ตอนที่ 156 นายมีคนรักหรือยัง
ตอนที่ 156 นายมีคนรักหรือยัง
คำพูดนั้นทำให้เสิ่นหลินรู้สึกตื้นตันจนยากจะสงบใจลงได้
เขามีถ้อยคำมากมายที่อยากจะเอ่ยออกมา ทว่าต่อหน้าจี้ทิงในตอนนี้ ต่อให้เป็นถ้อยคำที่เลิศเลอเพียงใดก็ดูจะจืดชืดไร้น้ำหนักจนเกินไป
เสิ่นหลินพยายามข่มกลั้นอารมณ์พลางเอ่ยว่า “เสี่ยวจี้ เรื่องอื่นฉันไม่กล้ารับปาก แต่เทคโนโลยีทั้งสองอย่างนี้จะต้องสลักชื่อของนายลงไปอย่างแน่นอน”
จี้ทิงส่ายหน้าอีกครั้ง นึกไม่ถึงว่าเขาจะปฏิเสธแม้กระทั่งเรื่องนี้ “ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ผม แต่ความสำเร็จจะต้องมีผมอยู่ด้วยเสมอ”
สิ้นเสียงนั้น พลันมีน้ำเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา “ดี พูดได้ดีมาก!”
ทั้งคู่หันไปมองตามเสียง เสิ่นหลินร้องเรียก “คุณปู่” คำหนึ่งแล้วรีบเข้าไปประคอง
ทว่าเสิ่นกงต๋ากลับปัดมือเขาออก แล้วใช้ไม้เท้าพยุงกายเดินมาหยุดตรงหน้าจี้ทิงด้วยตนเอง “พ่อหนุ่ม เธอชื่ออะไรล่ะ?”
“สวัสดีครับ ผมชื่อจี้ทิง”
“ดี... ดีมาก” นายพลเฒ่าพยักหน้าพลางใช้ดวงตาฝ้ามัวทว่าเปี่ยมด้วยแววเฉลียวฉลาดจ้องมองจี้ทิง “ฉันไม่ได้เห็นคนหนุ่มที่มีความสามารถและใจคอกว้างขวางขนาดนี้มานานแล้ว”
พูดจบ เสิ่นกงต๋าก็หันไปหาเสิ่นหลิน “ไปบอกให้ห้องครัวทำหมูสามชั้นน้ำแดง ฉันจะให้เสี่ยวจี้อยู่กินข้าวที่บ้านด้วยกัน”
“ทำหมูสามชั้นน้ำแดงน่ะได้ครับ แต่คุณปู่ทานได้แค่ชิ้นเดียวเท่านั้นนะ หมอสั่งไว้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณปู่...”
ยังไม่ทันขาดคำ ท่านนายพลเฒ่าก็ยกไม้เท้าฟาดลงที่หน้าแข้งเขาเบาๆ ทีหนึ่ง “สั่งให้ไปก็ไปสิ!”
เสิ่นหลินยิ้มอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหันมาทางจี้ทิง “เสี่ยวจี้ นายนั่งรอก่อนนะ ฉันขอตัวสักครู่”
เมื่อเขาเดินกลับมาอีกครั้ง ชายชราและชายหนุ่มก็เริ่มสนทนากันอย่างถูกคอ ส่วนใหญ่จะเป็นเสิ่นกงต๋าที่เป็นฝ่ายเล่า และจี้ทิงคอยรับฟังอย่างสงบ
“ตอนที่เราออกรบที่คาบสมุทรเกาหลี มีปืนกลมือชนิดหนึ่งที่เรียกว่าปืนเปเปชา [1] ปืนน่ะมันดีนะ ดีมากเลยด้วย แต่มันเสียตรงที่พอน้ำแข็งเกาะทีไรเป็นต้องขัดลำกล้องทุกที เพื่อนฉันที่ชื่อเจ้าเป๋เลยนึกวิธีออก ให้พวกเราเอาปืนซุกไว้ในเสื้อ พอจะเข้าปะทะกับศัตรูค่อยชักออกมาสาดกระสุนใส่”
เมื่อเอ่ยถึงสหายร่วมรบในอดีต ใบหน้าที่ผ่านการกรำแดดฝนของนายพลเฒ่าก็ปรากฏร่องรอยแห่งความคิดถึง “เจ้าเป๋น่ะยิงปืนเก่งมาก ก่อนเข้ากรมไม่เคยจับปืนเลยด้วยซ้ำ แต่พอได้ถือปืนสไนเปอร์ ต่อให้ไม่มีกล้องเล็งเขาก็สอยร่วงได้ทีละคน”
“น่าเสียดาย... ตอนที่เขาเสียไปน่ะอายุแค่สิบหกเอง ฉันยังไม่รู้เลยว่าชื่อจริงเขาชื่ออะไร...”
