LNCrawler

ตอนที่ 160 ของชิ้นที่สอง

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 160 ของชิ้นที่สอง

        ฉินไจ้เย่จ้องเขม็งไปยังจี้ทิงด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม หมัดทั้งสองข้างที่กำแน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดโปน

       ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงเค้นคำพูดออกมาจากซอกฟันได้ประโยคหนึ่ง “นายคิดว่าตัวเองเป็นใคร พ่อของฉันไม่มีวันเชื่อคำพูดของนายแน่”

       “เขาจะไม่เชื่อผมก็ได้ แต่มันก็ไม่ช่วยให้เขาเลิกมองว่า หลิงซีคือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดหรอกนะ”

       ภายในห้องมอนิเตอร์ เสิ่นหลินและผู้บัญชาการต่างเหลือบมองฉินหมิงจงโดยพร้อมเพรียงกัน

       ใบหน้าของฉินหมิงจงมืดครึ้มสนิท ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องหน้าจอที่ฉายภาพจี้ทิงเขม็ง ในใจปั่นป่วนวุ่นวายจนยากจะหยั่งถึง

       ต้องยอมรับว่าการใช้พ่อแท้ๆ มาข่มขวัญลูกชาย จี้ทิงเดินหมากตานี้ได้ทั้งโหดและใจเด็ดยิ่งนัก อย่าว่าแต่ฉินหมิงจงเลย ต่อให้เป็นพวกเขาก็ยากที่จะไม่เกิดอคติต่อหลิงซี

       ตาชั่งในห้องสอบสวนเริ่มเอนเอียง ใครที่ตาดีต่างก็มองเห็นเพลิงโทสะที่พลุ่งพล่านอยู่ในดวงตาของฉินไจ้เย่ ทว่าเพียงไม่นาน เปลวไฟนั้นกลับค่อยๆ มอดดับลงอย่างเลือนราง

       เหตุผลที่เขาใจเย็นลงได้ เป็นเพราะจู่ๆ เขาก็คว้าจุดอ่อนอย่างหนึ่งในตัวจี้ทิงเอาไว้ได้ในหัว นั่นคือ เสียงในใจ...

       ไม่ว่าเรื่องประหลาดนี่จะเกิดขึ้นได้ยังไงก็ตาม แต่ในเมื่อเขาได้ยิน นั่นหมายความว่าสิ่งที่จี้ทิงคิดแทบจะถูกแผ่กางออกมาตรงหน้าเขาโดยไม่มีอะไรปกปิด

       ขอเพียงเขาจงใจชักจูงให้จี้ทิงตอบคำถามสำคัญ ทันทีที่เสียงในใจรั่วไหลความคิดที่แท้จริงออกมา เมื่อนั้นเขาก็จะพิสูจน์ได้ว่าการสอบสวนอย่างหนักในตอนนั้นไม่ใช่การใช้หน้าที่บังหน้าเพื่อแก้แค้นส่วนตัว แต่เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายชัดเจน

       เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างกายที่ตึงเครียดของฉินไจ้เย่ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง ความโกรธเกรี้ยวระหว่างคิ้วจางหายไปจนหมดสิ้น

       “จี้ทิง ในเมื่อนายเอาแต่ป่าวประกาศว่าฉันมีความผิด ได้... งั้นเรามาสืบสาวราวเรื่องกันตั้งแต่ต้น เริ่มจากนายรู้และปักใจเชื่อได้ยังไงว่าเผิงเจ๋อคุนมีพฤติกรรมเป็นสายลับ”

       จี้ทิงนิ่งเงียบ รอให้อีกฝ่ายพูดให้จบ

       “ตอนนั้นนายกับลู่เหยียนชูให้การว่า พวกนายอาศัยโปรแกรมที่สามารถดักฟังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดของฝ่ายตรงข้ามจนพบการกระทำความผิดของเผิงเจ๋อคุน และโปรแกรมนั้นลู่เหยียนชูขอยืมมาจากกลุ่มบริษัทซื่อลี่” ฉินไจ้เย่จ้องสบตาจี้ทิง แววตาเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน “เรื่องที่ฉันพูดมาทั้งหมดนี้ เป็นความจริงไหม?”

       “เป็นความจริง”

       นัยน์ตาของฉินไจ้เย่ฉายแววเยาะหยันขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเริ่มขยับปากพูดด้วยจังหวะเนิบนาบ “แต่หลังจากนั้นฉันส่งคนไปตรวจสอบแล้ว ซื่อลี่ไม่เคยพัฒนาโปรแกรมนี้ ข้อมูลหรือไฟล์ต้นฉบับก็หาไม่เจอแม้แต่อย่างเดียว เรื่องนี้จะอธิบายว่ายังไง?”

