LNCrawler

ตอนที่ 155 ที่นี่คือบ้าน

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 155 ที่นี่คือบ้าน

        จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าตนเองจะสร้างความลำบากให้แก่อีกฝ่าย “ขอโทษด้วยครับ”

       สิ้นคำนั้น เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากเสิ่นมู่หลาน “นายนี่น้า ทำไมถึงเป็นคนน่ารักน่าแกล้งแบบนี้ ฉันพูดอะไรนายก็เชื่อไปหมด พอพี่ชายฉันรู้ว่านายอยากเจอเขา คงดีใจจนเนื้อเต้นเสียมากกว่า แล้วเขาจะมาด่าฉันได้ยังไงล่ะ”

       จี้ทิงไม่รู้ว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายแค่ล้อเล่น และไม่รู้ว่าควรจะตอบโต้ไปอย่างไร จึงเพียงแต่ขานรับคำในลำคอเบาๆ เท่านั้น

       “เขาบอกว่าไม่เกินเที่ยงก็น่าจะกลับมาจากกรมแล้ว เลยฝากถามว่านายสะดวกตอนไหน”

       จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “คุณเสิ่นครับ สถานที่นัดพบขอเปลี่ยนเป็นที่บ้านของคุณได้ไหมครับ?”

       “บ้านฉันเหรอ?” เสิ่นมู่หลานทวนคำอย่างประหลาดใจ

       “ครับ”

       “มันก็ได้อยู่หรอก แต่ว่า... อ่า... ทำไมต้องเป็นบ้านฉันล่ะ?”

       จี้ทิงเองก็ไม่รู้จะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจได้อย่างไร “ที่นั่นค่อนข้างปลอดภัยกว่าครับ”

       เสิ่นมู่หลานรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยอมตกลง “ตกลง งั้นนายมาที่เรือนไม้แห่งเมฆหมอกเลย เดี๋ยวฉันขับรถพานายไปเอง”

       “คุณเสิ่นครับ ผมไปเองจะดีกว่า รบกวนคุณส่งพิกัดมาให้ผมที ผมจะไปถึงที่นั่นตอนบ่ายสองครับ”

       เสิ่นมู่หลานขมวดคิ้วมุ่น แววตาฉายแววสงสัย ก่อนหน้านี้จี้ทิงเคยบอกว่าเรื่องนี้ทางที่ดีอย่าให้จี้เยี่ยนจื๋อรู้ แต่ตอนนี้แม้แต่เขาก็ยังต้องถูกกันออกไป สรุปแล้วมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไรกันแน่

       แม้เสิ่นมู่หลานจะอยากรู้อยากเห็นจนใจจะขาด แต่เขาก็ข่มใจไม่ถามต่อ “ตกลง เดี๋ยวฉันส่งพิกัดไปให้ทางวีแชตนะ”

       “ขอบคุณครับ”

       หลังจากวางสาย จี้ทิงก็ดื่มน้ำนมอัลมอนด์อึกสุดท้ายจนหมด แล้วลุกขึ้นเดินออกจากโรงอาหารพนักงาน

       เมื่อก้าวพ้นประตู เขาก็ต่อสายหาจี้เยี่ยนจื๋อ ทว่าคนรับสายกลับเป็นฟางเจี๋ย

       “ประธานจี้กำลังประชุมอยู่ที่ศูนย์ประชุมริมทะเลสาบครับ ถ้าคุณชายรองไม่รีบ สามารถกลับไปรอที่ห้องทำงานประธานก่อนได้ครับ”

       “เลขาฟาง รบกวนช่วยฝากบอกเขาด้วยว่าผมขอตัวกลับบ้านก่อนนะครับ”

       “รับทราบครับ”

       จี้ทิงไม่ได้กลับบ้าน แต่กลับเรียกแท็กซี่ไปที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เขายืนอยู่เบื้องหน้าเสาธงแดงที่ชูยอดเด่นเป็นสง่า แล้วแหงนหน้ามองอยู่นานสองนาน

