ตอนที่ 157 เรื่องตกใจที่กลายเป็นเพียงความฝัน
ตอนที่ 157 เรื่องตกใจที่กลายเป็นเพียงความฝัน
ตอนที่จี้ทิงกลับมาถึงบ้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
หลังจากก้าวเข้าประตูบ้าน เขาตั้งใจจะขึ้นไปหยิบของที่ห้องพัก ทว่ากลับบังเอิญสวนกับหลิงซีที่กำลังเดินลงบันไดมาพอดีที่โถงบันได
นับตั้งแต่ที่ทั้งคู่ผิดใจกันครั้งใหญ่คราวก่อน ภายในใจของหลิงซีก็ถูกปกคลุมด้วยเงามืดอันหนักอึ้ง ทันทีที่เห็นหน้าจี้ทิง สีหน้าของเขาก็พลันบูดบึ้งลงทันตา
ทว่าสีหน้าของจี้ทิงกลับไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใดๆ เขาทำราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงธาตุอากาศ และเดินสวนผ่านไปเพื่อขึ้นชั้นบนโดยไม่คิดจะปรายตามอง
“จี้ทิง”
หลิงซีเอ่ยปากเรียกเขาไว้ แต่ร่างกายของตัวเองกลับเกร็งแน่นด้วยความประหม่า เขาสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่หลายครา ปลายนิ้วข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่น “นายอย่าคิดว่า...”
แกร่ก... ปัง! ลมหายใจของหลิงซีสะดุดกึก เขารีบหันไปมอง พบเพียงบานประตูห้องของจี้ทิงที่ปิดสนิทลงเรียบร้อยแล้ว
เขากัดฟันแน่น แววตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมและน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด สองตาของเขาก็ยังคงจ้องเขม็งไปยังบานประตูที่ปิดสนิทนั้นอย่างไม่วางตา
สักวันหนึ่ง เขาจะทำให้จี้ทิงต้องเสียใจที่ปฏิบัติกับเขาเช่นนี้!
คืนนั้น กว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะกลับถึงบ้านก็ล่วงเลยไปถึงสามทุ่ม
เขาเข้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วตรงไปยังห้องทำงานต่อ จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาเข้านอนจึงค่อยกลับเข้าห้องพัก
ทันทีที่จี้เยี่ยนจื๋อก้าวเข้ามาในห้องนอน ก็เห็นจี้ทิงกำลังถือหนังสืออ่านอย่างจดจ่อ บนหน้าปกเขียนตัวอักษรตัวโตว่า ‘รวมบทความคะแนนเต็มวิชาภาษาจีนในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย’
เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้ว “นายจะดูบทความพวกนี้ไปทำไม?”
จี้ทิงละสายตาจากหนังสือ มองเขาด้วยความสงสัย “เตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยไงครับ พี่เป็นคนสั่งเอง พี่ลืมแล้วเหรอ?”
สำหรับจี้ทิง วิชาสายคำนวณและวิทยาศาสตร์ย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่เขามีข้อบกพร่องเรื่องความสามารถในการสื่อสารมาโดยตลอด ดังนั้นวิชาการเขียนบทความจึงถือเป็นจุดอ่อนวิกฤตของเขา
จี้เยี่ยนจื๋อคาดไม่ถึงเลยว่า เขาจะถูกคำพูดที่เคยพูดไว้ในอดีตย้อนกลับมาทิ่มแทงเข้าให้ ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็คิดไม่ถึงว่าจี้ทิงจะยังเก็บคำสัญญาที่ทำไว้ตั้งนานนมมาใส่ใจ และแอบปฏิบัติตามมาโดยตลอด
เขาทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยั้งไว้ สุดท้ายจึงเดินเข้าไปดึงหนังสือออกจากมือจี้ทิง “แสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงมันไม่ดีต่อสายตา ไว้มีเวลาตอนกลางวันค่อยดู”
แม้จะเหลืออีกเพียงไม่กี่หน้าก็จะอ่านจบแล้ว แต่จี้ทิงก็ไม่ได้โต้แย้ง เขาเพียงแค่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อขึ้นมาบนเตียง ทั้งสองต่างปรับหมอนให้เข้าที่แล้วเอนตัวลงนอนพร้อมกัน
“จี้เยี่ยนจื๋อ”
จี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังจะเอื้อมมือไปปิดไฟหัวเตียงชะงักมือพลางหันหน้ามา “มีอะไร?”
