ตอนที่ 19 ตามหาเจ้าของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง
ตอนที่ 19 ตามหาเจ้าของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง
พ่อบ้านรายงานทุกอย่างที่ตนรับรู้มาจนสิ้น ทว่าบนใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อกลับปรากฏร่องรอยของความจนใจ “อาหยาง เรื่องเขาเล่นเกมน่ะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย วันไหนที่เขาเลิกเล่นขึ้นมาสิถึงจะเรียกว่าเรื่องประหลาด”
พ่อบ้านหัวเราะแห้งๆ “นั่นก็จริงครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปมองที่สวน ดูเหมือนว่าเขามีเรื่องบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว้าวุ่นใจไม่น้อย
“คุณชายใหญ่ครับ เจ้าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นนั่นมันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
สองวันที่ผ่านมานี้คุณชายใหญ่ทั้งเช็กภาพจากกล้องวงจรปิด ทั้งลงไปรื้อค้นในสวนด้วยตัวเอง ความทุ่มเทพลุ่งพล่านขนาดนี้ทำให้พ่อบ้านเริ่มจะตามความคิดไม่ทันเสียแล้ว
“ถ้ามันเป็นแค่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นธรรมดา แน่นอนว่ามันไม่สำคัญหรอก” แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเคร่งขรึม
“แต่มันกลับสามารถจับและแยกแยะอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วเกินพิกัด ถ้าเป็นอย่างนั้น มูลค่าของระบบชิปในตัวมันก็ยากที่จะประเมินได้”
เขาส่งคลิปจากกล้องวงจรปิดคืนนั้นไปให้หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของห้องปฏิบัติการอัจฉริยะ หลังจากที่หวังเหมี่ยนได้รับไปไม่ถึงสิบนาที อีกฝ่ายก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้องทำงานของเขาทันที
ทั้งสองใช้เวลาสนทนากันตลอดทั้งบ่าย หวังเหมี่ยนลองคำนวณความเร็วในการประมวลผลดูคร่าวๆ แล้วพบว่ามันช้ากว่าระบบการรับรู้ทางอารมณ์ของมนุษย์แบบมัลติโมดัล [1] ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางเพิ่งจะพัฒนาขึ้นเมื่อเดือนก่อนเพียงนิดเดียวเท่านั้น
ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือ เจ้าเครื่องทรงกลมแป้นนั่นกลับใช้เลนส์ไลก้า [2] ที่แกะออกมาจากโทรศัพท์มือถือเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้าเปลี่ยนไปใช้เลนส์ออปติคัล [3] เกรดอุตสาหกรรม ช่องว่างที่ต่างกันเพียงน้อยนิดนั้นจะถูกลบเลือนจนหายไป หรืออาจจะแซงหน้าไปเลยก็เป็นได้
จี้เยี่ยนจื๋อยังจำสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวของหวังเหมี่ยนได้ติดตา อีกฝ่ายถึงกับอ้อนวอนขอให้จี้เยี่ยนจื๋อตามหาตัวคนทำคนนี้มาให้ได้ เขาอยากจะเห็นหน้าเหลือเกินว่าใครกันที่บังอาจเผาผลาญสมบัติฟ้าประทานด้วยการเอาชิปขั้นเทพมาใส่ไว้ในหุ่นยนต์ดูดฝุ่น เพียงเพื่อจะใช้มันกลั่นแกล้งคนเล่นไปวันๆ
พ่อบ้านฟังจบถึงกับยืนอึ้งตาค้าง แม้เขาจะไม่ประสีประสาเรื่องเทคโนโลยีระดับสูง แต่เขาก็เข้าใจดีว่าสิ่งนี้มีความสำคัญมหาศาลเพียงใด