       ตั้งแต่วันแรกที่มายังโลกใบนี้ ความปรารถนาอันแรงกล้าเพียงอย่างเดียวของเขาคือการได้กลับไปยังโลกเดิม

       การทดลองของเขาเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย หลังจากผ่านเหตุการณ์ระเบิดครั้งนั้น คำตอบที่ผิดพลาดประการสุดท้ายก็ได้ถูกกำจัดออกไปแล้ว

       ถ้าเขาสามารถมีชีวิตรอดกลับไปได้ ประเทศจีนจะกลายเป็นชาติแรกที่สังเคราะห์สารตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิห้อง และครอบครองพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันแบบควบคุมได้

       จี้ทิงรู้ดีมาตั้งแต่ต้นว่า ขอเพียงเขาหยิบยื่นเทคโนโลยีนี้ออกมา เขาก็จะได้รับสถานะอันสูงส่งและการคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบจากรัฐในโลกใบนี้เช่นกัน

       ทว่าเขากลับไม่ทำอะไรเลย... เพราะถ้าเขาทำแบนนั้น เมื่อถึงวันที่เขาค้นพบวิธีกลับไป การจากไปอย่างกะทันหันของเขาจะทำให้เทคโนโลยีที่กำลังวิจัยและพัฒนาอยู่ต้องหยุดชะงักลงทันที ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงเกินกว่าจะเยียวยาได้

       เขาไม่อาจหยิบยื่นความหวังให้ แล้วลงมือทำลายความหวังของเหล่านักวิจัยนับไม่ถ้วน รวมถึงความหวังของประเทศชาติด้วยมือของตัวเอง

       แต่ในวินาทีนี้ เมื่อเขายืนอยู่ภายใต้ผืนธงแดงผืนนี้ เขากลับเข้าใจความหมายในประโยคที่คณบดีเคยกล่าวกับเขาขึ้นมา

       “ไม่ว่าเมื่อไหร่หรือที่ไหน ขอเพียงเป็นสถานที่ที่มีผืนธงแดงปรากฏอยู่ ที่นั่นก็คือบ้านของเรา”

       ...

       จี้ทิงนัดไว้ตอนบ่ายสองโมง ทว่ายังไม่ทันถึงเวลานัด เสิ่นหลินก็ออกมายืนรออยู่ที่หน้าประตูเสียแล้ว

       ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนประจบเอาใจ แต่เป็นเพราะคนของทั้งกรมความมั่นคงแห่งรัฐ เขตป้องกันรักษาการณ์ รวมถึงสถาบันวิจัยอีกหลายแห่งต่างก็ยังควานหาตัวเด็กหนุ่มไม่พบ ถ้าครั้งนี้เขายังปล่อยให้คลาดสายตาไปอีก เขาคงต้องถูกตำหนิไปจนถึงตรุษจีนปีหน้าเป็นแน่

       ก่อนถึงเวลาบ่ายสองราวสิบนาที รถสีเงินคันหนึ่งก็จอดลงไม่ไกลจากประตูใหญ่

       จี้ทิงสะพายเป้ออกมาจากรถ เสิ่นหลินก็จำเขาได้ทันทีในปราดเดียว “เสี่ยวจี้!”

       เมื่อทั้งคู่เดินเข้ามาใกล้ จี้ทิงก็เอ่ยทักทาย “สวัสดีครับ รองประธานเสิ่น”

       เสิ่นหลินยิ้มออกมา น้ำเสียงดูเป็นกันเองขึ้นมาก “อยู่ข้างนอกแบบนี้ไม่ต้องเรียกแบบนั้นหรอก ถ้านายไม่รังเกียจ จะเรียกชื่อฉันหรือเรียกว่าพี่เสิ่นก็ได้ทั้งนั้น”

       จี้ทิงพยักหน้าเล็กน้อยแต่ไม่ได้กล่าวอะไร

       “ไปกันเถอะ เข้าบ้านกัน”

