LNCrawler

ตอนที่ 163 ห้ามทำตัวดุ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 163 ห้ามทำตัวดุ

        จี้ทิงฟังคำพูดของเขาแล้วนิ่งคิดตามอย่างจริงจัง “อืม ฟังดูแล้วก็ออกจะเนรคุณไปสักหน่อย แต่เรื่องนี้มันมีปัญหาอยู่ข้อหนึ่งครับ”

       “ปัญหาอะไร ตรงไหนที่มีปัญหา?” จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่พอใจ

       “นับตั้งแต่วันแรกที่เรานอนด้วยกันจนถึงเมื่อวาน รวมเป็นเวลาสี่สิบสามวัน การที่พี่ติดนิสัยว่าต้องมีคนนอนด้วยขึ้นมาในเวลาสั้นขนาดนี้ หมายความว่ายิ่งเวลาที่เรานอนร่วมเตียงกันเพิ่มมากขึ้น นิสัยนี้ก็จะยิ่งฝังรากลึก และมีความเป็นไปได้ว่าจะทำให้พี่เสพติดมันครับ”

       ความรู้สึกจุกอกที่คุ้นเคยตีตื้นขึ้นมาอีกครั้ง จี้เยี่ยนจื๋อมองท่าทางเคร่งขรึมจริงจังของจี้ทิงแล้วก็ได้แต่พูดอย่างอ่อนใจ “ได้... นายมีเหตุผล นายมีเหตุผลที่สุดงั้นสิ งั้นฉันไม่นอนกับนายแล้วก็ได้ นายพอใจหรือยังล่ะ?”

       พูดจบเขาก็ทำท่าจะเดินหนีไป ทว่าจี้ทิงกลับยื่นมือมาดึงรั้งเขาไว้เสียก่อน

       “ผมแค่ช่วยวิเคราะห์ให้ชัดเจน เพื่อให้พี่ประเมินข้อดีข้อเสียได้ง่ายขึ้น ไม่ได้บอกว่าจะไม่นอนกับพี่นี่ครับ”

       มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะแค่นเสียงฮึในลำคอ “ทำไมล่ะ อยู่ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนใจขึ้นมาอีก?”

       “ก็เพราะตอนนั้นที่ผมบอกว่ากลัวผี พี่ไม่ได้พยายามพิสูจน์ให้ผมเห็นว่าผีมันเป็นเรื่องมโนภาพเหนือธรรมชาติ แต่พี่ก็ยังตกลงที่จะนอนเป็นเพื่อนผม”

       จี้ทิงสบตาเขาพลางคิดในใจว่า [สิ่งที่ตัวฉันเองยังก้าวข้ามไม่ได้ ฉันย่อมไม่อาจนำมาใช้เรียกร้องจากคนอื่น]

       ทั้งที่จี้ทิงตกลงยอมตามใจแล้ว แต่พอจี้เยี่ยนจื๋อได้ยินเสียงในใจนั้น เขากลับหลุบดวงตาสีเข้มลงด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก

       ว่ากันว่าคนฉลาดนั้นหลอกยาก แต่เจ้าหูน้อยจี้ที่มีไอคิวสูงลิบลิ่วจนแทบนั่งอยู่บนยอดไม้นี่ กลับถูกว่าวขาดๆ เพียงตัวเดียวหลอกให้ยอมลงมาหาได้อย่างง่ายดาย

       และตอนนี้คนก็ยอมลงมาแล้ว แต่เขากลับกลายเป็นคนบาปที่ถือสายป่านว่าวขาดๆ ตัวนั้นเสียเอง

       “ฉัน...” ความรู้สึกผิดผลักดันให้จี้เยี่ยนจื๋ออยากจะสารภาพความจริงออกมา ทว่าพอเงยหน้าขึ้นเห็นใบหน้าของจี้ทิง คำพูดเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะติดอยู่ที่ปลายลิ้นจนไม่อาจเปล่งออกมาได้

       “ฉันไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวอาบเสร็จจะมาหา” เขาพูดโดยแสร้งหลบสายตาไปทางอื่น

       จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง “ไม่ไปนอนที่ห้องพี่เหรอครับ?”

       “นอนห้องนายนี่แหละ” จี้เยี่ยนจื๋อทิ้งท้ายไว้สั้นๆ เพียงเท่านั้นก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

       ผ่านไปครึ่งชั่วโมงกว่า จี้เยี่ยนจื๋อในชุดนอนก็มายืนอยู่หน้าประตูห้องนอน เขาแสร้งกระแอมไอออกมาทีหนึ่งเพื่อส่งสัญญาณ

       จี้ทิงที่ได้ยินเสียงละสายตาจากหน้ากระดาษหนังสือแมลงดึกดำบรรพ์ขึ้นมามอง “อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อส่งเสียงตอบรับในลำคออย่างเย็นชา จี้ทิงจึงชี้ไปที่ผ้าห่มข้างตัว “ผ้าห่มผืนนี้เป็นของใหม่ครับ ผ้าปูเตียงกับปลอกหมอนก็เปลี่ยนให้ใหม่หมดแล้ว”