ความทรงจำของเสิ่นกงต๋าคล้ายย้อนกลับไปยังทุ่งน้ำแข็งแห่งนั้น ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บติดลบสามสิบสี่สิบองศา บ่อยครั้งที่พวกเขาต้องนอนหมอบอยู่อย่างนั้นทั้งคืน
“เครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพสหรัฐฯ บินวนอยู่เหนือหัวเราไม่หยุด พอระเบิดถูกทิ้งลงมา สหายร่วมรบกี่คนต่อกี่คนที่ต้องเสียสละไปแบบนั้น” มาถึงตรงนี้ ดวงตาของผู้เฒ่าก็เริ่มแดงระเรื่อ “ตอนนั้นเครื่องบินของพวกเรามันน้อยเหลือเกิน... น้อยเกินไปจริงๆ ...”
จี้ทิงไม่ใช่คนที่ปลอบใจใครเป็น เขาเพียงแต่รู้สึกสะเทือนใจอยู่เงียบๆ จนพูดไม่ออก
ในตอนนั้นเอง เสิ่นหลินก็เดินเข้ามา เขาบีบไหล่จี้ทิงเบาๆ ขณะเดินผ่าน ก่อนจะนั่งลงข้างๆ เสิ่นกงต๋า “คุณปู่ครับ เดี๋ยวนี้เรามีเครื่องบินเยอะแยะเต็มไปหมดแล้วล่ะครับ ในพิธีสวนสนามน่ะให้บินติดต่อกันสิบวันสิบคืนก็ยังบินไม่หมดเลย อีกอย่าง ตอนนี้ประเทศเรายังมีคนหนุ่มอย่างเสี่ยวจี้อยู่ พวกเราจะไม่ลืมประวัติศาสตร์เก่า และจะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นมาแน่นอนครับ”
เสิ่นกงต๋าฟังแล้วก็หันไปมองจี้ทิง “เทคโนโลยีสองอย่างที่เธอให้มาครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับการสร้างเครื่องบินด้วยใช่ไหม?”
“เกี่ยวครับ อย่างหนึ่งคือการปรับปรุงเทคโนโลยีอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศรุ่นใหม่ หั่วจินหมายเลข 5 ถ้าการวิจัยและพัฒนาประสบความสำเร็จ ระยะยิงของหั่วจินหมายเลข 5 จะไกลกว่าสองพันกิโลเมตร ซึ่งจะพลิกโฉมยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งในด้านการปราบเรือดำน้ำและการต้านทานแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐฯ ไปอย่างสิ้นเชิงครับ”
ดวงตาของนายพลเฒ่าเป็นประกายขึ้นมาทันที “จะสร้างสำเร็จใช่ไหม?”
