ตอนที่ 162 เจ้าหูน้อยจี้ผู้ไร้เยื่อใย
ตอนที่ 162 เจ้าหูน้อยจี้ผู้ไร้เยื่อใย
สิ้นเสียงนั้น รอยยิ้มที่มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อก็พลันแข็งค้าง ก่อนจะทรุดฮวบลงดั่งหน้าผาถล่มในวินาทีต่อมา
เขานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ “นายไปหาหมอมาแล้วเหรอ?”
จี้ทิงส่ายหน้า “เปล่าครับ”
หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อพองโตขึ้นมาเล็กน้อย “ในเมื่อยังไม่ผ่านการวินิจฉัยจากหมอ แล้วนายสรุปเอาเองได้ยังไง เผื่อนายจะรู้สึกไปเองล่ะ?”
“เพราะตอนบ่ายวันนี้ที่กลับมา ผมเผลอหลับบนรถไปงีบหนึ่งครับ หลับยาวรวดเดียวไม่ตื่นเลย แถมยังไม่ฝันด้วย” จี้ทิงอธิบาย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเรียบตึงไร้ความรู้สึก
เขาจ้องมองจี้ทิงเขม็ง ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบไปที่ไก่ย่างบนโต๊ะ “เพราะงั้นที่นายตั้งใจสั่งอาหารเพิ่ม ก็เพื่อจะฉลองที่นายไม่ต้องพึ่งพาฉันอีกต่อไปแล้วงั้นสิ?”
“ไม่ใช่การฉลองแบบนั้น...”
จี้ทิงเริ่มทำตัวไม่ถูกกับปฏิกิริยาของอีกฝ่าย [จี้เยี่ยนจื๋อควรจะดีใจไม่ใช่เหรอ การต้องมานอนเป็นเพื่อนฉันมันน่าจะเป็นภาระสำหรับเขาแท้ๆ ตอนนี้เรื่องนี้จบลงแล้ว ทำไมเขาถึงดูเหมือนกำลังโกรธล่ะ]
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อได้ยินเสียงในใจ เขาก็เหยียดยิ้มเยาะหยันตัวเองพลางนึกทบทวนในใจ
นั่นสินะ... เขาสมควรจะดีใจ
เขาจะได้ไม่ต้องรีบบึ่งรถกลับมานอนเป็นเพื่อนใครกลางดึกอีกแล้ว ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องเวลาทุกครั้งที่ฟ้ามืด และไม่ต้องแอบนั่งอ่านเอกสารเงียบๆ หลังจากเจ้าหูน้อยจี้หลับไปแล้วด้วย นี่มันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองไปทั่วนครหรอกหรือ...
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะกระชากเก้าอี้ลงนั่งพรวด “ฮึ ก็น่าฉลองจริงๆ มาสิ ฉันจะร่วมฉลองกับนายด้วย”
จี้ทิงสัมผัสได้ถึงไอความหงุดหงิดที่เหมือนคนพยายามระงับอารมณ์กัดฟันพูดอย่างบอกไม่ถูก เขากะพริบตาด้วยความงุนงง [จี้เยี่ยนจื๋อ...]
จี้เยี่ยนจื๋อชะงักมือที่กำลังเคลื่อนไหว พลางเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
[เขาเกลียดไก่ย่างตัวนี้งั้นเหรอ?]
ปัง! จี้เยี่ยนจื๋อฟาดผ้าเช็ดมือลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น “นายกินไปคนเดียวเถอะ กินให้หนำใจไปเลย!”
“จี้...”
ไม่ทันที่จี้ทิงจะได้เอ่ยคำใด จี้เยี่ยนจื๋อก็เดินสะบัดหน้าออกจากห้องอาหารไปโดยไม่หันกลับมามอง
เวลา 22.30 น. จี้เยี่ยนจื๋อนั่งหน้าบึ้งอยู่หลังโต๊ะทำงาน
งานส่วนตัวจัดการเสร็จสิ้นแล้ว แถมยังไม่ต้องกลับไปนอนห้องเดียวกับจี้ทิงอีก ช่วงเวลาดีๆ ที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้ เขาควรจะทำอะไรดีนะ
ผ่านไปอีกสิบห้านาที...
เฮอะ! ต่อไปนี้จะไม่มีใครมาแย่งเตียงเขาไปครึ่งหนึ่งแล้ว และไม่มีใครกล้าบังอาจมานอนเบียดหมอนเขาอีก ดีเหลือเกิน...
ดีกะผีน่ะสิ!
จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันกรอด ตอนนั้นใครกันที่ทำหน้าตาน่าสงสารอ้อนวอนขอมานอนกับเขา พอเขาไม่กลับบ้านก็ยังอุตส่าห์ตามมานอนด้วยถึงบริษัท แล้วตอนนี้พอหายดีแล้ว ก็มองว่าเขาเป็นแค่ยาระงับอาการส่วนเกินที่คิดจะโยนทิ้งก็โยนทิ้งอย่างนั้นเหรอ?
โรคอะไรมันจะมีระยะพักฟื้น อาการป่วยนึกจะหายก็หายได้เลยหรือไง หมอก็ยังไม่ได้ตรวจ แค่เจ้าหูน้อยจี้นอนกลางวันงีบเดียวก็กล้าบอกว่าตัวเองหายดีแล้วเหรอ...
ต่อให้หายจริง เจ้าหูน้อยจี้ก็ควรจะขอบคุณเขาไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมต้องกินไก่ด้วย หรือว่าไอ้ไก่ย่างบ้าบอนั่นมันนอนเป็นเพื่อนเขาทั้งวันทั้งคืนกันล่ะ?
ยิ่งคิด จี้เยี่ยนจื๋อก็ยิ่งรู้สึกว่าใครบางคนมันช่างไร้หัวใจ เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความเดือดดาล เตรียมจะขึ้นไปคุยด้วยเหตุผลที่ชั้นบน
ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็ยืนหน้าบึ้งอยู่หน้าประตูห้องของจี้ทิง
จี้เยี่ยนจื๋อยกมือขึ้นเตรียมจะเคาะ ทว่ามือหนากลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ทำไมข้างในห้องถึงได้เงียบเชียบขนาดนี้ นี่ยังไม่ถึงห้าทุ่มเลยนะ เจ้าหูน้อยจี้เข้านอนเร็วขนาดนี้เลยเหรอ
จี้เยี่ยนจื๋อเอียงหูฟังความเคลื่อนไหวข้างใน สักพักก็ยืดตัวขึ้นมองซ้ายมองขวาไปตามทางเดิน ก่อนจะก้มตัวลงส่องดูที่ซอกใต้ประตู
ดูเหมือนไฟข้างในจะยัง...
พรึ่บ! ประตูห้องพลันเปิดออกอย่างไม่ทันตั้งตัว
จี้เยี่ยนจื๋อกับจี้ทิงต่างสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจที่ต้องเผชิญหน้ากันกะทันหัน
[ทำไมจี้เยี่ยนจื๋อถึงมายืนอยู่หน้าห้องฉันล่ะ?]
ความร้อนวูบหนึ่งแล่นพล่านขึ้นไปถึงปลายหูของจี้เยี่ยนจื๋อทันที เขาพยายามปั้นหน้าดุชิงเอ่ยปากก่อนเพื่อรักษาเชิง “ดึกดื่นป่านนี้ ออกมาทำอะไร?”
จี้ทิงอึ้งไปครู่หนึ่ง “ผม... ผมกำลังจะออกไปหาพี่พอดีครับ”
“ไปหาฉันทำไม” จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าหนี แสร้งทำเสียงเย็นชา “นายน่ะไม่ต้องนอนกับฉันแล้วไม่ใช่เหรอ?”
จี้ทิงเม้มริมฝีปาก พลางยื่นของสิ่งหนึ่งส่งให้ “นี่ครับ ให้พี่”
จี้เยี่ยนจื๋อหลุบตามองแวบหนึ่งโดยไม่รับไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม “นี่อะไร?”
