LNCrawler

ตอนที่ 1 เสพติดรักจนเกินห้ามใจ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 1 เสพติดรักจนเกินห้ามใจ

        ปังๆๆ! 

       เสียงเคาะประตูอย่างบ้าคลั่งทะลุผ่านบานไม้ ทุกจังหวะที่กระแทกลงมาเปรียบเสมือนค้อนที่ตอกย้ำลงบนโสตประสาทของจี้ทิง

       เขายกมือขยำเสื้อกุมท้องที่ปวดบิดจนตัวงอ พลางพลิกกายตั้งท่าจะยันตัวลุกขึ้น ทว่าประตูห้องกลับถูกถีบจนเปิดออกด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหว

       ตอนนั้นเองชายฉกรรจ์สองคนปราดเข้ามาถึงข้างเตียง คว้าคอเสื้อจี้ทิงดึงขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ใบหน้า ก่อนจะหันไปรายงานคนด้านนอก “ท่านประธานจี้ครับ เป็นคุณชายรองไม่ผิดตัวแน่ครับ”

       ท่านประธานจี้งั้นเหรอ? จี้ทิงยังไม่ทันจะได้ประมวลผลกับคำเรียกขานนั้น ร่างของเขาก็ถูกบอดี้การ์ดทั้งสองเหวี่ยงลงจากเตียงอย่างไร้ความปรานี

       เข่าของจี้ทิงกระแทกพื้นเข้าอย่างจัง ความเจ็บปวดแล่นริ้วจนทำให้เขาน้ำตาคลอหน่วย ในสภาพอันน่าสมเพชเช่นนั้น สายตาของเขาเหลือบไปเห็นรองเท้าหนังสีดำพื้นแดงคู่หนึ่งก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า

       ผู้ที่มาใหม่เปี่ยมด้วยอำนาจบารมี ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “จี้ทิง นายทำให้ฉันเปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ”

       จี้ทิงตกอยู่ในภวังค์วูบหนึ่ง คนตรงหน้าเรียกชื่อเขาถูกไม่ผิดแน่ แต่ว่า... เขามีความจำที่เฉียบคมเหนือมนุษย์ และเขามั่นใจมากว่าไม่เคยได้ยินเสียงของผู้บุกรุกทั้งสามคนนี้มาก่อนเลยในชีวิต

       เมื่อเห็นจี้ทิงนิ่งเงียบไม่ไหวติง ‘ประธานจี้’ ก็กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ซอมซ่อ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ทำไมล่ะ นายเสวยสุขในตระกูลจี้มาตั้งหลายปี เพิ่งจะสำนึกได้หรือไงว่าฐานะลูกนอกสมรสอย่างนายนั้นมันต่ำต้อย เลยคิดจะกลับมาซุกหัวอยู่ในซอกตึกโสโครกแบบนี้?”

       ลูกนอกสมรส... 

       คำๆ นี้เปรียบเสมือนชนวนเหตุประหลาด จี้ทิงฝืนความเจ็บปวดเงยหน้าขึ้นมองช้าๆ และในวินาทีที่เห็นใบหน้าของ ‘ท่านประธานจี้’ ชัดเจน ความรู้สึกเจ็บแปลบราวกับเข็มทิ่มแทงก็พุ่งเข้าสู่ท้ายทอยของเขาอย่างรุนแรง

       ภาพเหตุการณ์หนึ่งพลันผุดขึ้นมา เขาเห็นร่างของตนเองมอดไหม้เป็นจุณในกองเพลิงจากการระเบิด หลังจากนั้น ความทรงจำชุดใหม่ก็ไหลบ่าเข้ามาในสมองราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก

       ‘เสพติดรักจนเกินห้ามใจ’ นิยายวายแนวฮาเร็ม และ ‘จี้ทิง’ ก็คือตัวละครฝ่ายรุกตัวสำรองลำดับที่สี่ที่จืดจางที่สุด

       ท่ามกลางความทรงจำที่สับสน เขาก็ได้พบคำตอบถึงตัวตนของ ‘ท่านประธานจี้’ นั่นก็คือ จี้ทิงมีพี่ชายต่างมารดา และพี่ชายคนนี้ก็เป็นฝ่ายรุก เมะตัวสำรองลำดับที่สามในนิยายเรื่องนี้

       “จี้... เยี่ยนจื๋อ?”