จี้ทิงไม่เคยรับปากอะไรเต็มร้อยเช่นนี้มาก่อน ทว่าเมื่อได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของชายชรา เขาก็พยักหน้า “สำเร็จแน่นอนครับ”
“ดี... ดีมาก!” เสิ่นกงต๋ายิ้มกว้างจนตาหยี เขาคว้ามือจี้ทิงมากุมไว้แน่น “ไปเถอะ! พ่อหนุ่ม ปู่จะพาไปกินเนื้อ”
ตลอดมื้ออาหารนั้น เสิ่นหลินที่เป็นหลานในไส้กลับถูกทิ้งให้นั่งเปล่าเปลี่ยว เสิ่นกงต๋าเอาแต่สนใจจี้ทิงเพียงคนเดียว คอยคีบหมูสามชั้นน้ำแดงให้จนพูนจาน
ถ้าไม่ติดว่าจี้ทิงยังมีครอบครัวและพ่อแม่ บางทีเสิ่นกงต๋าอาจจะขอรับเขาเป็นลูกหลานเสียตรงนั้นเลยก็ได้
ดังนั้น เมื่อกลยุทธ์รับเป็นหลานบุญธรรมใช้ไม่ได้ ชายชราจึงเริ่มใช้ยุทธวิธีอ้อมค้อม “เสี่ยวจี้ ตอนนี้มีคนรักหรือยังล่ะ?”
จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย เสิ่นหลินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอ่ยช่วย “คุณปู่ครับ เสี่ยวจี้เขายังเด็กอยู่เลย เขาเพิ่งจะสิบเก้าเอง เป็นวัยที่ต้องตั้งใจเรียนหนังสือน่ะครับ”
“สิบเก้าแล้วมันทำไม ตอนฉันสิบแปดน่ะ ฉันกับย่าแกก็มีป้าใหญ่ของแกแล้ว!”
เสิ่นหลินหัวเราะขื่นๆ “มันจะเหมือนกันได้ยังไงล่ะครับ สมัยของคุณปู่น่ะแต่งงานกันเร็ว แต่คนหนุ่มสมัยนี้เขาแต่งงานช้ามีลูกกันช้าครับ”
“แกก็ก้มหน้ากินข้าวของแกไปเถอะ” ชายชราถลึงตาใส่หลานชาย ก่อนจะหันกลับมาหาจี้ทิง “เสี่ยวจี้ บอกปู่หน่อยสิ ว่าเราชอบผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ?”
คำถามนี้จี้ทิงยิ่งตอบไม่ถูกเข้าไปใหญ่ ทำได้เพียงบอกว่า “ยังไม่เคยมีความรักเลยครับ เลยไม่ค่อยแน่ใจ”
“ถ้าอย่างนั้น...” ชายชรามองใบหน้าขาวสะอาดของเขาแล้วหยั่งเชิงว่า “เคยเจอเสิ่นมู่หลานบ้านเราบ้างหรือยัง?”
“คุณปู่ครับ!” เสิ่นหลินอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี เขาตัดสินใจคีบหมูสามชั้นน้ำแดงส่งให้ชายชราหนึ่งชิ้น “วันนี้คุณปู่อยากกินเท่าไหร่กินเลยครับ เดี๋ยวถ้าคุณย่าด่า ผมจะรับไว้เองคนเดียวเลย”
...
หลังมื้ออาหาร เสิ่นกงต๋ายังอาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้เขากลับ จนสุดท้ายเสิ่นหลินต้องหาข้ออ้างจึงส่งแขกกลับไปได้
เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงประตู จี้ทิงก็เอ่ยกับเสิ่นหลินว่า “รองประธานเสิ่นครับ ตอนที่คุณส่งมอบเทคโนโลยีนี้ ช่วยบอกกับทางเบื้องบนด้วยว่า เป็นเพราะคุณช่วยเกลี้ยกล่อมและพูดคุยกับผมอยู่นาน ผมถึงยอมตกลงใจมอบให้ครับ”
เสิ่นหลินอึ้งไปครู่หนึ่ง “ทำไมล่ะครับ?”
