LNCrawler

ตอนที่ 17 เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 17 เพื่อนกินเพื่อนเที่ยว

         ภายในห้องน้ำ จี้ทิงกำลังก้มมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

       โดยปกติแล้ว เพื่อนฝูงกลุ่มเดิมของเจ้าของร่างนี้มักจะรวมตัวกันเพื่อทำเรื่องเหลวไหลไร้สาระอยู่เสมอ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท เขาจึงตรวจสอบรายการทำธุรกรรมของคลับแห่งนี้อย่างละเอียด

       นอกจากข้อสงสัยเรื่องการเลี่ยงภาษีแล้ว ก็ไม่พบว่าพัวพันกับเรื่องอบายมุขหรือสิ่งผิดกฎหมายร้ายแรงอื่นๆ จะมีก็เพียงค่าทิปพนักงานที่ดูสูงผิดปกติจนน่าสงสัยเท่านั้น

       จี้ทิงคิดในใจว่า แค่เข้าไปพูดธุระให้จบแล้วปลีกตัวออกมาก็คงไม่มีปัญหาอะไร

       อันที่จริง เพื่อนกลุ่มนี้ของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้ถือว่าเป็นคนชั่วร้ายอะไร เพียงแต่เป็นกลุ่มลูกหลานตระกูลรวยที่เสวยสุขบนกองเงินกองทองของตระกูล แม้จะมีนิสัยเสียอยู่บ้าง แต่เรื่องผิดกฎหมายคอขาดบาดตายนั้นยังไม่มีใครกล้าทำ

       หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจ จี้ทิงก็เก็บโทรศัพท์ ล้างมือให้สะอาด แล้วเดินย้อนกลับไปตามโถงทางเดิน

       ทันทีที่เขาผลักประตูห้องวีไอพีเข้าไป เสียงผิวปากหวีดหวิวก็ดังขึ้นทักทายทันที

       “โอ้โห คุณชายจี้ผู้ยิ่งใหญ่ยอมเสด็จมาจนได้นะวันนี้ ปกติโทรไปหาล่ะไม่เคยจะรับสายเลยนี่หว่า?”

       คำหยอกเย้ายังไม่ทันหายไป สวีเทียนเฮ่าก็ลุกพรวดขึ้นจากโซฟา “เฮ้ย พวกนายรู้ป่ะ ตอนที่ฉันไปตามตัวเขาวันนี้ เขาพูดว่าไง?”

       “เขาทำหน้าจริงจังแล้วบอกว่า ต้องอยู่บ้านติวหนังสือ ต่อไปนี้จะไม่ยอมออกมาเที่ยวกับพวกเราแล้วว่ะ”

       “ฮ่าๆๆ!”

       ทั้งห้องระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย บางคนขำจนเกือบจะร่วงตกจากโซฟา

       ท่ามกลางเสียงเยาะเย้ยถากถาง จี้ทิงไม่ได้แสดงท่าทีขัดเขินหรือโกรธเคือง เขาเพียงแต่นั่งลงตรงมุมหนึ่งอย่างสงบ รอให้พวกเขาสิ้นฤทธิ์เสียงหัวเราะไปเอง

       “ฉันบอกเลยนะคุณชายรองจี้ นี่นายเป็นคนพูดเองนะ” จางซวี่เช็ดน้ำตาพลางพึมพำด้วยอาการหอบจากการขำค้าง “เดี๋ยวเถอะ... อย่ามานึกเสียใจทีหลังแล้วกัน”

       จี้ทิงไม่เข้าใจว่าความหมายของคำว่าเสียใจนั้นคืออะไร แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจจะถาม “ในเมื่อสวีเทียนเฮ่าบอกไปแล้ว...”

       ก๊อกๆ!

       เสียงเคาะประตูสั้นๆ สองครั้งดังขึ้น ดึงความสนใจของทุกคนไปจากจี้ทิงในทันที

       “เข้ามา”

       ผู้จัดการคลับเปิดประตูแง้มตัวเข้ามาครึ่งหนึ่ง “คุณชายจางครับ ด้านนอกเตรียมการเรียบร้อยแล้ว จะให้คนเข้ามาเลยไหมครับ?”

       มุมปากของจางซวี่ประดับด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างพากันชำเลืองมองจี้ทิงเป็นตาเดียว พร้อมแสดงสีหน้าเหมือนกำลังรอดูเรื่องสนุก

       “ตกลง ให้พวกเขาเข้า...”

       “ไม่ต้องให้เข้ามา”

       ทุกคนถึงกับชะงัก เมื่อเห็นจี้ทิงยืนขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก่อนจะหันไปสั่งผู้จัดการ “คุณเองก็ออกไปซะ แล้วปิดประตูด้วย”

       น้ำเสียงของเขาแม้จะเรียบเฉย ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ผู้จัดการไม่กล้ารั้งรอ รีบถอยหลังออกไปและปิดประตูลงทันที

       สถานการณ์ที่พลิกผันอย่างกะทันหันทำเอาทุกคนหน้าเหวอ สวีเทียนเฮ่าเบิกตากว้าง “จี้ทิง นายทำบ้าอะไรของนายเนี่ย?”