“มันคือโปรแกรมเล็กๆ ที่ผมจ้างสวีเหรินให้หาคนช่วยทำครับ เป็นโปรแกรมที่จะตรวจจับและแจ้งเตือนการปลอมแปลงใบหน้าด้วย AI โดยอัตโนมัติ แล้วมันยังสามารถคัดกรองเสียงสังเคราะห์ในการสื่อสารได้อย่างรวดเร็วในระดับไมโครวินาที รวมถึงภาพถ่ายที่ถูกดัดแปลงด้วยวิธีทางเทคนิคด้วยครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สมองของจี้เยี่ยนจื๋อก็เข้าสู่โหมดนักธุรกิจในทันที
จากผลการวิจัยกลุ่มผู้บริโภคของฝ่ายการตลาดโทรศัพท์มือถือ กลุ่มลูกค้าหลักมีช่วงอายุอยู่ที่สิบแปดถึงสี่สิบสองปี ถ้านำโปรแกรมของจี้ทิงไปติดตั้งไว้ในสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ ช่วงอายุของกลุ่มเป้าหมายก็จะสามารถขยายไปถึงกลุ่มผู้สูงอายุได้
ทุกวันนี้พวกมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ระบาดไปทั่ว ถ้ามีโปรแกรมนี้ ซื่อลี่ก็อาจพิจารณาเปิดตัว ‘มือถือสำหรับผู้สูงอายุ’ ที่ราคาคุ้มค่าและใช้งานง่าย อย่างน้อยก็น่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ตกเป็นเหยื่อของการต้มตุ๋นได้ในระดับหนึ่ง
จี้ทิงเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไปนาน ก็คิดว่าเขาคงไม่พอใจในสิ่งที่ตนทำ “จริงๆ แล้วยังเพิ่มโหมดอื่นเข้าไปได้อีกนะครับ อย่างเช่น ถ้าโปรแกรมตรวจพบการใช้เทคนิค AI ข้างต้น แล้วมือถือมีการโอนเงินจำนวนมากนอกเหนือจากรายชื่อที่กำหนดไว้ ระบบจะล็อกแป้นพิมพ์รหัสผ่านโดยอัตโนมัติ และส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังเบอร์ญาติที่ลงทะเบียนไว้ หรืออย่างเช่น...”
“ทำไมถึงให้ฉัน?” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยแทรกขึ้นมาดื้อๆ โดยไม่รอให้เขาพูดจบ
จี้ทิงนิ่งเงียบไปอึดใจ “เพราะผมอยากขอบคุณพี่ครับ”
“ขอบคุณเรื่องอะไร?”
“ขอบคุณที่พี่นอนเป็นเพื่อนผมครับ”
[ตอนแรกฉันตั้งใจจะเอาโปรแกรมนี้มาใช้แลกเปลี่ยนเงื่อนไขกับจี้เยี่ยนจื๋อ ถึงตอนนี้จะไม่ต้องใช้แลกอะไรแล้ว แต่เอามาให้เป็นของขวัญขอบคุณก็น่าจะดีเหมือนกัน]
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะเยาะหยันในใจ แค่การนอนเป็นเพื่อนแท้ๆ เขากลับได้โปรแกรมที่ต้องใช้ทุนวิจัยมหาศาลมาครองฟรีๆ
เขารู้ดีว่าจี้ทิงอยากขอบคุณเขาจากใจจริง แต่ไม่รู้ทำไม ยิ่งคิดเขากลับยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์
เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ "สรุปคือนายให้สิ่งนี้เพราะต้องการให้เราสองคนหายกันงั้นเหรอ?"
จี้ทิงพยักหน้า "ครับ"
จี้เยี่ยนจื๋อเหยียดยิ้มเย็นชา ก่อนจะรับของจากมืออีกฝ่ายมา “ตกลง งั้นถือว่าเรื่องก่อนหน้านี้เราหายกัน”
ทว่าคำพูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันควัน “เรื่องก่อนหน้านี้จบไปแล้ว แต่เรื่องหลังจากนี้ล่ะ นายจะรับผิดชอบยังไง?”
แววตาของจี้ทิงเต็มไปด้วยความงุนงง “...เรื่องหลังจากนี้ พี่หมายถึงอะไรครับ?”
สมองของจี้เยี่ยนจื๋อเริ่มร้อนรุ่มตั้งแต่ได้ยินคำว่าหายกัน ตอนนี้เขาจึงปั้นเรื่องโกหกออกมาได้หน้าตาเฉย “ฉันนอนกับนายมาตั้งนาน จนร่างกายและจิตใจมันชินไปแล้วว่าต้องมีคนมานอนข้างๆ แต่นายกลับมาบอกปุบปับว่าจะไม่นอนด้วยแล้ว ทีนี้ฉันที่ถูกบังคับให้ติดเป็นนิสัยจนเกิดอาการนอนไม่หลับขึ้นมา นายจะให้ทำยังไง?”
จี้ทิงอึ้งไปหลายวินาที ก่อนจะโพล่งออกมาประโยคหนึ่ง “งั้นผมว่า... พี่ควรไปหาจิตแพทย์นะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาคมเข้มลง เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับคำตอบนี้อย่างยิ่ง “เจ้าหูน้อยจี้ ตอนนายนอนไม่หลับฉันยังนอนเป็นเพื่อนเลย แต่พอตอนนี้ฉันนอนไม่หลับบ้าง นายกลับไล่ฉันไปหาหมอ นายจะไร้เยื่อใยเกินไปหน่อยไหม?”
Update ตอนใหม่เร็วกว่าใคร
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/wwFop