“ก่อนหน้านี้คุณเสิ่นเคยบอกว่า เงินทองน่ะคืนง่าย แต่หนี้บุญคุณน่ะล้างยาก พี่ชายผมเคยขอให้คุณช่วยเรื่องของผมไว้ครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผมเลยอยากช่วยเขาใช้หนี้บุญคุณนี้คืนให้คุณครับ”
เสิ่นหลินฟังแล้วในใจก็รู้สึกซาบซึ้งพลางแอบอิจฉาอยู่นิดๆ ดูน้องชายบ้านคนอื่นสิ แล้วย้อนกลับมาดูน้องชายบ้านตัวเอง เพื่อผู้ชายคนเดียวถึงกับยอมแตกหักกับที่บ้าน จนป่านนี้ตรุษจีนก็ยังไม่ยอมกลับบ้านเลย
เสิ่นหลินยกมือขึ้นตบไหล่เขา “หนี้บุญคุณอะไรกัน ฉันพูดตามตรงนะ ครั้งก่อนฉันแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย ความดีความชอบนี้ควรเป็นของใครก็ต้องเป็นของคนนั้น ฉันจะรับสมอ้างไม่ได้หรอก”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายจริงใจถึงเพียงนี้ จี้ทิงก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “เรื่องความดีความชอบผมไม่ต้องการก็ได้ครับ แต่เกี่ยวกับเรื่องของฉินไจ้เย่ ผมยังมีข้อเสนออีกอย่างหนึ่ง”
“ว่ามาเลย”
สิบห้านาทีต่อมา เสิ่นหลินที่ส่งแขกเสร็จก็เดินกลับเข้ามา
เสิ่นกงต๋ายังไม่กลับไปพักผ่อน แต่นั่งรอเขาอยู่ที่ห้องรับแขก “มานี่สิ”
เสิ่นหลินเดินเข้าไปหา ผู้เฒ่าถามด้วยสีหน้าจริงจัง “ตอนที่ฉันเดินเข้าไปน่ะฟังไม่ถนัด ตอนนี้แกเล่ามาซิว่าเสี่ยวจี้กับไอ้เด็กตระกูลฉินนั่นมีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า”
เรื่องนี้ยาวเหยียดและพัวพันกับหลายฝ่าย เสิ่นหลินจึงสรุปใจความสำคัญ โดยเน้นเล่าว่าจี้ทิงช่วยลจับสายลับได้ยังไง และถูกกักขังอย่างไม่เป็นธรรมในเขตป้องกันทหารได้ยังไง อีกทั้งจี้ทิงยังเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะการทารุณกรรมของฉินไจ้เย่อีกด้วย
“ไอ้พวกสารเลว!”
เสิ่นกงต๋ากระแทกไม้เท้าลงพื้นด้วยความโกรธจัดจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง “ตระกูลฉินชักจะเหิมเกริมกันไปใหญ่แล้ว พวกมันลืมไปแล้วหรือไงว่าพวกเราอยู่ในฐานะอะไร พวกเราคือคนที่ประชาชนเรียกว่ากองทัพลูกหลานประชาชนนะ!”
“คุณปู่ครับ ใจเย็นๆ ก่อน เรื่องนี้ผม...”
“พรุ่งนี้แกพาฉันไปที่เขตป้องกันเลยนะ ถ้าเรื่องนี้ให้ความเป็นธรรมกับเสี่ยวจี้ไม่ได้ ตาแก่อย่างฉันนี่แหละจะพกปืนไปรวบตัวฉินหมิงจงด้วยตัวเอง!”
เชิงอรรถ
[1] ปืนเปเปชา (Pepecha) หรือที่รู้จักกันในชื่อทางการว่า PPSh-41 คือปืนกลมือ (Submachine gun) สัญชาติโซเวียตที่โด่งดังอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
Update ตอนใหม่เร็วกว่าใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/wwFop