       จี้ทิงไม่ได้สนใจเขา “ฉันพูดธุระจบแล้วก็จะไป ไม่กวนเวลาสำราญของพวกนายหรอก”

       “นายจะกลับแล้วเหรอ?”

       จี้ทิงยังคงรักษาความนิ่งเฉยไว้พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “สิ่งที่ฉันพูดกับสวีเทียนเฮ่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องตลก ต่อไปนี้ฉันตั้งใจจะเรียนหนังสืออย่างจริงจัง เพราะงั้นพวกนายก็ถือซะว่าไม่มีเพื่อนอย่างฉันอีก ไม่ต้องติดต่อมา และไม่ต้องไปหาฉันที่บ้านด้วย”

       “ขอบคุณทุกคน ลาก่อน”

       เมื่อเห็นเขาทำท่าจะเดินออกไปโดยไม่ลังเล สวีเทียนเฮ่าที่กำลังอึ้งก็คว้าแขนเขาไว้ตามสัญชาตญาณ “เฮ้... นี่นายเอาจริงเหรอวะ?”

       จี้ทิงดึงเสื้อตัวเองออกจากการเกาะกุมอย่างสำรวม “ใช่ เรื่องจริง”

       “ไม่ใช่สิ นาย...”

       “หมายความว่าไง?” จางซวี่ขัดขึ้นพลางยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้มเย็น “คุณชายรองจี้ นายคงไม่คิดจะตัดขาดกับพวกเราจริงๆ หรอกใช่ไหม?”

       จี้ทิงพลันตระหนักได้ถึงปัญหาหนึ่งว่า ระดับสติปัญญาที่บกพร่องอาจส่งผลต่อสมรรถภาพทางการได้ยินด้วยสินะ

       จางซวี่เห็นเขาเงียบไปก็เค้นยิ้ม “ได้ ถือว่าวันนี้พวกเราแส่หาเรื่องเอง นายจะไปใช่ไหม?” เขาคว้าขวดเหล้านอกขึ้นมากระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังปัง “กระดกขวดนี้ให้หมด แล้วหลังจากนี้เราค่อยทำเป็นไม่รู้จักกัน”

       สายตาของจี้ทิงกวาดมองขวดเหล้าใบนั้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสบตาอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่ง “ถ้าฉันจำไม่ผิด เหล้าขวดนี้คือ แมคคัลแลนสิบสองปี เชอร์รีโอ๊ค มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่สี่สิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าผู้ชายวัยผู้ใหญ่ดื่มรวดเดียวหมดขวด จะมีความเสี่ยงถึงแปดสิบเจ็ดจุดหกเปอร์เซ็นต์ ที่จะเกิดอาการแอลกอฮอล์เป็นพิษเฉียบพลันและระดับเอทานอลในเลือดจะพุ่งสูงขึ้นจนถึงขั้นกดการหายใจหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าช่วยชีวิตไม่ทันก็อาจจะตายได้”

       สิ้นคำพูดนั้น ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนต่างยืนบื้อใบ้ราวกับถูกสาป

       “จางซวี่ ถ้านายคิดว่าแบกรับผลที่ตามมาไหว ก่อนที่ฉันจะดื่ม นายต้องเซ็นเอกสารยอมรับสภาพการเป็นผู้รับผิดชอบหลักในเหตุการณ์นี้ด้วย”

       จี้ทิงพูดจบอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะหันไปมองคนอื่นๆ “แน่นอนว่าถ้าพวกนายเต็มใจ ก็สามารถเซ็นชื่อร่วมกันได้ เมื่อถึงเวลาศาลจะระบุว่าพวกนายเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบในคดีความ”

       สวีเทียนเฮ่ากับเพื่อนที่เหลือถึงกับใจแกว่ง ล้อเล่นหรือไง... ดื่มแบบนั้นตายได้จริงๆ นะ ใครจะไปกล้าเซ็นชื่อลงไป?

       ทุกคนต่างหันไปมองจางซวี่ที่เพิ่งพ่นคำท้าออกมา เดิมทีตั้งใจจะช่วยพูดให้เลิกรากันไป แต่เมื่อจางซวี่ถูกจ้องมองด้วยสายตาแบบนั้น เขาก็รู้สึกเสียหน้าจนทนไม่ได้ “ถ้านายกล้าดื่ม ฉันก็กล้าเขียน ฉันไม่เชื่อหรอกว่าวันนี้ถ้านายดื่มแล้วจะถึงขั้นตายคาวงนี้จริงๆ”

       จี้ทิงส่ายหัวเบาๆ ด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่าย “จางซวี่ ด้วยระดับสติปัญญาของนาย ต่อไปอย่าไปเล่นเทรดออปชัน [1] กับใครเขาเลยนะ”

       จางซวี่ตัวสั่นเทิ้ม ใบหน้าพลันแดงก่ำด้วยความโกรธจัด “จี้ทิง แก... ไอ้นี่มัน...”

