LNCrawler

ตอนที่ 21 สถานที่ที่ดวงตะวันดับสูญ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 21 สถานที่ที่ดวงตะวันดับสูญ

        แววตาของจี้ทิงหดเกร็งลง ใบหน้าขาวซีดปรากฏร่องรอยของความโกรธขึ้งที่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบ "จี้เยี่ยนจื๋อ พี่นี่มัน..."

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นปฏิกิริยานั้นจึงแค่นยิ้ม "ทำไมล่ะ คิดว่าวิธีการของฉันมันต่ำทรามงั้นเหรอ?"

       เขาส่งเสียง ‘เฮอะ’ ในลำคออย่างนึกหยัน ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้

       "นายเสวยสุขบนกองเงินกองทองมาตั้งแต่เกิด ต่อให้โตมาเป็นไอ้ขยะไม่เอาถ่านคนหนึ่ง เงินปันผลที่ได้จากกลุ่มบริษัทซื่อลี่ก็มากพอให้นายใช้สุรุ่ยสุร่ายไปได้ทั้งชาติ นายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มาตลอด แต่ตอนนี้กลับมาตราหน้าคนที่สร้างผลประโยชน์อย่างฉันว่าทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ?"

       จี้เยี่ยนจื๋อนั่งลง พลางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลน "จี้ทิง นายไม่คิดว่าตัวเองน่ะไร้เดียงสาจนน่าตลกบ้างหรือไง?"

       อารมณ์บนใบหน้าของจี้ทิงเลือนหายไปแล้ว ทว่าดวงตาที่ตัดกันระหว่างขาวและดำคู่นั้นยังคงทอประกายคมปลาบราวกับใบมีด "เรื่องที่พี่พูดมาทั้งหมด ผมมีสามประเด็นที่ต้องโต้แย้ง"

       "ข้อแรก สวีเหรินไม่ได้ทำลายผลประโยชน์อะไรของพี่เลย เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่พี่กลับสั่งให้ผมไปหลอกลวงความรู้สึกของเขา พี่มันไร้ยางอาย"

       "ข้อสอง พี่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งขนาดนี้ แต่กลับมีความสามารถแค่สั่งให้ผมใช้วิธีสกปรกเพื่อล้วงข้อมูล พี่มันไร้ความสามารถ"

       "ข้อสาม พี่จินตนาการไปเองว่าตัวเองกุมความจริงของเรื่องทั้งหมดไว้ได้ แต่แท้จริงแล้วพี่กำลังทำลายรากฐานของตัวเอง พี่มันโง่"

       "จี้เยี่ยนจื๋อ" จี้ทิงเผยแววตาคมกริบ น้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบราวกับหิมะในเหมันตฤดู "ระหว่างเราสองคน ใครกันแน่ที่น่าตลกกว่ากัน?"

       จี้เยี่ยนจื๋อถูกด่าทอซึ่งหน้าเช่นนั้น เดิมทีเขาควรจะแค่นยิ้มเย็นหรือระเบิดโทสะออกมา ทว่าสายตาที่เขามองจี้ทิงในตอนนี้กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกหน้า ราวกับว่าเขาไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อนเลยในชีวิต

       ทั้งคู่ต่างจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทันใดนั้น โทรศัพท์ของจี้เยี่ยนจื๋อก็สั่นขึ้น เขาเหลือบมองหน้าจอตามสัญชาตญาณ และเมื่อเงยหน้ากลับมาอีกครั้ง จี้ทิงก็ผลักประตูเดินออกไปเสียแล้ว

       "ฮัลโหล"

       ปลายสายเป็นผู้ชาย น้ำเสียงดูเร่งร้อนใจ "เรื่องเป็นยังไงบ้าง สวีเหรินคนนั้นยอมตกลงไหม?"

       จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงเล็กน้อย เงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ย "ตอนแรกก็ยอมแล้วล่ะ แต่ฉันใจร้อนไปหน่อย เรื่องเลยอาจจะพังไม่เป็นท่า"

       "ทำไมล่ะ..." ปลายสายตั้งท่าจะถาม ทว่าสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจ "เอาอย่างนี้ไหม เอาเป็นว่านายยอมก้มหัวให้คุณปู่สักนิดได้ไหม ปกติท่านก็ปกป้องคนในตระกูลจี้อยู่แล้ว แต่นายดันจะไปงัดข้อกับท่านเรื่องอารองทำไมกัน ไม่เห็นจะมีประโยชน์เลย"

       น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อขรึมลง "เรื่องของจี้ลี่ผิงไม่มีการเจรจาอะไรทั้งนั้น"

       "นายนี่มันจริงๆ เลย..." อีกฝ่ายพูดอย่างจนใจ ทำได้เพียงแจกแจงผลดีผลเสียให้ฟัง "ตอนนี้ไม่ว่านายจะเสนอโครงการอะไรไป พวกบอร์ดบริหารก็นิ่งเฉยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เดิมทีนึกว่าถ้านายได้เทคโนโลยีใหม่นั่นมา เราจะพลิกสถานการณ์ได้ แต่ผลสุดท้ายก็ล่มไม่เป็นท่า เยี่ยนจื๋อ อีกแค่ก้าวเดียวก็จะถึงเส้นชัยอยู่แล้ว นายจะยอมหยุดอยู่แค่นี้จริงๆ เหรอ?"