       นิ้วมือของจี้เยี่ยนจื๋อที่ทิ้งข้างลำตัวงอเกร็งเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ขอบใจ”

       “ไม่เป็นไรครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อเดินไปที่ข้างเตียงอย่างเก้ๆ กังๆ หลังจากล้มตัวลงนอนแล้วเขาก็เรียกขึ้น “จี้ทิง”

       “เหลืออีกสิบเจ็ดหน้าครับ อ่านจบแล้วจะปิดไฟ”

       จี้เยี่ยนจื๋ออ้ำอึ้งไปครู่หนึ่ง “ฉันไม่ได้จะเร่งให้นายนอน แต่ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย”

       จี้ทิงปิดหนังสือวางลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วหันกลับมามองเขา “ว่ามาสิครับ”

       พอได้รับอนุญาต จี้เยี่ยนจื๋อกลับเลี่ยงสายตาไปอีกทาง “ตอนที่นอนห้องฉัน ฉันเป็นคนตั้งกฎไว้ใช่ไหมล่ะ ตอนนี้ตานายตั้งกฎบ้างแล้ว”

       จี้ทิงกะพริบตา ดูจะประหลาดใจอยู่บ้าง “ผมก็ตั้งกฎได้ด้วยเหรอครับ?”

       “ตามใจนาย ไม่ตั้งก็ช่าง”

       ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง ก่อนที่จี้ทิงจะลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางที่เป็นทางการขึ้นมาทันที “ในห้องนี้ ห้ามพี่ว่าชุดนอนของผมว่าขี้เหร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีหรือดีไซน์ก็ไม่ได้ทั้งนั้นครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองชุดนอนลายเป็ดสีเหลืองมัสตาร์ดที่อีกฝ่ายใส่อยู่ในวันนี้ แล้วฝืนกลั้นใจตอบ “ได้”

       “ห้ามแอบดูโน้ตบุ๊กของผมโดยพลการ”

       “อือหึ”

       “เวลาพูดจะมีอารมณ์ร่วมก็ได้ แต่ห้ามทำหน้าตาบูดบึ้งหรือดูดุร้ายตลอดเวลาครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อผุดลุกขึ้นนั่งทันควัน “ฉันไปพูดจาดุร้ายตอนไหน...”

       จี้ทิงมองเขาเงียบๆ แววตาใสซื่อคู่นั้นราวกับจะบอกว่า ‘เห็นไหมล่ะ พี่น่ะดุจะตาย’

       จี้เยี่ยนจื๋อสะบัดหน้าหนีพลางเอ่ยอย่างหัวเสีย “ก็แค่พูดจาให้นุ่มนวลลงหน่อยไม่ใช่หรือไง ใครจะทำไม่เป็นล่ะ”

       [ก็พี่นั่นแหละที่ทำไม่เป็น]

       จี้เยี่ยนจื๋อหันขวับไปถลึงตาใส่ทีหนึ่ง ส่วนจี้ทิงกลับทำเป็นมองไม่เห็น “เอาล่ะครับ ตอนนี้เรานอนกันได้แล้ว”

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้ว “หมดแล้วเหรอ?”

       “ครับ” จี้ทิงพยักหน้า “พี่สามข้อ ผมสามข้อ ยุติธรรมดีครับ”

       เจ้าหูน้อยจี้นี่ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นตาชั่งแน่ๆ ถึงได้เคร่งครัดเรื่องความเท่าเทียมขนาดที่ว่าขาดไปแม้แต่มิลลิกรัมเดียวก็ไม่ได้

       เมื่อตกลงกันว่าจะนอน ทั้งคู่จึงปิดโคมไฟหัวเตียงแล้วต่างคนต่างมุดตัวลงใต้ผ้าห่มของตัวเอง

       “เจ้าหูน้อยจี้”

       ดวงตาที่เพิ่งหลับลงลืมขึ้นอีกครั้ง “ครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเรียกเขาแล้วกลับนิ่งเงียบไปเสียเอง ผ่านไปพักใหญ่เขาถึงเอ่ยออกมา “ความจริง วันนี้ที่ได้ยินนายบอกว่านอนคนเดียวได้แล้ว ที่จริงฉัน... ก็รู้สึกดีใจอยู่บ้าง” พูดจบเขาก็รีบเน้นย้ำทันที “แค่นิดเดียวเท่านั้นนะ เล็กเท่าเล็บนิ้วก้อยนี่เอง”

       จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย พลางคิดในใจว่า [จี้เยี่ยนจื๋อเก่งจังเลย]

       จี้เยี่ยนจื๋อถูกความคิดที่ดูไม่เข้าเรื่องเข้าราวนี้กระแทกเข้าอย่างจัง เขากำลังจะขมวดคิ้ว แต่จี้ทิงก็ตะแคงตัวหันมาหาเสียก่อน “พี่ทำยังไงถึงทำให้ความดีใจของตัวเองเป็นรูปธรรม แถมยังวัดขนาดของมันออกมาได้แม่นยำขนาดนั้นล่ะครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อ "..."