       ได้ยินแบบนั้น แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็เย็นชาขึ้นอีกหลายส่วน “จี้ทิง เลิกเล่นละครตบตาได้แล้ว ฉันไม่มีเวลามาดูนายแสดงหรอกนะ”

       เขาสะบัดมือเล็กน้อย จากนั้นบอดี้การ์ดสองคนก็เข้ามารวบตัวจี้ทิงให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

       เมื่อบังคับให้จี้ทิงยืนตัวตรงได้แล้ว จี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยถามอย่างไม่รีบร้อน “ฉันจะถามนายอีกครั้ง เมื่อวานนายไปเจอใครที่ไห่เฉิง และนายทำอะไรลงไปบ้าง?”

       จี้ทิงจ้องมองชายหนุ่มที่มีดวงตาคมกริบราวกับใบมีดน้ำแข็งตรงหน้า เขาไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความสงสัยที่สะท้อนออกมาผ่านคำพูดพึมพำ “ไห่เฉิง...”

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นท่าทางนั้นก็เหมารวมเอาว่าน้องชายสารเลวของเขากำลังแกล้งโง่ จึงพูดเสียดสี “ดูเหมือนคุณชายรองจะดื่มหนักไปหน่อย เอาไปทำให้สร่างในห้องน้ำหน่อยไป”

       “ครับ!” บอดี้การ์ดกึ่งหามกึ่งลากจี้ทิงที่ก้าวเดินอย่างโซซัดโซเซเข้าไปในห้องน้ำ

       เมื่อเห็นบอดี้การ์ดเริ่มเปิดน้ำจนเต็มอ่างล้างหน้า จี้ทิงก็เอียงคอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกนายตั้งใจจะจับหัวฉันกดลงไปงั้นเหรอ?”

       บอดี้การ์ดชะงักไปเล็กน้อย พวกเขาเริ่มรู้สึกได้ว่า จี้ทิงในวันนี้ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

       ปกติแล้ว ถ้าคุณชายรองถูกท่านประธานจี้จับได้แบบนี้ ถ้าเขาไม่พยายามดิ้นรนหนีก็ต้องแผดเสียงโวยวายอาละวาด แต่นี่นอกจากจะไม่ขัดขืน น้ำเสียงที่ใช้ก็ยังดูสุขุมนุ่มลึกอย่างประหลาด

       จี้ทิงพยักหน้าเบาๆ อย่างเข้าใจ ก่อนจะพูดต่อ “แต่การสำลักน้ำจะส่งผลให้สมองขาดออกซิเจน และแรงไออาจทำให้เส้นเลือดฝอยในสมองแตกได้ ซึ่งนอกจากมันจะไม่ช่วยให้ฉันหายเมาแล้ว ยังจะทำให้สติของฉันเลอะเลือนยิ่งกว่าเดิมด้วย”

       ทฤษฎีรวบยอดอันยาวเหยียดทำเอาบอดี้การ์ดถึงกับยืนบื้อใบ้ พลางนึกในใจว่าคุณชายรองไปเอาความรู้พวกนี้มาจากไหนกัน?

       เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งอึ้งไป จี้ทิงจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ฉันจะไม่ทำให้พวกนายลำบากหรอก เพราะงั้น ขอฉันล้างหน้าเองได้ไหม?”

       บอดี้การ์ดทั้งสองมองหน้ากันอย่างชั่งใจ ก่อนจะยอมปล่อยมือจากแขนของเขา

       พวกเขาเห็นคุณชายรองรักษาสัญญา ไม่คิดหนีและไม่ก่อเรื่อง ทว่ากลับค่อยๆ แกะซองอุปกรณ์อาบน้ำแบบใช้แล้วทิ้งอย่างเชื่องช้าทว่าดูดีมีชั้นเชิง

       จี้ทิงหยิบแปรงสีฟันออกมาพลางจัดระเบียบเนื้อเรื่องในหัวอย่างรวดเร็ว

       นิยายเรื่องเสพติดรักจนเกินห้ามใจก็เหมือนกับนิยายวายทั่วไปที่เล่าเรื่องราวของฝ่ายรุก เมะสี่คนที่มีนิสัยแตกต่างกันสุดขั้ว แย่งชิงฝ่ายรับหรือเคะเพียงหนึ่งเดียวจนแทบกระอักเลือด และจี้ทิงคือคนที่มีบทบาทจืดจางที่สุดในบรรดาเมะทั้งหมด