จี้ทิงตะคะแคงตัวมาหาแล้วเอ่ยถาม “หลังตรุษจีนมานี้ดูเหมือนพี่จะกลับดึกขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเงียบไปอึดใจหนึ่ง “เรื่องของบริษัท นายไม่ต้องยุ่งหรอก”
จี้ทิงหลุบตาลงเล็กน้อย อันที่จริงต่อให้อีกฝ่ายไม่พูดเขาก็รู้ดี [นับตั้งแต่จี้ซื่อเจ๋อกลับมา กลุ่มบริษัทซื่อลี่ก็กลายเป็นสมรภูมิรบอย่างเต็มตัว ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรุกรับ พ่อลูกคู่นี้กลายเป็นศัตรูที่ต้องสู้กันไปมาตั้งนานแล้ว]
จี้เยี่ยนจื๋อไม่นึกเลยว่าสมองน้อยๆ ของหมอนี่จะยังอุตส่าห์มีแก่ใจมาห่วงเรื่องพวกนี้ จึงเอ่ยว่า “ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านหรอก ต่อให้ดึกแค่ไหน ฉันก็จะกลับมานอนที่บ้านอยู่ดี”
ความจริงแต่ก่อน ถ้าเขายุ่งจนเลยเวลาสามทุ่ม เขาก็จะพักผ่อนที่บริษัท ซึ่งมีห้องพักรับรองเตรียมไว้ให้โดยเฉพาะ แต่คำพูดเช่นนี้จี้เยี่ยนจื๋อไม่มีทางบอกจี้ทิงเด็ดขาด เพราะเขารู้สึกว่ามันดูสำออยเกินไป
จี้ทิงได้ยินดังนั้นก็จ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง “หรือว่าการที่ผมมานอนกับพี่ มันกลายเป็นภาระของพี่ไปแล้ว?”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงกึ่งเย็นชา “เจ้าหูน้อยจี้ ฉันก็เป็นคนนะ ต่อให้ไม่มีนายฉันก็ต้องนอนเหมือนกัน”
“อ้อ” จี้ทิงพยักหน้า ในใจยังแอบเสริมว่า [ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว]
“นอนได้แล้ว”
หลังจากปิดไฟ ห้องนอนก็ตกอยู่ในความเงียบสงบและมืดสลัว แสงจันทร์เล็ดลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านสาดส่องลงมาเป็นเงาตะคุ่ม
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง จี้เยี่ยนจื๋อหันไปมองคนข้างกายแล้วเรียกเบาๆ “เจ้าหูน้อยจี้”
จี้ทิงไม่ตอบรับ มีเพียงเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอเป็นจังหวะตอบกลับมาเท่านั้น
จี้เยี่ยนจื๋อค่อยๆ เลิกผ้าห่มออกจากตัว เปิดไฟหัวเตียงให้หรี่ลงจนมืดที่สุด แล้วลงจากเตียงตรงไปยังห้องนั่งเล่นเล็ก
วันนี้เขายังจัดการงานไม่เสร็จ มีสองเรื่องที่ต้องตัดสินใจในเช้าวันพรุ่งนี้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องอ่านเอกสารให้จบ
จี้เยี่ยนจื๋อเดินมาที่ห้องนั่งเล่นอย่างเงียบเชียบ หยิบโน้ตบุ๊กบนโต๊ะกาแฟขึ้นมา เขามองโซฟาตรงหน้าสลับกับมองไปทางห้องนอน
เขาลังเลอยู่ไม่ถึงวินาที จากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำไป
สองนาทีต่อมา จี้เยี่ยนจื๋อก็ถือโน้ตบุ๊กที่ถูกเช็ดด้วยทิชชู่ฆ่าเชื้อทั้งข้างในข้างนอกถึงสามรอบ และกลับขึ้นเตียงด้วยท่าทางเงียบเชียบราวกับหัวขโมย
เมื่อแผ่นหลังพิงกับหัวเตียง เขาก็ลอบระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปมองคนข้างกายอีกครั้ง หลังจากแน่ใจว่าจี้ทิงไม่ตื่น จี้เยี่ยนจื๋อจึงเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมา
เวลาล่วงเลยไปจนถึงตีสองกว่า
จี้เยี่ยนจื๋ออนุมัติอีเมลฉับสุดท้ายของแผนกฝ่ายผลิตเสร็จ เขาก็พับหน้าจอโน้ตบุ๊ก พลางยืดตัวบิดกระดูกสันหลังที่แข็งทื่อ
เขาผ่อนลมหายใจออกมา และหันไปมองทางจี้ทิงอีกครั้งตามสัญชาตญาณ
ทว่าครั้งนี้สายตาของจี้เยี่ยนจื๋อกลับไม่รีบชักกลับเหมือนตอนทำงาน แต่มันกลับค่อยๆ เลื่อนผ่านใบหน้าลงมาตามลำดับ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่มือข้างที่เขาเคยจับไว้เมื่อตอนกลางวัน
จี้ทิงหน้าตาดีราวกับสวรรค์ตั้งใจปั้นแต่งมาตั้งแต่เกิด ในตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อเพิ่งสังเกตเห็นว่า แม้แต่มือของอีกฝ่ายก็ยังงดงามไร้ที่ติ
เล็บถูกตัดแต่งเป็นรูปครึ่งวงกลมมนสวย ผิวขาวจัดจนดูซีดเซียว กระดูกข้อนิ้วเด่นชัดดูเรียวยาวที่กำลังขดเข้าหากันเล็กน้อย แม้ภายใต้แสงสลัว แต่มันก็ยังดูราวกับหยกเย็นที่ช่างฝีมือชั้นครูบรรจงสลักขึ้นมา
จี้เยี่ยนจื๋อค่อยๆ กุม ‘หยกเย็น’ ชิ้นนี้ไว้ในมือ เขามองดูมันในอุ้งมือ พลางคิดว่ามือนี้ดูผอมบางเกินไปหน่อย กระดูกหลังมือปูดนูนออกมาจนดูซูบซีดไปนิด
ในขณะที่เขากำลังจมอยู่ในความคิด มือข้างนั้นก็พลันกระชากออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างรวดเร็ว
จี้เยี่ยนจื๋ออึ้งไปชั่วขณะ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นจี้ทิงตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ใบหน้าทั้งใบด้วยความขยะแขยง “พี่โรคจิตหรือไง จี้เยี่ยนจื๋อ!”