       โดนยมทูตลากลงนรกไปซะยังจะดีกว่ามั้งเนี่ย อย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งคุยกับคนพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้

       จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถอดหายใจอย่างแรง เสียงถอนหายใจนั้นดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบสงัดในห้อง “ขนาดคำเปรียบเทียบยังฟังไม่ออก มิน่าล่ะนายถึงต้องอ่านหนังสือรวมบทความคะแนนเต็ม”

       ใบหน้าของจี้ทิงพลันร้อนผ่าวขึ้นมา “อ้อ ที่แท้ก็เป็นคำเปรียบเทียบนี่เอง”

       พอถูกขัดจังหวะแบบนี้ จี้เยี่ยนจื๋อก็ลืมสิ่งที่ตั้งใจจะพูดไปชั่วขณะ “เมื่อกี้ฉันพูดถึงไหนแล้ว?”

       “บอกว่าความดีใจของพี่เล็กเท่าเล็บนิ้วก้อยครับ”

       ทั้งที่เป็นคำที่เขาพูดเองแท้ๆ แต่พอออกมาจากปากจี้ทิง ทำไมมันถึงฟังดูเหมือนกำลังประชดประชันกันอยู่ยังไงยังงั้น

       จี้เยี่ยนจื๋อเม้มปากแน่น “แล้วนายล่ะ นายดีใจไหม?”

       จี้ทิงเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ความดีใจของผมใหญ่เท่ากับลูกบอลเป่าลมของเด็กเส้นผ่านศูนย์กลางสิบสี่จุดห้าเซนเลยครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับน้ำท่วมปาก กำลังจะบอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่ต้องเลียนแบบก็ได้ จี้ทิงก็พูดต่อว่า “จี้เยี่ยนจื๋อ ผมก็มีเรื่องหนึ่งอยากจะบอกพี่เหมือนกัน”

       “ว่ามาสิ”

       [อืม... ถ้าบอกไปตรงๆ ว่าฉันปล่อยตัวฉินไจ้เย่ออกไปแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อต้องโกรธทันทีโดยไม่ฟังที่มาที่ไปแน่ๆ]

       จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาในอกทันควัน ความหนาวเหน็บนั้นพลุ่งพล่านจากหัวใจขึ้นมาจนทำให้ดวงตาวาวโรจน์ราวกับมีพายุคลั่ง เขาขยับมือหมายจะกระชากผ้าห่มออก แต่ท่ามกลางโทสะที่พุ่งสูง เขากลับกัดฟันอดทนเอาไว้อย่างถึงที่สุด

       เนื่องจากไฟปิดอยู่ จี้ทิงจึงมองไม่เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขา หลังจากเรียบเรียงความคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยปาก “ฉินไจ้เย่ออกมาแล้วครับ แต่ตอนนี้เขาต้องทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตอนถูกขังเสียอีก”

       จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันกรอด “นาย...”

       “พี่อย่าเพิ่งใจร้อน ฟังผมค่อยๆ เล่าก่อนครับ”

       จี้ทิงใช้เวลาประมาณสิบกว่านาที เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้จี้เยี่ยนจื๋อฟังอย่างละเอียด โดยข้ามส่วนที่เขาส่งมอบเทคโนโลยีนั้นไป

       นิ้วมือของจี้เยี่ยนจื๋อที่ตอนแรกกำแน่นจนเห็นข้อนิ้วขาวซีด ค่อยๆ คลายออกในที่สุด กระทั่งมุมปากก็เริ่มโค้งขึ้น แววตาที่จ้องมองจี้ทิงฉายชัดถึงรอยยิ้มที่ปิดไม่มิด

       สุดท้ายเมื่อพูดถึงช่วงบทสรุป จี้ทิงก็เอ่ยข้อสันนิษฐานของตนออกมา “เขาว่ากันว่าลูกคือเงาของพ่อแม่ การที่ฉินไจ้เย่เหยียบย่ำกฎหมายอย่างไร้ความเกรงกลัวขนาดนั้น ผมคิดว่าฉินหมิงจงเองก็คงไม่ใช่คนที่มีนิสัยอ่อนน้อมถ่อมตนและระแวดระวังนักหรอกครับ”

       “นายก็เลยคิดว่าฉินหมิงจงจะปล่อยให้ฉินไจ้เย่หนีไปงั้นเหรอ?”

       “ครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะหยันออกมาเบาๆ ทว่าไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จี้ทิง “นายมองฉินหมิงจงง่ายเกินไปแล้ว เขาไม่ใช่พ่อที่เปี่ยมด้วยเมตตาอะไรหรอก ฉันพนันได้เลยว่าเพื่ออำนาจของตระกูลฉินทั้งตระกูล เขาจะยอมทอดทิ้งฉินไจ้เย่อย่างแน่นอน”


Update ตอนใหม่เร็วกว่าใคร 
และร่วมสนับสนุนผลงานที่ถูกต้องลิขสิทธิ์ได้ที่ Kawebook >> https://kawebook.co/wwFop