       ระหว่างที่เสิ่นหลินพูด เขาเผลอจะยกมือขึ้นตบไหล่จี้ทิงตามสัญชาตญาณ แต่ยกขึ้นมาได้เพียงครึ่งเดียวก็ลดมือลง

       เขาอายุมากกว่าจี้ทิงร่วมสิบปี การกระทำนี้ไม่ได้ดูผิดแปลกอะไร ทว่าเสิ่นหลินสัมผัสได้ว่าจี้ทิงเป็นคนที่ไม่ชอบความใกล้ชิดกับผู้อื่นนัก ถ้าเข้าไปตีสนิทจนเกินงาม กลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายลำบากใจเสียมากกว่า

       ตระกูลเสิ่นมีบ้านพักแยกเป็นสัดส่วนอยู่ในเขตทหาร เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน เสิ่นหลินก็พาเขาไปยังห้องรับแขก “เสี่ยวจี้ ตามสบายนะ”

       พูดจบเขาก็เตรียมจะหันไปรินน้ำชา ทว่าจี้ทิงกลับหยิบกล่องใบหนึ่งออกมา “รองประธานเสิ่น นี่คือเครื่องตัดสัญญาณครับ เนื่องจากบทสนทนาต่อจากนี้จะเกี่ยวข้องกับระบบชั้นความลับทางเทคโนโลยี เราจึงจำเป็นต้องป้องกันการดักฟังครับ”

       หัวใจของเสิ่นหลินกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่ง แม้ก่อนหน้านี้จะเคยคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าทำไมจี้ทิงถึงต้องการพบเขา แต่ในวินาทีนี้เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

       “ไม่มีปัญหา นายเห็นว่าควรวางไว้ตรงไหนก็ตามสะดวกเลย”

       จี้ทิงไม่ได้เลือกที่ไหนไกล เขาจัดแจงวางมันลงบนโต๊ะน้ำชาหน้าโซฟา

       เมื่อลุกขึ้นยืน เขาก็หยิบของออกจากกระเป๋าเป้อีกครั้ง คราวนี้เสิ่นหลินไม่สนใจเรื่องรินน้ำชาอีกต่อไป เขาเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาหาทันที

       “นี่คือสองเทคโนโลยีที่สถาบันวิจัย 13 และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมอากาศยานและการบินต้องการครับ ข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมดอยู่ในนี้ รบกวนคุณช่วยส่งต่อให้พวกเขาด้วยครับ”

       เสิ่นหลินมองสิ่งของที่วางอยู่บนฝ่ามือของเด็กหนุ่ม แววตาฉายแววตะลึงงัน กระทั่งตอนที่เงยหน้าขึ้น ความตระหนกนั้นก็ยังไม่จางหายไป “เสี่ยวจี้... นายรู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่?”

       “ผมทราบครับ ถ้าในแง่ส่วนตัว ผมควรจะกอดเทคโนโลยีทั้งสองอย่างนี้ไว้เพื่อรอให้หน่วยงานระดับสูงมอบความเป็นธรรมให้แก่ผมในเรื่องของฉินไจ้เย่เสียก่อน แล้วค่อยพิจารณาว่าจะส่งมอบให้หรือไม่”

       คำพูดนี้ตรงกับสิ่งที่เสิ่นหลินคิดอยู่ในใจทุกประการ ทว่ามันเป็นความคิดที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจนเกินไป ด้วยฐานะของเขาจึงไม่อาจเอ่ยออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ

       เสิ่นหลินผ่อนลมหายใจลึก “ถ้าอย่างนั้น นายคิดดีแล้วใช่ไหม?”