       จี้ทิงกำลังจะอ้าปากพูด แต่กลับถูกเขาพูดขัดขึ้นทันที “ถ้าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้มาจากซื่อลี่ แล้วนายกับลู่เหยียนชูไปเอามันมาจากไหน เรื่องนี้มีการเกี่ยวข้องกับ...”

       “โปรแกรมนั้นผมเป็นคนทำเอง มีปัญหาอะไรไหม?”

       ...

       ในห้องนั้นเงียบงันราวกับเดนคนตาย

       ฉินไจ้เย่รู้สึกเหมือนจู่ๆ ก็พลัดตกไปในทะเลสาบน้ำแข็งท่ามกลางฤดูหนาวจัด สติรับรู้ทั้งหมดในหัวถูกความเย็นเยียบและความว่างเปล่าเข้าเกาะกินอย่างไม่ทันตั้งตัว โลกของเขาหยุดนิ่งสนิทลงในวินาทีนั้นเอง

       จี้ทิงรู้ดีว่าทำไมเขาถึงตะลึงค้างอยู่อย่างนั้น แต่ก็ยังถามย้ำอีกรอบ “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

       พอได้ยินประโยคนี้ เสิ่นหลินที่อยู่ในห้องมอนิเตอร์ก็อดรนทนไม่ไหว หลุดหัวเราะพรืดออกมาทันที

       ฉินหมิงจงมองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “รองประธานเสิ่น หัวเราะอะไร บอกผมหน่อยได้ไหม?”

       เสิ่นหลินยกมือขึ้นปิดปากพลางแกล้งไอเบาๆ เขาพยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ “ขออภัยครับ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระเบียบการรักษาความลับ ผมไม่สามารถเปิดเผยได้แม้แต่คำเดียว”

       พูดจบ เขาก็หันไปหาผู้บัญชาการที่อยู่ข้างๆ “จริงไหมครับ ผู้บัญชาการอู๋?”

       ผู้บัญชาการไม่ได้พูดอะไร แต่ในอกกลับรู้สึกเหมือนมีก้อนโคลนอุดอยู่ อึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก

       คิดดูเถอะ ขนาดเจิ้งกั๋วตงจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมอากาศยานและการบินเขายังเป็นคนเรียกตัวมากลางดึกด้วยตัวเอง แล้วตอนนี้เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าจี้ทิงได้ส่งมอบเทคโนโลยีนั้นให้แก่รัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว

       ผู้บัญชาการนึกเสียใจเพียงอย่างเดียวคือตอนนั้นเขาเชื่อใจฉินไจ้เย่มากเกินไป เขาคิดว่าอีกฝ่ายอย่างน้อยก็น่าจะรักษาระเบียบการสอบสวนขั้นพื้นฐานและจรรยาบรรณของทหาร ไม่นึกเลยว่าจะกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ฉินไจ้เย่ใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

       ที่ว่าหมากเดินพลาดตาเดียวพ่ายแพ้ทั้งกระดาน ตอนนี้เขาต้องมารับโทษทางวินัยจากเบื้องบนก็เพราะทำตัวเองแท้ๆ

       ในบรรดาสามคน มีเพียงฉินหมิงจงเท่านั้นที่ไม่รู้โฉมหน้าแท้จริงของจี้ทิง เมื่อเขาเห็นคนหนึ่งเอาแต่เงียบขรึม ส่วนอีกคนกลับส่งยิ้มบางๆ ออกมา จึงเหมาเอาเองว่าคนทั้งคู่กำลังร่วมมือกันรอดูเรื่องตลกของฉินไจ้เย่

       ใบหน้าของเขาเย็นชาจนน่าขนลุก และในตอนนั้นเอง ฉินไจ้เย่ที่อยู่ในห้องสอบสวนก็ดูเหมือนจะได้สติขึ้นมาเสียที

       “นายบอกว่านายเป็นคนทำงั้นเหรอ?” คิ้วของฉินไจ้เย่ขมวดมุ่นจนแทบเป็นปม ด้วยสีหน้าเหลือเชื่อที่บิดเบี้ยว “แค่นายเนี่ยนะ?”

       จี้ทิงขานรับในลำคอเบาๆ “ครับ แค่ผม”

       รูม่านตาของฉินไจ้เย่สั่นไหวขณะกวาดมองไปทั่วใบหน้าของจี้ทิง คล้ายพยายามจะขุดค้นอะไรบางอย่างออกมา

       ไม่มีเสียงในใจ... นอกจากคำตอบที่จี้ทิงหลุดปากออกมาแล้ว นอกเหนือจากนั้นไม่มีเสียงอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวหรือว่าไอ้สิ่งนี้จะมีเงื่อนไขในการทำงานอะไรบางอย่าง?

