LNCrawler

ตอนที่ 154 มือที่กุมไว้ไม่ยอมปล่อย

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 154 มือที่กุมไว้ไม่ยอมปล่อย

        เช้าวันถัดมา

       วันนี้คือวันที่จี้เยี่ยนจื๋อรับปากจะให้จี้ทิงเข้าไปที่ศูนย์วิจัยและพัฒนา จี้ทิงจึงตื่นแต่เช้าตรู่ และเมื่อเดินลงมาจากชั้นบนเขาก็พบกับเลี่ยวข่าย

       “คุณชายรอง สุขสันต์วันปีใหม่ครับ”

       จี้ทิงเอ่ยตอบรับคำอวยพรนั้น ก่อนจะถามขึ้นว่า “วันนี้เพิ่งจะวันที่ห้าของปีใหม่เอง ทำไมคุณถึงกลับมาทำงานเร็วนักล่ะ?”

       เลี่ยวข่ายยกมือขึ้นป้องปากพลางกระซิบกระซาบ “ช่วงปีใหม่ประธานจี้ให้ค่าแรงห้าเท่าครับ ภรรยาผมบอกว่าเงินของพวกนายทุน ถ้าไม่รีบกอบโกยไว้ก็โง่เต็มที”

       จี้เยี่ยนจื๋อที่ยืนอยู่ข้างกายจี้ทิง ‘ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่หรือไง?’

       เมื่อเห็นทั้งคู่ล้อเล่นกันเช่นนั้น เขาก็ปรายตามองจี้ทิงด้วยสายตาเย็นชา “นายบอกว่าจะไปหยิบของไม่ใช่เหรอ ยังไม่รีบไปอีก?”

       “อืม รอผมก่อนนะ”

       หลังจากจี้ทิงเดินไปยังตึกทิศตะวันตก จี้เยี่ยนจื๋อก็หันไปหาเลี่ยวข่าย “คนที่ฉันให้เตรียมไว้ ติดต่อเรียบร้อยหรือยัง?”

       “ประธานจี้วางใจได้ครับ เฝิงเหล่ยจะเริ่มงานสัปดาห์หน้า ผมกับเขารู้จักกันมาหลายปี เขาเป็นคนสุขุมรอบคอบ รับรองว่าปกป้องคุณชายรองได้ไม่ให้มีอะไรผิดพลาดแน่นอน”

       จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะเอ่ยปาก แต่แล้วประตูลิฟต์ที่ชั้นหนึ่งก็เปิดออกพร้อมเสียงสัญญาณดัง ‘ติ๊ง’

       ทั้งคู่หันไปมอง และเห็นจี้ซื่อเจ๋อก้าวเท้าออกมา

       ทันทีที่เห็นจี้เยี่ยนจื๋อ เขาก็ยิ้มออกมาบางๆ “ตื่นเช้าจังนะ ดูท่าตำแหน่งประธานของแกจะเหนื่อยไม่เบา ขนาดปีใหม่ยังไม่ได้พักผ่อนเลย”

       เลี่ยวข่ายก้มหน้าลงเอ่ยทักทาย “สวัสดีครับคุณผู้ชาย” ส่วนจี้เยี่ยนจื๋อนั้นทำราวกับอีกฝ่ายเป็นธาตุอากาศ แม้แต่หางตาก็ไม่คิดจะปรายมอง

       จี้ซื่อเจ๋อก็ไม่ได้ถือสา เพราะหลายปีมานี้เขาคุ้นชินเสียแล้ว “วันนี้ฉันมีนัดออกรอบตีกอล์ฟกับประธานเยว่ ถ้าแกว่างจะไปด้วยกันไหมล่ะ?”

       เมื่อวานจี้เยี่ยนจื๋อเพิ่งจะนัดพบเยว่หลิ่งไป วันนี้จี้ซื่อเจ๋อก็มานัดซ้ำอีก เห็นได้ชัดว่านี่คือการท้าทาย

       มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อหยักโค้งขึ้น “เอาสิ แต่ทางที่ดีคุณควรทักไปถามประธานเยว่ก่อนนะ ว่าเขาเต็มใจจะไปกับคุณหรือเปล่า”

       จี้ซื่อเจ๋อถูกย้อนศรเข้าให้ ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่จางหายไป “แกเป็นประธานบริษัท แถมยังเป็นลูกชายของฉัน ประธานเยว่น่ะ...”

       จี้ซื่อเจ๋อยังพูดไม่ทันจบ ลูกชายอีกคนของเขาก็เดินเข้ามา

       จี้ทิงเดินเข้ามาเห็นทั้งสองคนยืนประจันหน้ากันอยู่ เขาเหลือบมองจี้เยี่ยนจื๋อโดยสัญชาตญาณ ทว่าจี้ซื่อเจ๋อกลับชิงเอ่ยขึ้นเสียก่อน “เสี่ยวทิง ลูกก็ตื่นเช้าเหมือนกันนะเนี่ย กำลังจะไปไหนงั้นเหรอ?”