       แม้จี้ทิงจะเป็นเพื่อนสมัยเด็กของตัวละครนายเอก แต่ด้วยฐานะลูกนอกสมรสและนิสัยดื้อรั้น ไม่รู้จักอดกลั้น จึงถูกพี่ชายอย่างจี้เยี่ยนจื๋อเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าเสมอมา

       และหนึ่งในไม่กี่ฉากที่จี้ทิงได้โดดเด่นในต้นฉบับ คือตอนที่นายเอกหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่เมืองไห่เฉิง จึงพบกับเขาโดยบังเอิญ และจี้ทิงก็ได้เป็นผู้ช่วยชีวิตอีกฝ่ายไว้ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น

       นั่นหมายความว่า... ช่วงเวลาที่เขาทะลุมิติมาในตอนนี้ คือวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ได้พบกับนายเอกพอดี ดังนั้น ในตอนนี้เขาจึงเป็น ‘เมะ’ เพียงคนเดียวที่รู้ที่ซ่อนของนายเอก

       ส่วนจี้เยี่ยนจื๋อที่ยืนทำหน้ายักษ์อยู่ในห้องนั่งเล่น ก็คือคนแรกที่บุกมาคาดคั้นที่อยู่ของนายเอกกับเขานั่นเอง

       จี้เยี่ยนจื๋อยืนหน้าบึ้งตึงอยู่ในห้องโถง เดิมทีเขาคาดหวังจะได้ยินเสียงโวยวายเหมือนหมาตกน้ำของจี้ทิง แต่สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นเสียงขยับกายอย่างเป็นจังหวะ

       เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปยังประตูห้องน้ำด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ซึ่งภาพที่เห็นคือจี้ทิงที่คาบแปรงสีฟันไว้ในปาก พร้อมฟองสีขาวฟูฟ่อง

       “พวกนายทำอะไรกัน?” เขาหรี่ตาลงมองบอดี้การ์ดด้วยสายตากดดัน “ฉันสั่งให้พวกนายมาคอยปรนนิบัติเขาล้างหน้าแปรงฟันงั้นเหรอ?”

       บอดี้การ์ดหน้าซีดเผือดลงทันที ในขณะที่พวกเขากำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่จี้ทิงกลับส่งผ้าเช็ดหน้าที่ใช้เสร็จแล้วคืนให้เสียก่อน “วิธีเรียกสติมีตั้งหลายอย่าง ในเมื่อฉันยอมให้ความร่วมมือ ก็ถือว่าช่วยพี่ประหยัดแรงไปได้มากไม่ใช่เหรอ”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้ เขาโกรธจนหัวเราะออกมา “ถ้าอย่างนั้น นายต้องการน้ำผึ้งอุ่นๆ สักแก้วด้วยไหมล่ะ?”

       น้ำเสียงประชดประชันนั้นชัดเจนยิ่งนัก ทว่าจี้ทิงกลับครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนจะพยักหน้า “ดีเลย ขอบคุณครับ”

       สิ้นคำนั้น ไม่เพียงแต่จี้เยี่ยนจื๋อ แม้แต่บอดี้การ์ดในห้องน้ำยังพากันตัวแข็งทื่อ

       นี่คุณชายรองหาวิธีก่อเรื่องแบบใหม่ได้แล้วเหรอ... ถึงขั้นกล้าใช้จี้เยี่ยนจื๋อเป็นคนรับใช้เลยเนี่ยนะ!

       จี้เยี่ยนจื๋อจ้องหน้าเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอีกครั้ง “จี้ทิง นายคิดว่าก่อนที่ฉันจะถามคำถาม ฉันต้องปรนนิบัตินายให้พอใจก่อนงั้นสิ?”

       จี้ทิงสบตาเขา “ก็แค่น้ำผึ้งแก้วเดียว พี่อย่าหาเรื่องตีความไปไกลนักเลย”

       แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง จี้ทิงไปเอาความกล้ามาจากไหนกัน ถึงได้คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์มาต่อรองกับเขาได้

       ทว่าในตอนที่จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะสั่งสอนให้อีกฝ่ายจดจำบทเรียน เสียงของจี้ทิงก็พลันดังขึ้น...