       จี้ทิงไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที

       ผ่านไปสักพัก เขาจึงค่อยๆ เอ่ยออกมาอย่างช้าๆ “นับแต่อารยธรรมมนุษย์พัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ในบรรดาประเทศที่ยังคงตั้งอยู่นั้น มีเพียงประเทศของเราเท่านั้นที่เป็นอารยธรรมเชิงสร้างสรรค์ ในขณะที่ประเทศอื่นล้วนเป็นอารยธรรมแห่งการแย่งชิง”

       “ไม่ว่าอารยธรรมมนุษย์จะรุ่งโรจน์เพียงใด กำลังรบและปัจจัยที่ค้ำจุนกำลังรบนั้นยังคงเป็นรากฐานของสันติภาพ เกียรติยศ และระเบียบของประเทศชาติ ในยามที่เราไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ เรามักจะถูกข่มขู่จากมหาอำนาจที่มีนิวเคลียร์อยู่เสมอ ครั้งหนึ่งนายพลของเราต้องการจะมองเครื่องบินรบของประเทศ M ในระยะใกล้ ทว่าแม้แต่การจะเข้าใกล้ก็ยังไม่ได้รับอนุญาต”

       “มหาอำนาจตะวันตกไม่เคยหยุดกลั่นแกล้งคว่ำบาตร แต่เราก็อดทนต่อสู้กับแรงกดดันนั้นมาโดยตลอด นับแต่ช่วงก่อตั้งประเทศ นักวิจัยนับหมื่นแสนคนยอมก้มหน้าทำงานอย่างหนัก เพื่อแลกกับการที่คนจีนทุกคนในวันนี้จะได้เงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิ”

       พูดมาถึงตรงนี้ จี้ทิงก็ยื่นมือออกไปเบื้องหน้าอีกครั้ง “ดังนั้น ความแค้นส่วนตนจึงไม่ควรอยู่เหนือผลประโยชน์ของชาติครับ”

       เสิ่นหลินไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำสีหน้าอย่างไรในยามที่ฟังประโยคเหล่านี้จนจบ เขารู้สึกเพียงว่าจี้ทิงที่อยู่ตรงหน้าประหนึ่งมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลและเงียบสงบ เป็นภาพที่ชวนให้สะท้านลึกถึงจิตวิญญาณจนยากจะสงบใจลงได้

       เขาพยายามจะเอ่ยปากอยู่หลายครั้ง ทว่ากลับไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

       ในที่สุด หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครา เสิ่นหลินก็กำหมัดแน่นพลางเค้นเสียงกล่าวทีละคำอย่างหนักแน่น “ฉันขอให้สัญญากับนาย... ทางองค์กรจะต้องมอบความเป็นธรรมให้แก่นายอย่างแน่นอน”

       ทว่าหลังจากที่เขาพูดจบ จี้ทิงกลับส่ายหน้าเบาๆ “คุณได้ช่วยเหลือผมมามากแล้ว อย่าเอาตัวเองเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้เลยครับ”

       แม้เขาจะเป็นคนที่มีอารมณ์ความรู้สึกจืดจางอย่างยิ่ง แต่เขาก็หาใช่หุ่นยนต์ที่ไร้ซึ่งความต้องการ

       ถึงถ้อยคำก่อนหน้านี้จะมาจากใจจริงในฐานะนักวิจัยของเขา ทว่านั่นก็ไม่ได้ขัดขวางการที่เขาจะมีแผนการส่วนตัวแฝงอยู่

       ในตอนที่ตัดสินใจมอบเทคโนโลยีทั้งสองอย่างนี้ให้แก่เสิ่นหลิน จี้ทิงย่อมรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา

       เทคโนโลยีที่สำคัญขนาดนี้ เขาได้ส่งมอบให้แก่ประเทศชาติโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาเพิ่งจะเผชิญกับความอยุติธรรมมาหมาดๆ

       ทันทีที่สถาบันวิจัย 13 และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมอากาศยานและการบินตรวจสอบจนพบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่เทคโนโลยีนี้จะนำมาให้

       เมื่อนั้น ต่อให้เป็นเพียงการชดเชยให้แก่เขา ฉินไจ้เย่ก็จะต้องได้รับโทษทัณฑ์ที่รุนแรงที่สุดอย่างแน่นอน ต่อให้เป็นตระกูลฉิน ก็ไม่มีทางที่จะปกป้องเขาไว้ได้อีกต่อไป...


Update ตอนใหม่เร็วกว่าใคร 
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/wwFop