LNCrawler

ตอนที่ 16 เครื่องแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 16 เครื่องแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง

            สวีเหรินมารายงานตัวตอนสิบโมงตรงตามนัด ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าประตูมา เขากลับพบว่าวันนี้ที่ตระกูลจี้มีผู้คนพลุกพล่านผิดปกติ

       พ่อบ้านนำทางเขาไปยังห้องของจี้ทิง ก่อนจะรีบร้อนลงไปจัดการธุระด้านล่างต่อ

       “อาจารย์จี้ครับ เมื่อกี้ตอนเข้ามาผมเห็นคนเยอะแยะเลย” เขาเอ่ยพลางวางกระเป๋าเป้ลง “วันนี้ที่บ้านมีงานอะไรหรือเปล่าครับ?”

       จี้ทิงกำลังง่วนอยู่กับการแกะชิ้นส่วนอุปกรณ์ในมือ พลางตอบเรียบๆ “ระบบควบคุมส่วนกลางในห้องพี่ชายผมเสีย เขาเลยให้เจ้าหน้าที่เทคนิคมาซ่อม”

       สวีเหรินเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ “แค่ระบบควบคุมเสีย ต้องใช้คนซ่อมเยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับ ผมเห็นข้างล่างมากันตั้งเจ็ดแปดคนแน่ะ”

       “เพราะผมเป็นคนทำมันพังเอง”

       “อ้อ...” สวีเหรินพยักหน้าเข้าใจทันที ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่แปลก

       ทั้งสองทำทีเป็นติวหนังสืออยู่ในห้องพักหนึ่ง ก่อนจะแอบย้ายที่กบดานไปยังห้องเล่นเกมทางฝั่งตึกตะวันตก

       ขณะก้าวเข้าลิฟต์ สวีเหรินได้ยินเสียงแว่วๆ จากเหล่าโปรแกรมเมอร์บนชั้นสองกำลังปรึกษากัน

       “เมื่อกี้ผมใช้ระดับการสแกนขั้นสูงสุดตรวจสอบไปหลายรอบแล้ว ไม่พบรหัสไวรัสเลยครับ”

       “แปลกชะมัด ผมก็ไล่บันทึกการทำงานของระบบ ไม่เจอบั๊กอะไรเลยสัก...”

       บานประตูลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนปิดลง สวีเหรินเม้มปากพลางแอบเหลือบมองจี้ทิงด้วยความเลื่อมใส

       เฮ้อ... อาจารย์จี้นี่สุดยอดจริงๆ!

       เมื่อถึงห้องเล่นเกม สวีเหรินก็เริ่มถกแขนเสื้อลงมือทำงาน ท่าทางของเขาดูคล่องแคล่วกว่าเมื่อวานมาก

       จี้ทิงเห็นเขาตั้งใจทำงานจึงเอ่ยถาม “วิทยานิพนธ์ของคุณไปถึงไหนแล้ว?”

       “ส่งร่างแรกให้อาจารย์ที่ปรึกษาแล้วครับ แต่ช่วงนี้ท่านน่าจะยุ่งอยู่ เลยยังไม่ได้ตอบกลับมา” สวีเหรินพูดพลางยิ้มซื่อ “แต่ผมไม่รีบครับ ถือโอกาสนี้รวบรวมข้อมูลการทดลองเพิ่มเติมไปด้วยเลย”

       จี้ทิงพยักหน้าเล็กน้อย “ผมว่าคุณควรเตรียมจัดระเบียบข้อมูลไว้ล่วงหน้า พอผ่านช่วงปีใหม่ไปแล้วก็ไปยื่นขอจดสิทธิบัตรซะ มันจะเป็นประโยชน์ต่อประวัติการทำงานของคุณในอนาคต”

       “ครับ กลับไปผมจะรีบจัดการเลย”

       หลังจากคุยจบ ทั้งคู่ก็ต่างคนต่างจมอยู่กับงานของตนเอง

       สวีเหรินประกอบเคสคอมพิวเตอร์เสร็จไปหนึ่งเครื่อง เขาปาดเหงื่อพลางเดินไปดื่มน้ำที่โต๊ะ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าจี้ทิงกำลังจ้องมองหน้าจอด้วยสายตามุ่งมั่น

       เขายื่นหน้าเข้าไปดูด้วยความสงสัย ทว่าทันใดนั้นร่างกายกลับแข็งทื่อไปชั่วขณะ

       ภาพบนหน้าจอคือใบหน้าของประธานจี้ผู้นั้น ภาพถูกขยายจนใหญ่ยักษ์จนเห็นความดุดันเหี้ยมเกรียมในดวงตาได้อย่างชัดเจน

       ที่น่าแปลกกว่านั้นคือ จี้ทิงกำลังขมวดคิ้วมุ่น ปลายนิ้วขยับเมาส์ลากไปมาระหว่างตัวเลือก ‘โกรธ’ กับ ‘รังเกียจ’ ราวกับกำลังแก้โจทย์ปัญหาแห่งศตวรรษอยู่

       สวีเหรินลอบกลืนน้ำลาย ขยับเข้าไปถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “อาจารย์จี้ครับ... นี่คุณกำลังศึกษาพี่ชายตัวเองอยู่เหรอครับ?”