       จี้ทิงเห็นเขาเงียบไป และแน่นอนว่าเขาย่อมไม่รู้ถึงความคิดสกปรกในใจของฉินไจ้เย่ จึงเอ่ยขึ้นว่า “จากคำพูดเมื่อกี้ผมก็พอดูออกแล้วว่า คุณไม่รู้จักตัวตนของผมเลยแม้แต่นิดเดียว อคติทั้งหมดของคุณล้วนมาจากคำบอกเล่าของหลิงซีที่มีต่อผมทั้งนั้น”

       สีหน้าของฉินไจ้เย่เย็นชาลง “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เกี่ยว...”

       คราวนี้เป็นฝ่ายจี้ทิงที่พูดแทรกบ้าง “คุณจะเชื่อเขาหรือไม่นั่นเป็นสิทธิในการตัดสินใจของคุณ แต่การที่ตอนนั้นคุณทำการสอบสวนผม มันคืองานที่เบื้องบนมอบหมายให้ ในฐานะที่คุณเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่คุณจะนำความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนไม่ได้เด็ดขาด”

       เขาสบตาฉินไจ้เย่ คำพูดแต่ละคำล้วนเฉียบคม “แต่คุณไม่เพียงแค่ใช้หน้าที่ล้างแค้นส่วนตัว คุณยังออกคำสั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ให้เจ้าหน้าที่ดูแลทั้งสองคนรายงานอาการของผมขึ้นไป ตอนที่คุณขัดขวางพวกเขา คุณเคยคิดบ้างไหมว่าความผิดที่คุณก่อไว้ในตอนนั้น วันหน้าจะต้องมีคนมาร่วมรับผิดชอบกับคุณกี่คน?”

       คำพูดชุดนี้เปรียบเสมือนหมัดหนักที่ซัดเข้ากลางอกของฉินไจ้เย่ เขาจ้องมองจี้ทิงอย่างดุร้าย “แค่ฉันคนเดียวไม่พอหรือไง นายยังอยากจะตามล้างแค้นอีกกี่คนกัน!”

       จี้ทิงมองเขา แววตาปรากฏร่องรอยของความเย็นชาอย่างลึกซึ้ง “ฉินไจ้เย่ คุณไม่คู่ควรกับการเป็นทหารเลยสักนิด”

       คำพูดประโยคนี้ยั่วโทสะฉินไจ้เย่จนถึงขีดสุดอย่างไม่ต้องสงสัย “นายเอาอะไรมาตัดสินว่าฉันไม่คู่ควร?!”

       “งั้นผมถามหน่อย หน้าที่หลักของทหารคืออะไร?”

       “รักษาวินัย ปฏิบัติตามคำสั่ง...” ลมหายใจของฉินไจ้เย่พลันชะงักกึก คล้ายจะรู้ตัวถึงจุดประสงค์ของจี้ทิงขึ้นมาทันที

       ในเมื่อเขาไม่พูด จี้ทิงก็ช่วยพูดแทนให้ “หน้าที่หลักของทหารคือการปฏิบัติตามคำสั่ง เพราะนับแต่วินาทีที่คุณสวมเครื่องแบบทหารชุดนี้ พวกคุณก็ได้กลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ร่วมรุกร่วมถอย ร่วมเป็นร่วมตาย เกียรติยศและอัปยศคือหนึ่งเดียว ความต้องการส่วนตนต้องยอมสยบต่อภารกิจส่วนรวมเสมอ”

       ฉินไจ้เย่กัดฟันแน่นจนแทบแหลก เค้นคำพูดรอดซอกฟันออกมาว่า “นายมันก็แค่พวกหัวหมอพยายามเบี่ยงประเด็นเพื่อเอาตัวรอด!”

       “ได้ ในเมื่อคุณอยากให้เปลี่ยนประเด็น ผมก็จะเปลี่ยนให้ดู” จี้ทิงสีหน้าเรียบเฉย ทั้งที่มีใบหน้าที่ทำให้คนวางใจแท้ๆ แต่ในยามนี้แรงกดดันกลับแผ่ซ่านออกมาจนน่าใจหาย “ถ้าวันนั้นเราอยู่ในสนามรบ ผมคือเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่ตรวจพบสถานการณ์ของศัตรู ส่วนคุณในฐานะผู้บัญชาการสนามรบ กลับสั่งกำจัดผมทิ้งเพียงเพราะความแค้นส่วนตัว”

       “ผมขอถามแค่คำเดียว จะมีคนต้องสังเวยชีวิตในสนามรบเพราะข้อมูลชุดนั้นกี่คน และจะมีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองคนไหน กล้าเสี่ยงอันตรายออกไปสืบข่าวศัตรูอีก?”

       คำถามที่สาม...

       “ฉินไจ้เย่ ตอนนี้คุณยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ละอายต่อตรากองทัพที่เคยประดับอยู่บนอกอีกงั้นเหรอ?”


Update ตอนใหม่เร็วกว่าใคร 
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/wwFop