“คุณชายใหญ่ครับ พรุ่งนี้ผมจะระดมคนทั้งหมดออกช่วยกันหา ตราบใดที่เจ้าหุ่นยนต์นั่นยังอยู่ในบ้าน ผมจะต้องลากตัวมันออกมาให้คุณชายให้ได้ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นต้องรบกวนอาหยางด้วยนะครับ”
ระหว่างทางกลับจากสวน จี้เยี่ยนจื๋อปรายตามองไปทางตึกทิศตะวันตก เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจแวะไปที่นั่นเสียหน่อย
เขามุ่งตรงไปยังห้องเล่นเกมห้องนั้น เมื่อถึงหน้าประตู มือหนาก็ยกขึ้นหมายจะหมุนลูกบิดประตู
ติ๊ด! วงแหวนสีแดงตรงที่สแกนลายนิ้วมือสว่างวาบขึ้น บ่งบอกว่าการตรวจสอบข้อมูลล้มเหลว
จี้เยี่ยนจื๋อหลับตาลง พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างระงับอารมณ์ ไอ้ระบบควบคุมส่วนกลางเฮงซวยนี่ ทำไมลงโปรแกรมใหม่แล้วยังมีปัญหาอยู่อีก
***************
เวลา 19.00 น. จี้ทิงลงมาทานมื้อค่ำตรงเวลาเป๊ะ
ทว่าเมื่อมาถึงห้องอาหาร เขากลับพบว่าบนโต๊ะมีเพียงบะหมี่หยางชุน [4] ร้อนๆ สองชาม กับเครื่องเคียงเป็นผักดองอีกสามจานเล็กๆ เท่านั้น
เขาหันไปมองจี้เยี่ยนจื๋อ “มื้อเย็นกินแค่นี้เหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อาหยางพาทุกคนไปช่วยกันหาของอยู่ที่ตึกตะวันออก มื้อเย็นฉันเลยให้อาหลิวทำอะไรง่ายๆ มาให้”
“หาอะไรครับ?”
“หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวนั้นไง”
จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะเจ้าคิดเจ้าแค้นขนาดนี้ แค่ถูกหัวเราะเยาะใส่สองสามที ถึงกับต้องพลิกแผ่นดินหาแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งเลยหรือ
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นเขายืนนิ่งไม่ไหวติงก็นึกว่าอีกฝ่ายรังเกียจมื้ออาหารที่ดูซอมซ่อ “จะกินก็กิน ไม่กินก็กลับห้องนายไป”
จี้ทิงเหลือบมองเขาแวบหนึ่งโดยไม่ปริปากพูดอะไร ก่อนจะนั่งลงทานบะหมี่เงียบๆ
วันต่อมาคือวันเสาร์ สวีเหรินร้อนใจอยากจะบอกข่าวดีกับจี้ทิง จึงรีบเดินทางมาหาแต่เช้าตรู่
เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาในตึกหลัก ก่อนจะชะงักฝีเท้าด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากวิ่งวุ่นไปมาในตระกูลจี้มากกว่าเมื่อวานเสียอีก พ่อบ้านถือวิทยุสื่อสารอยู่ในมือ สั่งการให้คนทางโน้นไปตรวจดูที่สนามม้าอีกรอบ
เพราะกำลังยุ่งอยู่ พ่อบ้านจึงกล่าวขอโทษสวีเหรินพอเป็นพิธี ก่อนจะบอกว่าคุณชายรองตื่นแล้ว และให้เขาขึ้นไปข้างบนได้เลย
“อาจารย์จี้ครับ วันนี้ที่บ้านคุณ...” เมื่อเข้ามาในห้อง สวีเหรินก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “คุณทำระบบควบคุมส่วนกลางพังอีกแล้วเหรอครับ?”
จี้ทิงส่ายหน้าเบาๆ “เปล่า จี้เยี่ยนจื๋อกำลังสั่งให้คนตามหาแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งน่ะ”
“หา?!”
สวีเหรินตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เขานึกว่าแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งแค่แอบเก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยเงียบๆ ไม่คิดเลยว่าจะไปเตะตาคุณจี้เข้าให้เสียแล้ว
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “สวีเหริน คุณช่วยอะไรผมหน่อยได้ไหม?”