       จี้ทิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบนิ่งๆ “ก็ทำนองนั้น เมื่อวาน ‘แทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง’ ถ่ายรูปมาได้หลายใบ ฉันเลยเอามาใช้ฝึกฝนการเรียนรู้ทางสังคมน่ะ”

       “แทสเมเนียน... หมายเลขหนึ่ง?”

       จี้ทิงชี้ไปยังอุปกรณ์ทรงกลมที่จี้เยี่ยนจื๋อพยายามพลิกแผ่นดินหา “ชื่อเต็มของมันคือ ‘เครื่องศึกษาวิจัยการแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง’ ”

       เขารู้สึกว่า การเก็บข้อมูลด้วยวิธีนี้สะดวกและได้กลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายกว่าการไปเผชิญหน้ากับจี้เยี่ยนจื๋อโดยตรง ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่น่าเสียดาย คืออารมณ์ที่บันทึกได้นั้นค่อนข้างจำเจ ส่วนใหญ่จะมีแต่ตอนที่อีกฝ่ายกำลังโมโห

       เสียงคลิกเมาส์ดังขึ้นเบาๆ จี้ทิงเลือกคำตอบ [โกรธ] ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม “คำตอบนี้ไม่ผิดใช่ไหม?”

       สวีเหรินอ้าปากค้าง พลางตอบตะกุกตะกัก “ผมเห็นรังสีอำมหิตพลุ่งพล่านขนาดนั้น คงไม่ผิดหรอกครับ”

       ...

       ช่วงบ่ายหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ สวีเหรินได้รับแจ้งด่วนว่าต้องกลับไปที่ห้องแล็บของมหาวิทยาลัย

       “ผมไปส่ง” จี้ทิงนั่งมาทั้งเช้า จึงอยากขยับร่างกายบ้าง

       ทั้งสองเดินพ้นตัวตึกหลักออกมา แต่ในขณะที่ใกล้จะถึงประตูใหญ่ของตระกูลจี้ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมา

       “โธ่เว้ย! ก็บอกให้เข้าไปไง ฉันเป็นเพื่อนจี้ทิงจริงๆ นะ แกมันก็แค่หมาเฝ้าบ้าน จะมาทำอวดดีทำไมวะ!”

       สวีเหรินได้ยินคำด่าทอหยาบคายเหล่านั้นก็ชะงักไป พลางหันไปมองจี้ทิง

       สีหน้าของจี้ทิงยังคงเรียบเฉยตามปกติ เขาเอ่ยขึ้นว่า “สวีเหริน คุณไปก่อนเถอะ”

       “ครับ”

       เมื่อครูสอนพิเศษจะกลับ บอดี้การ์ดที่หน้าประตูก็จำเป็นต้องเปิดประตูบานใหญ่ให้

       ชายที่อยู่นอกประตูตาเป็นประกาย เขารีบอาศัยจังหวะแทรกตัวพุ่งเข้าไปด้านใน ทว่ากลับถูกบอดี้การ์ดคว้าคอเสื้อด้านหลังไว้ได้ทัน

       เขาทั้งด่าทั้งแผดเสียงตะโกนพลางดิ้นรน “ไอ้เวร! ปล่อยนะเว้ย พวกแกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร!!”

       “สวีเทียนเฮ่า”

       สวีเทียนเฮ่าชะงักกึกเมื่อได้ยินเสียงเรียก เขาไม่คาดคิดว่าบอดี้การ์ดจะยอมปล่อยมือทันที จนเกือบจะถลาหน้าทิ่มพื้น

       บอดี้การ์ดโน้มตัวลงเล็กน้อย “คุณชายรอง”

       จี้ทิงเอ่ย “ขอโทษด้วย ตรงนี้ฉันจัดการเอง”

       “ครับ”

       สวีเทียนเฮ่าพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล ปากก็ยังพ่นคำด่าไม่หยุด หลังจากปัดฝุ่นตามตัวเสร็จ เขาก็หันมาพาลใส่จี้ทิง “นี่มันเกิดอะไรขึ้นฮะ? โทรไปก็ไม่รับ ไลน์ไปก็ไม่ตอบ ฉันนึกว่านายตายไปแล้วซะอีก”

       “ต่อไปนี้ฉันต้องเรียนพิเศษอยู่ที่บ้าน คงไม่ได้ออกไปเที่ยวข้างนอกแล้ว นายก็ไม่ต้องมาที่นี่อีก” จี้ทิงตอบด้วยน้ำเสียงห่างเหิน ก่อนจะหันหลังกลับเข้าบ้านทันที