       “ก่อนหน้านี้นายให้พวกเราลงเงินร่วมลงทุนด้วย โดยอ้างว่ามีมือดีที่เชี่ยวชาญการปั่นหุ้นราคาต่ำ แต่นายเคยศึกษาเลเวอเรจที่แท้จริง [2] ของหุ้นพวกนั้นบ้างไหม?”

       น้ำเสียงของจี้ทิงในยามนี้เคร่งขรึมกว่าก่อนหน้ามาก หรือจะเรียกว่าดุดันเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าของร่างเดิมเอาเงินสี่ล้านไปประเคนให้จางซวี่ เขาก็คงไม่ต้องลำบากเรื่องเงินตอนซื้ออุปกรณ์ และคงไม่ต้องถูกจี้เยี่ยนจื๋อข่มขู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้

       เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ แววตาของจี้ทิงก็ยิ่งเข้มลึกขึ้น

       จางซวี่เห็นเขามาซักไซ้ไล่เลียงก็รู้สึกทั้งขำทั้งโมโห “พูดซะดิบดี เหมือนนายคำนวณเป็นงั้นแหละ?”

       จี้ทิงไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่หันไปทางสวีเทียนเฮ่า “นายออกไปหาไอแพดมาให้ฉันเครื่องหนึ่ง เอาเครื่องที่มีปากกาด้วยนะ”

       สวีเทียนเฮ่าลอบกลืนน้ำลาย พลางสังเกตสีหน้าคนอื่นๆ สุดท้ายก็ยอมวิ่งหน้าตั้งออกไป

       ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็กลับมาด้วยอาการหอบซี่โครงบาน พร้อมยื่นไอแพดให้จี้ทิง “อันนี้... อันนี้ใช้ได้ไหม?”

       “ได้”

       จี้ทิงรับมาแล้วนั่งลงบนโซฟา โดยไม่รู้ตัว เพื่อนคนอื่นๆ ต่างก็ขยับเข้ามาล้อมรอบตัวเขาตามสัญชาตญาณ

       “การจะเข้าใจว่าออปชันสร้างกำไรได้อย่างไร ขั้นแรกพื้นฐานที่สุดคือต้องรู้โครงสร้างราคาของมันก่อน”

       เขาเขียนสมการลงบนหน้าจออย่างรวดเร็ว ก่อนจะวงกลมลงตรงส่วนของมูลค่าทางเวลา “ส่วนนี้คือปัจจัยเดียวที่มีกฎเกณฑ์ แต่กลับคาดเดาได้ยากที่สุด...”

       เวลาสองชั่วโมงผ่านไปเพียงชั่วพริบตา หัวทั้งห้าหัวเบียดเสียดกันแน่นจนแทบไม่มีช่องว่าง ทว่ากลับไม่มีใครยอมถอยออกมาเลยแม้แต่คนเดียว

       “หุ้นตัวนี้ตอนนี้แตะระดับดัชนีเท่านี้ เมื่อเทียบกับราคาเปิดของมัน ในอีกสองวันข้างหน้า มันมีโอกาสจะขาดทุนหรือได้กำไรมากกว่ากัน?”

       ห้องทั้งห้องเงียบกริบไปชั่วอึดใจ จางซวี่เม้มปากพลางเหลียวมองคนรอบข้าง ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ

       จี้ทิงใช้ปากกาจิ้มลงบนจอ “จางซวี่ พูดมา...”

       “ฉันลองคำนวณดูเมื่อกี้ หุ้นตัวนี้ตอนนี้น่าจะอยู่ที่จุดวิกฤติพอดี เพราะงั้น ฉันคิดว่าถ้าก่อนห้าโมงเย็นดัชนีแตะถึงสองพันเก้าร้อย สองวันหลังจากนี้แนวโน้มจะเป็นขาขึ้นแน่นอน”

       เขาพูดด้วยความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พอเงยหน้าสบตากับจี้ทิง เสียงก็แผ่วลงทันที “ที่ฉันพูด... ถูกไหม?”

       มุมปากของจี้ทิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ “อืม คำตอบถูกต้อง”

        

       เชิงอรรถ

        [1] เทรดออปชัน (Options Trading) คือการซื้อขายสัญญาอนุพันธ์ที่ให้ "สิทธิ" (ไม่ใช่ข้อผูกพัน) แก่ผู้ซื้อในการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น หรือดัชนี ในราคา และเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ผู้ซื้อสิทธิจะเสียค่าพรีเมียม แต่สามารถเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้ เหมาะสำหรับเก็งกำไรได้ทั้งขาขึ้น-ลง

        [2] เลเวอเรจที่แท้จริง คือ อัตราส่วนที่สะท้อนความเสี่ยงจริงในการซื้อขาย โดยคำนวณจากมูลค่าสถานะรวมทั้งหมด และหารด้วยเงินทุนจริงที่มีอยู่


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^