       จี้ทิงเงียบไปครู่หนึ่ง “ไปข้างนอกครับ”

       เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพ่อของเจ้าของร่างคนก่อน เพราะอีกฝ่ายดูเจ้าเล่ห์และเย็นเยียบจนน่ากลัว [จี้ซื่อเจ๋อเปรียบเสมือนงูที่ขดตัวอยู่ในเงามืด ภายนอกดูอ่อนโยนเป็นมิตร ทว่าทุกครั้งที่แลบลิ้นออกมา กลับเป็นการเตรียมพร้อมที่จะปลิดชีพเหยื่ออย่างไม่ทันตั้งตัว]

       ทันใดนั้น เสียงหัวเราะสายหนึ่งก็ดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอของจี้เยี่ยนจื๋อ เขาคิดในใจว่า เจ้าหูน้อยจี้นี่ช่างหัวไวเสียจริง แม้แต่การเปรียบเปรยก็ยังทำได้แม่นยำขนาดนี้

       แต่เสียงหัวเราะนี้ในสายตาของจี้ซื่อเจ๋อ กลับกลายเป็นการหัวเราะเยาะเย้ยถากถาง

       จี้ทิงเองก็ไม่เข้าใจว่าเขาขำอะไร จึงเอ่ยถาม “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่เป็นอะไรไป?”

       “เปล่าหรอก แค่คิดว่าวันนี้จะได้ไปบริษัทพร้อมกับนาย ก็เลยอารมณ์ดีขึ้นมาน่ะ” พูดจบ จี้เยี่ยนจื๋อกุมมือเขาไว้ “ไปกันเถอะ”

       จี้ซื่อเจ๋อนิ่งเงียบไปพักใหญ่ เขามองตามแผ่นหลังของคนทั้งสองที่เดินเคียงคู่กันไป ก่อนจะทอดสายตามองไปยังมือที่กุมกันไว้ด้วยแววตาที่คาดเดายาก

       มือของจี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้กุมไว้จนแน่นหนานัก นิ้วมือเพียงแค่โอบรอบไว้หลวมๆ ราวกับว่าทันทีที่พ้นสายตาของเขาไป อีกฝ่ายก็พร้อมจะสลัดมือนั้นทิ้งทันที

       ทว่าพอประตูลิฟต์ปิดลง จี้ทิงพลันรู้สึกได้ว่ามือของจี้เยี่ยนจื๋อกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เขาเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ “จี้เยี่ยนจื๋อ ผมจำทางได้ พี่ไม่ต้อง...”

       “จำทางได้แล้วทำไมเดินช้าแบบนี้ล่ะ ถ้าฉันไม่ลากนายมาด้วย นายตั้งใจจะให้ฉันเสียเวลาไปอีกเท่าไหร่?” ขณะพูด จี้เยี่ยนจื๋อจ้องมองไปข้างหน้า ใบหน้าปั้นปึ่งเรียบตึง

       “งั้นผมจะเดินให้เร็วขึ้น”

       แม้จี้ทิงจะพูดเช่นนั้น แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็ไม่ยอมปล่อยมือและไม่ยอมพูดอะไรอีก จนกระทั่งทั้งคู่จะขึ้นรถ เขาถึงจำต้องปล่อยมือออก

       ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสองก็นั่งรถมาถึงบริษัท

       จี้เยี่ยนจื๋อไปส่งเขาถึงหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนา “เมื่อกี้ตอนอยู่บนรถ ฉันสั่งว่าอะไรบ้าง?”

       “มื้อเที่ยงต้องออกมากินข้าวด้วยกัน ถ้าไม่จำเป็นห้ามคุยกับคนอื่น ห้ามเดินเพ่นพ่าน จะไปไหนต้องรายงานพี่ก่อน” จี้ทิงตอบ

       ความจริงแล้วคงไม่ถึงมื้อเที่ยงหรอก เขาแค่เข้าไปอัปโหลดข้อมูลการทดสอบและเอกสารอุปกรณ์ต่างๆ ประเดี๋ยวเดียวก็ออกมาได้แล้ว

       จี้เยี่ยนจื๋อทำหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันไปมองเลี่ยวข่าย

       เลี่ยวข่ายหยิบอุปกรณ์ขนาดเท่าฝ่ามือออกมาเครื่องหนึ่ง “คุณชายรอง ในนี้ลงทะเบียนข้อมูลตัวตนของคุณไว้เรียบร้อยแล้วครับ ไม่ว่าคุณจะขึ้นไปหาประธานจี้ที่ชั้นบน หรือจะเข้าศูนย์วิจัยฯ ก็สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระครับ”

       จี้ทิงรับมา “ขอบคุณครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋ออุตส่าห์รอฟังคำขอบคุณจากเขา ทว่าจี้ทิงกลับรับของแล้วเดินตรงดิ่งไปยังประตูทางเข้าทันที แม้แต่คำลาก็ไม่มีให้สักคำ

       เลี่ยวข่ายเห็นสีหน้าของประธานหนุ่มที่เริ่มดำคล้ำลงผ่านหางตา ก็ได้แต่ก้มหน้าแอบขำอยู่เงียบๆ

       ไม่กี่นาทีต่อมา โทรศัพท์สายหนึ่งก็ดังขึ้นที่เครื่องของจี้ซื่อเจ๋อ

       “ท่านรองครับ ประธานจี้พาส่งคุณจี้ทิงเข้าศูนย์วิจัยฯ ด้วยตัวเองเลยครับ ตอนนี้เขากลับไปที่ห้องประธานแล้ว”

       ปลายนิ้วของจี้ซื่อเจ๋อเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “ก่อนที่จี้ทิงจะเข้าไป พวกเขาได้พูดอะไรกันไหม?”