       สวีเทียนเฮ่าเบิกตากว้าง พุ่งเข้าไปคว้าแขนจี้ทิงไว้ “นายว่าไงนะ เรียนพิเศษ? โธ่ อย่ามาเล่นตลกให้ขำหน่อยเลย”

       จี้ทิงไม่ชอบการถูกเนื้อต้องตัวเป็นทุนเดิม เขาจึงสะบัดมือออกอย่างแรง “นายช่วยบอกคนอื่นๆ ด้วย ต่อไปนี้ไม่ต้องมาชวนฉันไปงานสังคมอะไรของพวกนาย ฉันจะไม่ไปเข้าร่วมอีกแล้ว”

       เหล่าเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวของเจ้าของร่างเดิมถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่เขากะว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์ให้จบๆ ไป แต่ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะกล้ามาดักรอถึงหน้าบ้าน

       “นายพูดจาแปลกชะมัด...” สวีเทียนเฮ่าชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “นายถูกพี่ชายตีจนสมองเพี้ยนไปแล้วหรือไง?”

       จี้ทิงขมวดคิ้วพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ธุระของฉันมีเท่านี้ เชิญนายกลับไปได้แล้ว”

       “เฮอะ” สวีเทียนเฮ่าแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “ก็ได้ ในเมื่อนายไม่อยากไป ฉันก็จะไม่เอาหน้าไปไถพื้นตื๊อนายหรอก แต่บอกไว้ก่อนนะ วันนี้พวกจางซวี่อยู่กันครบเลย ถ้าไอ้พวกนั้นดื่มจนเมาแล้วพากันมาปิดล้อมหน้าบ้านนาย ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนแล้วกัน”

       จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “อยู่กันครบเลยเหรอ?”

       “ก็เออดิ ขาดแค่นายนั่นแหละ”

       ก็ดี จะได้เคลียร์ให้จบสิ้นในครั้งเดียวเพื่อตัดปัญหาที่จะตามมา หลังจากจี้ทิงตัดสินใจได้แล้วจึงพูดขึ้นมาว่า “ฉันจะไปกับนาย”

       “มันต้องอย่างนี้สิ เห็นไหมล่ะนายยัง...” สวีเทียนเฮ่ายิ้มกว้างพลางจะยกมือขึ้นกอดคอ แต่จี้ทิงกลับเบี่ยงตัวหลบ

       เขาชะงักไปเล็กน้อย จี้ทิงหมุนตัวก้าวเดินด้วยท่าทีนิ่งเฉย “ไปกันเถอะ”

       สวีเทียนเฮ่าเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ อุตส่าห์เตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ให้แท้ๆ ไม่นึกเลยว่าวันนี้เจ้าหมอนี่จะกินยาผิด

       ชั่วโมงต่อมา รถของจี้ทิงก็ขับตามสวีเทียนเฮ่ามาจอดที่หน้าคลับแห่งหนึ่ง

       สวีเทียนเฮ่าลงจากรถแล้วโยนกุญแจให้พนักงานโบกรถ ก่อนจะโบกมือเรียกจี้ทิง “ไปเร็ว พวกนั้นรออยู่ข้างบนแล้ว”

       ขณะที่ทั้งสองเดินขึ้นไปชั้นบนและกำลังจะเข้าห้องรับรอง จี้ทิงก็เอ่ยขึ้น “ฉันขอไปห้องน้ำก่อน”

       สวีเทียนเฮ่ากวักมือเรียกบริกรเข้ามา แล้วชี้ไปยังป้ายหน้าห้อง “Nightmare ห้องนี้นะ กลับมาให้ถูกห้องล่ะ”

       “อืม”

       เมื่อมองตามจนจี้ทิงเดินลับตาไป สีหน้าของสวีเทียนเฮ่าก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นสุดขีด เขาผลักประตูเข้าไปทันที “เป็นไงบ้าง จัดเตรียมเรียบร้อยหรือยัง?”

       “วางใจเถอะ ฉันเตี๊ยมกับผู้จัดการไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

       “เฮ้ย บริกรคนนั้นเหมือนหลิงซีขนาดนั้นเลยเหรอวะ?”

       ชายผมสีน้ำตาลหัวเราะร่วน “ยิ่งกว่าเหมือนอีก วันก่อนฉันเห็นนี่ยังตกใจแทบแย่ ถ้าไม่ใช่ว่าชื่อไม่เหมือนกัน ฉันคงนึกว่าเป็นคนคนเดียวกันไปแล้ว”

       “จิ๊ๆ... คราวนี้คุณชายรองตระกูลจี้ของเราได้ยิ้มแก้มปริแน่ๆ”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^