จี้ทิงสะบัดมือราวกับว่ามันเปื้อนสิ่งสกปรก ปากก็ก่นด่าไม่หยุด “บ้าเอ๊ย! น่ารังเกียจเป็นบ้า พี่ต้องการจะทำอะไรกันแน่?”
มวลอากาศในทรวงอกของจี้เยี่ยนจื๋อพลันถูกบีบอัดออกไปจนหมดสิ้น เพียงชั่วลมหายใจเดียว แววตาลุ่มลึกก็ปรากฏร่องรอยของความเย็นชาและเหี้ยมเกรียมขึ้นมา “นายคือ... จี้ทิงงั้นเหรอ?”
“โธ่เอ๊ย! ถ้าผมไม่ใช่จี้ทิงแล้วจะเป็นใครวะ พี่...”
ยังไม่ทันสิ้นคำพูด จี้เยี่ยนจื๋อก็โผเข้าคว้าคอเสื้อของอีกฝ่าย ทว่าในจังหวะที่กำลังจะออกแรงที่เอวนั้น ร่างทั้งร่างของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง
“เฮือก!” พร้อมกับเสียงสูดลมหายใจสั้นๆ จี้เยี่ยนจื๋อก็สะดุ้งตื่นจากห้วงแห่งความฝัน
โน้ตบุ๊กตรงหน้ายังคงเปิดค้างอยู่ เคอร์เซอร์บนหน้าจอกะพริบไม่หยุด สะท้อนแสงเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยความรู้สึกใจหายใจคว่ำ
เขาหลับตาลงช้าๆ ที่แท้เมื่อครู่ก็เป็นเพียงความฝัน...
จี้เยี่ยนจื๋อพยายามปรับลมหายใจที่ยังหอบถี่เล็กน้อยให้เป็นปกติ เขาหยิบโน้ตบุ๊กไปวางไว้ด้านข้าง แล้วหันกลับมา ทว่ากลับไม่กล้ามองไปยังคนข้างกายในทันที
ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง ครู่หนึ่งเขาก็อดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองไป ยังคงเป็นใบหน้าที่สงบนิ่งและอ่อนโยนเหมือนเดิม จี้ทิงกำลังหลับสนิท ดูราวกับดอกโบตั๋นใต้แสงจันทร์ที่งดงาม
จี้เยี่ยนจื๋อค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้ สายตาทั้งคู่ราวกับจะล็อกใบหน้าของจี้ทิงไว้ในดวงตา เขาค่อยๆ มองมันอย่างละเอียดทีละนิด
และในวินาทีนั้นเอง แพขนตาที่ยาวงอนของจี้ทิงก็ขยับไหวเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาทั้งสองข้างจะปรือเปิดขึ้นด้วยความงัวเงีย
ทั้งสองสบตากันอย่างกะทันหันในระยะประชิด จี้ทิงจ้องมองใบหน้าที่อยู่ห่างไปเพียงเอื้อมมือด้วยความมึนงง จนตั้งตัวไม่ติด
“เจ้าหูน้อยจี้?” จี้เยี่ยนจื๋อพลันเอ่ยเรียกชื่อเขาขึ้นมา
“ครับ”
“เจ้าหูน้อยจี้”
ครั้งนี้จี้ทิงไม่ได้ขานรับ แต่เขากลับขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่เป็นอะไรไป?”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นไหวด้วยความลนลานวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแห้งผาก “ฉัน... ฉันเหมือนจะไข้ขึ้นอีกแล้วล่ะ”
Update ตอนใหม่เร็วกว่าใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/wwFop