       จี้เยี่ยนจื๋อย่อมไม่เต็มใจ เขาฝ่าฟันมาจนถึงจุดนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ใบหน้าปรากฏร่องรอยของความเหนื่อยล้าที่หาได้ยากยิ่ง "วางใจเถอะ ฉันจะหาทางอื่นเอง"

       ทางด้านจี้ทิง เมื่อเดินออกมาจากห้องทำงาน เขาก็ตรงไปหาสวีเหรินทันที

       "เทคโนโลยีของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง ผมจะไม่ขายให้จี้เยี่ยนจื๋อแล้ว"

       สวีเหรินชะงักไป "อ้าว? ไหนว่าตกลงกันเรียบร้อยแล้วไงครับ"

       จี้ทิงไม่คิดจะเล่าสาเหตุที่เขาทะเลาะกับพี่ชายให้อีกฝ่ายฟัง เพียงแต่เอ่ยว่า "คุณไม่ต้องกังวล ถึงเราจะไม่ได้ขายแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งแล้ว แต่เทคโนโลยีที่คุณวิจัยขึ้นมานั้นกลุ่มบริษัทซื่อลี่ยังคงต้องการอยู่ ตราบใดที่คุณนำมันให้จี้เยี่ยนจื๋อดู เขาก็จะไม่บีบคั้นคุณอีก"

       สวีเหรินส่ายหน้า พลางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "ถ้าคุณไม่ขาย ผมก็ไม่ขายเหมือนกัน ผมต้องรักษาเกียรติของลูกผู้ชาย!"

       ได้ยินแบบนั้น ประกายความขำขันเจือจางก็พาดผ่านดวงตาของจี้ทิง "การรักษาเกียรติเป็นเรื่องดี แต่ใช้กับเรื่องนี้ไม่ได้ คุณกำลังจะเรียนจบแล้ว การร่วมงานกับกลุ่มบริษัทซื่อลี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้"

       สวีเหรินเม้มริมฝีปาก "ถ้าอย่างนั้น ผม... ผม..."

       "ไม่ต้องกดดันตัวเอง รอให้จี้เยี่ยนจื๋อมาหาคุณเองก็พอ"

       ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จี้เยี่ยนจื๋อก็เดินทางไปยังห้องพักของสวีเหริน

       ก่อนหน้านี้จี้ทิงให้สวีเหรินเตรียมข้อมูลสำหรับจดสิทธิบัตรไว้พอดี จึงได้นำออกมาให้จี้เยี่ยนจื๋อดูได้ทันท่วงที

       ทั้งคู่สนทนากันนานเกือบสามชั่วโมง จนล่วงเข้าสู่ช่วงเที่ยงคืน จี้เยี่ยนจื๋อจึงสั่งให้เลี่ยวข่ายเป็นคนไปส่งสวีเหรินกลับมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง

       ...

       เช้าวันรุ่งขึ้น จี้เยี่ยนจื๋อออกจากบ้านไปบริษัททันทีโดยไม่แม้แต่จะอยู่ทานมื้อเช้า

       วันนี้ที่บ้านเงียบสงบอย่างประหลาด หลังจากจี้ทิงทานอาหารเสร็จเขาก็กลับห้องไปเปิดโน้ตบุ๊ค

       ขั้นตอนแรกคือการเปิดใช้งานโปรแกรมย้อนศรเพื่อปิดกั้นโมดูลการตรวจสอบหน้าจอที่จี้เยี่ยนจื๋อติดตั้งไว้ จากนั้นเขาจึงคลิกไปที่อีกโปรแกรมหนึ่ง ภายในปรากฏโมดูลสามส่วนเรียงตามลำดับ ซึ่งแต่ละส่วนคือทฤษฎีสนับสนุนการข้ามมิติมายังโลกใบนี้ของเขา

       มนุษย์ดำรงอยู่ในมิติที่สาม การจะก้าวข้ามผ่านมิติที่สี่เพื่อเดินทางข้ามเวลา อย่าว่าแต่โลกในนิยายแห่งนี้เลย ต่อให้เป็นอารยธรรมเทคโนโลยีในโลกเดิมของเขา ก็ยังตามหลังไปไกลลิบนับหมื่นลี้

       ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องแหล่งพลังงาน แค่ร่างนี้สามารถข้ามมิติมาได้โดยสมบูรณ์ ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ถูกบดขยี้ด้วยแรงดึงดูดของมิติ

       เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้ทิงจึงลบโมดูลสองส่วนแรกทิ้งไป เหลือไว้เพียงส่วนสุดท้าย นั่นคือ 'พิกัดมิติระดับสูง'

       สิ้นเสียงรัวแป้นพิมพ์ บนหน้าจอก็เริ่มปรากฏสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เรียงรายละลานตา ทุกรายการอยู่ระหว่างกระบวนการคำนวณและพิสูจน์สมการที่ซับซ้อนอย่างยิ่งยวด

       เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงอย่างรวดเร็ว เสียงเคาะประตูที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น

       จี้ทิงเหลือบมองมุมขวาล่างของหน้าจอ เมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน ประตูก็ถูกผลักเปิดเข้ามาจากด้านนอกพอดี

       ชายสามคนก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าเคร่งขรึมและทรงอำนาจ ชายวัยกลางคนที่เดินนำมาโค้งศีรษะให้จี้ทิงเล็กน้อย "คุณชายรอง ท่านประธานใหญ่สั่งให้คุณเดินทางไปที่เฮ่อหยวนเดี๋ยวนี้ครับ"

       น้ำเสียงเชิงออกคำสั่งบ่งบอกชัดเจนว่านี่เป็นเพียงการแจ้งให้ทราบเท่านั้น เมื่อพูดจบเขาก็หันไปสั่งคนข้างหลัง "พาคุณชายรองลงไปข้างล่าง"

       ที่แท้นิสัยชอบใช้คนไปจับตัวคนอื่นของจี้เยี่ยนจื๋อก็เป็นกรรมพันธุ์นี่เอง

       จี้ทิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ไม่ต้อง ฉันเดินเองได้"

       "เชิญครับ"

       หนึ่งชั่วโมงต่อมา ประตูรถด้านที่จี้ทิงนั่งถูกเปิดออก ชายคนเดิมผายมืออีกครั้ง "คุณชายรอง เชิญครับ"

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นป้ายสลักตัวอักษรจีนที่แลดูแข็งแกร่งทรงพลังสองคำว่า 'เฮ่อหยวน'

       เมื่อประตูบานหลักเปิดออก ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือศิลปะการจัดสวนที่ดูงามสง่าเป็นธรรมชาติ มีศาลาและอาคารสลับซับซ้อนอย่างมีชั้นเชิง ทั่วทั้งคฤหาสน์เฮ่อหยวนราวกับภาพวาดทิวทัศน์พู่กันจีนขนาดมหึมา

       ทว่าจี้ทิงซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความงามนั้นกลับไม่มีอารมณ์จะชมสวน ในสมองของเขามีเพียงข้อความประโยคหนึ่งที่เจ้าของร่างเดิมเขียนไว้ในไดอารี่ตอนเด็ก

       ประโยคที่ว่า... 'ที่นี่คือสถานที่ที่ดวงตะวันดับสูญ'

       หลังจากเดินตามระเบียงทางเดินไปได้ไม่กี่นาที จี้ทิงก็ถูกพาเข้ามาในห้องโถงหลักของอาคาร

       ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาได้ยินเสียงสะอื้นไห้ หญิงสาวคนหนึ่งที่ร้องไห้จนใบหน้าบวมช้ำนั่งอยู่ทางด้านขวา ข้างกายเธอมีหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันคอยปลอบประโลม เมื่อเห็นจี้ทิงเดินเข้ามา แววตาของหญิงสาวผู้นั้นก็เป็นประกายราวกับมีพิษสงดุจเข็มแหลมคม

       จี้ทิงทำเป็นมองไม่เห็นสายตานั้น เขาหันไปมองยังตำแหน่งประธาน "คุณปู่"

       จี้เจิ้นถิงเหลือบเปลือกตาที่เหี่ยวย่นขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา "อืม"

       เขาไม่สั่งให้นั่ง และไม่บอกเหตุผลที่เรียกมา เพียงปล่อยให้จี้ทิงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างไร้จุดหมาย

       ถ้าเป็นจี้ทิงคนเก่า ป่านนี้คงหวาดกลัวจนตัวสั่นเทาไปแล้ว แต่จี้ทิงคนปัจจุบันไม่คิดจะยอมรับคำสั่งที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ "ถ้าคุณปู่ไม่มีธุระอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ"

       "แกกล้างั้นเหรอ?!"


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^