       [วันนี้ปกเสื้อของจี้เยี่ยนจื๋อมีรอยยับแฮะ]

       จี้เยี่ยนจื๋อชะงัก ความโกรธที่กำลังปะทุถูกแช่แข็งไว้เพียงเท่านั้น เขาจึงจ้องเขม็งไปที่จี้ทิง และเห็นได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขยับริมฝีปากเลยแม้แต่นิดเดียว

       แต่ก่อนที่จี้เยี่ยนจื๋อจะได้ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น สายตาของจี้ทิงก็กวาดมองตั้งแต่อกเสื้อขึ้นไปจนถึงช่วงไหล่ของเขา หลังจากนั้น เสียงเดิมก็ก้องกังวานขึ้นในโสตประสาทอีกครั้ง...

       [เนกไทเป็นเส้นเดียวกับเมื่อวาน เสื้อสูทมีรอยเปื้อนฝุ่นปูนจากกำแพง คนที่รักความสะอาดขั้นสุดแบบเขา ไม่มีทางทนกับรายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้ได้แน่]

       [ดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อน่าจะทิ้งงานที่บริษัท แล้วยอมบินมาหาฉันข้ามคืนเพียงเพื่อจะถามคำถามนี้]

       [ถ้าเป็นแบบนี้จริง ก็พิสูจน์ได้ว่า... คนที่เวลาเหลือน้อยน่ะ คือเขาต่างหาก]

       [สรุปแล้ว... คนที่กุมความได้เปรียบและเป็นฝ่ายถูกขอร้องคือฉัน]

       สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อยังคงเรียบเฉย ทว่าหัวใจกลับเต้นรัวแรงจนควบคุมไม่อยู่ เขามั่นใจว่านี่คือเสียงของจี้ทิง

       ลูกนอกสมรสคนนี้ที่ปกติวันๆ เอาแต่สำมะเลเทเมาและเกียจคร้าน ไม่นึกเลยว่าภายในใจจะมีความคิดที่รอบคอบและเยือกเย็นขนาดนี้ ถ้าสิ่งที่เขาได้ยินไม่ใช่ภาพหลอน เขาก็คงต้องยอมรับว่าประเมินคนตรงหน้าต่ำไปจริงๆ

       ในขณะที่ทั้งสองต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในห้วงคิด บอดี้การ์ดด้านข้างกลับมองหน้ากันด้วยความสับสน

       ทำไมจู่ๆ ท่านประธานจี้กับจี้ทิงถึงเงียบไปเฉยๆ ล่ะ นี่กำลังเล่นสงครามประสาทหรือกำลังทายใจกันอยู่ หรือว่าท่านประธานจี้จะโกรธจนสติหลุดไปแล้ว

       จี้เยี่ยนจื๋อเงยหน้าขึ้น แววตาแฝงความหมายลึกซึ้งที่ยากจะหยั่งถึง “ออกมา”

       บอดี้การ์ดทั้งสองสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบหลีกทางให้จี้ทิง

       จี้ทิงเดินออกจากห้องน้ำด้วยท่าทีนิ่งสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย เพราะงั้นผมให้เวลาพี่แค่หนึ่งนาที พูดธุระของพี่มาซะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มในใจ เจ้าหมอนี่กล้าดีนักที่มาออกคำสั่งกับเขา “แล้วถ้าปัญหาของฉัน มันอธิบายไม่จบภายในเวลาที่นายกำหนดล่ะ?”

       จี้ทิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตาพี่ชาย

       [แค่หนึ่งนาทียังพูดไม่รู้เรื่อง ดูท่าว่าพัฒนาการทางสติปัญญาของจี้เยี่ยนจื๋อคงจะมีปัญหาเสียแล้ว]

       สะ...สติปัญญามีปัญหาเนี่ยนะ?!

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วแน่น แสงไฟแห่งโทสะในดวงตาแทบจะพุ่งออกมาแผดเผาอีกฝ่าย “นาย...”

       ในวินาทีนั้น จี้ทิงก็เงยหน้ามองไปที่ประตูห้อง พลางพึมพำในใจ : [หมดเวลา]

       จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไป กำลังจะเค้นถามว่าจี้ทิงพูดจาเหลวไหลอะไรอีก ทว่าเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสองครั้งพอดี เมื่อเขาหันไปมอง และพบว่าเป็นเลขาที่ควรจะรออยู่ข้างล่าง

