกมา และภายใต้ม่านหมอกนั้น มีกับดักครั้งใหญ่ที่ซ่อนเร้นไว้เพื่อล่อให้จี้ซื่อเจ๋อก้าวเท้าเข้ามาติดกับเอง


Update ตอนใหม่เร็วกว่าใคร 
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/wwFop