       “ดูเหมือนจะคุยกันสองสามประโยคครับ แต่ผมเห็นประธานจี้สีหน้าไม่ค่อยดี ดูท่าจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

       แววตาของจี้ซื่อเจ๋อปรากฏรอยยิ้มหยัน ลูกชายคนนี้ของเขามีข้อเสียตรงนี้แหละ เก็บความรู้สึกไม่อยู่ มีอารมณ์อะไรก็เขียนไว้บนใบหน้าเสียหมด

       “นายหาจังหวะเข้าไปทีหลัง ดูหน่อยว่าจี้ทิงเข้าไปทำอะไรกันแน่”

       “รับทราบครับ”

       ผ่านไปราวสิบห้านาที พนักงานคนหนึ่งก็เดินตรงไปยังห้องแล็บเซินหรานภายในศูนย์วิจัยฯ

       ทว่าเมื่อถึงหน้าประตู ฝีเท้าของเขาก็ต้องชะงักลงทันควัน

       เขาเห็นจี้ทิงเดินออกมาจากศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ยืนอยู่ตรงประตูพลางก้มหน้ากดพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์

       ชายคนนั้นขมวดคิ้วมุ่นอย่างรวดเร็ว หรือว่าประธานจะให้สิทธิ์การใช้งานเซินหรานกับคุณชายรองด้วย?

       เมื่อเห็นจี้ทิงเก็บโทรศัพท์และทำท่าจะเดินจากไป ชายคนนั้นจึงรีบก้าวเข้าไปหาพร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร “สวัสดีครับคุณจี้ ผมชื่อซือชิ่งป๋อ เป็นผู้ช่วยของคุณหวังเหมี่ยน หัวหน้าฝ่ายเทคนิคครับ”

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้น “สวัสดีครับ”

       “คุณเยี่ยมชมเสร็จแล้วเหรอครับ?”

       “ครับ”

       จี้ทิงวางตัวเย็นชาเกินไปจนซือชิ่งป๋อไม่รู้จะชวนคุยต่ออย่างไร เขาจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ข้างในนั้นคือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของบริษัทเรา คุณได้ลองใช้งานมันดูบ้างหรือยังครับ?”

       สิ้นคำถามนั้น จี้ทิงก็หยุดมองเขาเขม็งอยู่วินาทีสองวินาที “ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์จะใช้เล่นเกมได้เสียอีก เลยอยากจะลองดู แต่ปรากฏว่ามันเล่นไม่ได้น่ะครับ”

       สีหน้าของซือชิ่งป๋อไม่เปลี่ยนไป ทว่าในแววตากลับไม่อาจซ่อนความดูแคลนเอาไว้ได้ “ถ้าอย่างนั้น คุณยังอยากจะเยี่ยมชมที่อื่นต่อไหมครับ?”

       “ไม่เป็นไรครับ” จี้ทิงใส่โทรศัพท์กลับลงในกระเป๋า ก่อนจะถามคำถามหนึ่ง “อ้อ คุณพอจะรู้ไหมว่าที่ห้องอาหารพนักงานห้องไหนมีขนมเปี๊ยะหัวไชเท้าขายบ้าง?”

       ซือชิ่งป๋อถึงกับอึ้งไป “เอ่อ เรื่องนี้... เดี๋ยวผมช่วยเช็กให้นะครับ”

       “ไม่ต้องลำบากหรอกครับ”

       พูดจบ จี้ทิงก็เดินจากไปทันที

       จี้ทิงลงลิฟต์มายังห้องอาหารพนักงานที่จี้เยี่ยนจื๋อเคยพามาครั้งก่อน เขาไม่พบขนมเปี๊ยะหัวไชเท้า จึงซื้อน้ำนมอัลมอนด์มาแก้วหนึ่งแล้วหาที่นั่งตรงโต๊ะหัวมุม

       ผ่านไปประมาณสิบกว่านาที โทรศัพท์บนโต๊ะก็สั่นขึ้น

       “ฮัลโหล คุณเสิ่น”

       ปลายสายคือเสิ่นมู่หลานที่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เพราะนายแท้ๆ เลย ขนาดวันปีใหม่ฉันยังโดนพี่ชายด่าไปยกหนึ่งเลย”


Update ตอนใหม่เร็วกว่าใคร 
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/wwFop