“ได้สิครับ ว่ามาได้เลย”
จี้ทิงลุกขึ้นไปเปิดตู้เสื้อผ้า แล้วอุ้มแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งออกมา “คุณเอามันกลับไปที่มหาวิทยาลัยก่อน ไว้ผ่านไปสักพักค่อยเอามาคืนผม”
“ตกลงครับ” สวีเหรินตอบรับโดยไม่รีรอพลางถอดเป้ออกมาทันที ทว่าในจังหวะที่กำลังจะรูดซิป เขากลับชะงักไปครู่หนึ่ง
เขามองจี้ทิงแวบหนึ่ง แล้วเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหยิบถุงพลาสติกใบหนึ่งออกมา “อาจารย์จี้ครับ นี่คือซาลาเปาไส้กุ้งจากโรงอาหารมหาวิทยาลัยผม ถึงมันจะราคาถูกแต่รสชาติอร่อยมากจริงๆ นะครับ”
สำหรับประโยคที่ไม่ได้สื่อความหมายตรงๆ จี้ทิงก็ยังคงไม่เข้าใจความนัยเช่นเคย “ไม่ต้องรีบ นายกินให้เสร็จก่อนค่อยใส่ของก็ได้”
“ไม่ใช่ๆ ครับ คือ...ผมตั้งใจเอามาฝากอาจารย์ครับ” สวีเหรินยิ่งพูด หน้าก็ยิ่งแดงซ่าน เสียงเริ่มเบาลงเรื่อยๆ “อาจารย์ที่ปรึกษาชมว่าผลการทดลองวิทยานิพนธ์ของผมดีมาก ผมเลย...เลยอยากจะขอบคุณอาจารย์ครับ ซาลาเปานี่ อาจารย์อย่ารังเกียจเลยนะครับ”
จี้ทิงมองเขา มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่ง “ซาลาเปาน่ากินมาก ขอบคุณครับ”
ดวงตาของสวีเหรินเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง เขาฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟัน หลังจากเคลียร์ที่ว่างในเป้าเรียบร้อยแล้ว เขาก็ค่อยๆ บรรจงวางแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งลงไปอย่างระมัดระวังที่สุด
เดิมทีเขาตั้งใจจะรีบไปทันทีที่เก็บของเสร็จ แต่จี้ทิงบอกว่าจี้เยี่ยนจื๋อเป็นคนขี้ระแวง ทั้งคู่จึงแสร้งทำเป็น ‘ติวหนังสือ’ กันตามปกติจนถึงช่วงเที่ยง
จากนั้นจี้ทิงเดินลงมาส่งแขกที่ชั้นล่าง สวีเหรินโบกมือลา “ผมไปก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้ครับ”
“อืม”
สวีเหรินเดินไปที่ประตูใหญ่ตามปกติ ในขณะที่กำลังรอให้ประตูเปิด บอดี้การ์ดคนหนึ่งก็เดินอาดๆ เข้ามา “อาจารย์สวีครับ ท่านประธานจี้เชิญพบครับ”
“ฮะ?!”
ท่าทางตกใจจนเกินเหตุของเขาทำให้เลี่ยวข่ายรู้สึกถึงความผิดปกติ แม้อีกฝ่ายจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว แต่เลี่ยวข่ายกลับรู้สึกว่ามันยิ่งดูน่าสงสัยมากขึ้นไปอีก
“อาจารย์สวี เชิญครับ”
เลี่ยวข่ายไม่ได้พาเขาเดินย้อนกลับไปที่ตึกหลัก แต่กลับพาเข้าทางประตูข้างของตึกทิศตะวันตก แล้วนำทางไปยังห้องรับรองปีกข้าง
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังนั่งอยู่บนโซฟา เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเขาก็เงยหน้าขึ้นจากแท็บเล็ต ดวงตาสีดำสนิทที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งกวาดมองใบหน้าของสวีเหรินอย่างไม่ตั้งใจ
“อาจารย์สวีมาแล้ว เชิญนั่งสิครับ”
สวีเหรินรู้สึกปากแห้งผาก ลำคอตีบตัน เขาพยายามนั่งลงให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด แต่บนหลังยังคงสะพายเป้ไว้ไม่ยอมวาง
จี้เยี่ยนจื๋อวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาไม่ถือว่าเย็นชานัก “ได้ยินพ่อบ้านบอกว่า ช่วงนี้จี้ทิงดูสงบเสงี่ยมขึ้นมาก ดูท่าว่าอาจารย์สวีจะทุ่มเทไม่น้อยเลยสินะ”
สวีเหรินแสยะยิ้มฝืดเฝื่อน “คุณให้ค่าติวมาตั้งเยอะแยะ นี่เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้วครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อปรายตามองมือที่ขยำสายเป้าของเขาแน่น มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ “ฉันจำได้ว่านายเรียนปริญญาโทด้านวิศวกรรมแสง ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปักกิ่งใช่ไหม?”