       “ท่านประธานจี้ครับ” เขาก้าวเข้ามาหาอย่างรวดเร็วแล้วลดเสียงลง “ทั้งศาล ศุลกากร และกรมสรรพากร ทั้งสามหน่วยงานร่วมกันออกหนังสือคำสั่งตรวจสอบ ขอให้ทางเครือบริษัทระงับธุรกรรมทางการเงินของบริษัทลูกทั้งหมดทันที... เราไม่มีเวลาแล้วครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อชะงักงัน ความสงสัยและข้อสันนิษฐานมากมายประโคมเข้ามาในหัว เขาจ้องมองจี้ทิงด้วยสายตาซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ก่อนจะกัดฟันสั่งการ “ก่อนสองทุ่มคืนนี้ นายต้องกลับไปที่คฤหาสน์”

       จี้ทิงอ้าปากจะค้าน ทว่าน้ำเสียงเย็นชาและทรงอำนาจของจี้เยี่ยนจื๋อก็ดังข่มขึ้น “นายก็น่าจะรู้ดีว่าถ้าคืนนี้ฉันไม่เห็นหน้านาย นายจะต้องเจออะไรบ้าง”

       พูดจบเขาก็รอดูท่าทีอีกฝ่ายครู่หนึ่ง โชคดีที่จี้ทิงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา และเขาก็ไม่ได้ยินเสียงประหลาดนั่นอีก

       จี้เยี่ยนจื๋อมองจี้ทิงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะนำคนสนิทก้าวออกจากห้องไป

       สองนาทีต่อมา รถเบนท์ลีย์ มูซานก็เคลื่อนตัวออกจากตรอกแคบๆ ของย่านเมืองเก่า

       จี้เยี่ยนจื๋อฟังรายงานจากเลขาด้วยดวงตาคมลึกดูครุ่นคิด ทว่ายังคงปิดปากเงียบ

       “ฟางเจี๋ย ตามประกบจี้ทิงต่อไป เราต้องตามหาตัวคนคนนั้นมาให้ได้”

       เลขากำลังจะรับคำ แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยขัดขึ้นอีกครั้ง “แล้วก็... ช่วยนัดหมอประสาทวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านอาการหูแว่วให้ฉันด้วย”

       เลขาถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง “รับ... รับทราบครับท่านประธานจี้”

       ณ ชั้นบน จี้ทิงยืนอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองรถหรูของจี้เยี่ยนจื๋อที่ค่อยๆ ลับตาไป

       ผ่านไปสักพัก กว่าที่เขาจะหันกลับมามองเงาสะท้อนพร่าเลือนของตัวเองบนบานกระจก

       ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย... จี้ทิงก้มหน้าลงเล็กน้อย พลางหลับตาลง 

       น้อยครั้งนักที่คนอย่างเขาจะตกอยู่ในสภาวะสมองว่างเปล่าเช่นนี้ เพราะเขาไม่สามารถหาตรรกะทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มาอธิบายปรากฏการณ์ข้ามมิติในครั้งนี้ได้เลย

       ทว่าเพียงไม่ถึงครึ่งนาที เขาก็ปรับสภาวะจิตใจได้สำเร็จ แทนที่เขาจะนั่งกลัดกลุ้มกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นไปแล้ว สู้หาทางรับมือกับปัญหาที่จะตามมายังจะดีเสียกว่า

       จี้เยี่ยนจื๋อเป็นเพียงอุปสรรคแรกในหนังสือเล่มนี้ แต่ฝ่ายรุกคนอื่นๆ ในเรื่องก็ไม่ใช่พวกที่จะรับมือได้ง่ายๆ เช่นกัน

       แน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมเข้าไปพัวพันในสงครามแย่งชิงนายเอกเด็ดขาด แทนที่จะถูกดึงเข้าไปในพล็อตเรื่องที่วุ่นวาย สู้ชิงถอนตัวออกมาอยู่คนเดียวเสียแต่ตอนนี้เลยดีกว่า

       อาการปวดมวนในท้องเริ่มกำเริบขึ้นอีกครั้ง จี้ทิงสลัดความคิดทิ้ง และเตรียมตัวลงไปซื้อยา

       เขาเดินออกจากโรงแรมจนถึงปากซอย ในขณะที่กำลังกวาดสายตามองหาร้านขายยาอยู่นั้น สายตาก็พลันไปหยุดอยู่ที่รถตู้คันหนึ่งซึ่งจอดซุ่มอยู่ตรงหัวมุมถนน

       จี้ทิง ‘เกือบลืมไปเลยว่าต่อจากจี้เยี่ยนจื๋อแล้ว ยังมีไอ้พวกโรคจิตคอยตามสะกดรอยอยู่ด้วย…’


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^