“คะ...ครับ ใช่ครับ”
“แล้วทักษะด้านคอมพิวเตอร์ล่ะ เป็นยังไงบ้าง?”
“เทียบกับพวกที่เรียนสายคอมพิวเตอร์โดยตรงไม่ได้หรอกครับ ผมแค่สอบใบเซอร์มาตอนเรียนป.ตรีเท่านั้นเอง” สวีเหรินพูดมาถึงตรงนี้ก็ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยอย่างขัดเขิน “ความจริงตอนนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการทดลอง ผมก็ลืมไปเกือบหมดแล้วล่ะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อยังคงถามคำถามเขาต่อไปอย่างไม่รีบร้อน ทั้งเรื่องชีวิตในมหาวิทยาลัยและเรื่องในสายงานที่สวีเหรินถนัด
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มคลายความประหม่าลงระหว่างการสนทนาและท่าทางดูผ่อนคลายมากขึ้น จี้เยี่ยนจื๋อก็โพล่งถามขึ้นมาดื้อๆ “ตอนอยู่ที่บ้านผม คุณเคยเห็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นบ้างไหม?”
สวีเหรินสะดุ้งสุดตัว เขาไม่ทันได้ปกปิดพิรุธใดๆ ร่างกายทั้งร่างก็แข็งทื่อขึ้นมาตามสัญชาตญาณในทันที
จี้เยี่ยนจื๋อมองปลายนิ้วที่ขยำเป้จนซีดขาวของอีกฝ่าย รอยยิ้มเย้ยหยันพลันผุดขึ้นที่มุมปากทันที
เจอตัวแล้ว...
เชิงอรรถ
[1] ระบบการรับรู้ทางอารมณ์ของมนุษย์แบบมัลติโมดัล (Multimodal Human Emotion Recognition) คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผสานข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อทำความเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์อย่างแม่นยำและลึกซึ้ง โดยจำลองความสามารถของสมองมนุษย์ที่รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสหลายด้านพร้อมกัน
[2] เลนส์ไลก้า (Leica) บนมือถือ คือเลนส์ที่ผ่านการออกแบบและรับรองคุณภาพมาตรฐานเยอรมันโดยแบรนด์ Leica ซึ่งเน้นความคมชัด แสงสีที่เป็นธรรมชาติ และโทนภาพที่เป็นเอกลักษณ์
[3] เลนส์ออปติคัล คือ อุปกรณ์โปร่งใส มักทำจากแก้วหรือพลาสติกคุณภาพสูง ที่มีความโค้งมน ซึ่งออกแบบมาเพื่อ หักเหแสง เพื่อให้เกิดการรวมแสงหรือกระจายแสงอย่างแม่นยำ เพื่อสร้างภาพจำลองของวัตถุขึ้นมา
[4] บะหมี่หยางชุน คือเมนูบะหมี่น้ำใสสไตล์เซี่ยงไฮ้ที่เรียบง่ายแต่คลาสสิก โดยจุดเด่นคือเส้นบะหมี่แป้งสาลีเนื้อนุ่มในน้ำซุปใสรสกลมกล่อม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันหมู (หรือน้ำมันงา) และโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยเท่านั้น ไม่มีเนื้อสัตว์หรือเครื่องเคียง
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^