ตอนที่ 22 ลูกนอกสมรสชั้นต่ำ
ตอนที่ 22 ลูกนอกสมรสชั้นต่ำ
คนที่ส่งเสียงตะโกนหยุดเขาไว้คือหญิงสาวคนนั้น ซึ่งก็คือลูกสาวคนโตของจี้ลี่ผิงนั่นเอง
‘จี้ซือเหล่ย’ ลุกพรวด พลางสาวเท้าเข้ามาหาด้วยท่าทางเอาเรื่อง “คุณปู่ยังไม่ทันอนุญาต แกกล้าดียังไงจะเดินออกไป ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเลยหรือไง?”
จี้ทิงมองท่าทางฟัดเหวี่ยงของเธออยู่สองวินาที ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “คุณคือ...?”
เรื่องนี้จะโทษจี้ทิงก็คงไม่ได้ เพราะเจ้าของร่างเดิมแทบจะนับครั้งในการมาเยือนคฤหาสน์เฮ่อหยวนได้ และทุกครั้งที่มาก็มักจะก้มหน้าก้มตาด้วยความขลาดกลัวจนแทบไม่เคยเงยหน้ามองใคร จึงไม่แปลกที่เขาจะยังจำสมาชิกตระกูลจี้ได้ไม่ครบทุกคน
จี้ซือเหล่ยรู้สึกเหมือนเดินเอาหน้าไปกระแทกกำแพงจนจุกอก เธอโกรธจนหน้าดำหน้าแดง “แก...”
“พอได้แล้ว”
สิ้นเสียงทรงอำนาจของจี้เจิ้นถิง บรรยากาศรอบข้างก็พลันเย็นเยียบลงทันตา หญิงวัยกลางคนรีบส่งสายตาปรามจี้ซือเหล่ย ก่อนจะเริ่มสะอึกสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง
จี้ซือเหล่ยถลึงตาใส่จี้ทิงอย่างคาดโทษ แล้วกลับไปนั่งลงข้างๆ พลางเอ่ยปลอบโยนหญิงผู้นั้นด้วยเสียงเบา เสียงสะอื้นไห้ที่ดังระงมทำให้จี้เจิ้นถิงเริ่มขมวดคิ้ว “สะใภ้รอง”
เพียงคำพูดแค่สามคำ จ้าวหลินก็รีบหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับดวงตาและเงียบเสียงลงทันทีโดยไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
อาสะใภ้รองงั้นเหรอ? ที่แท้ผู้หญิงสองคนนี้ก็คือภรรยาและลูกสาวของจี้ลี่ผิงนี่เอง
ในขณะที่จี้ทิงเพิ่งจะเรียงลำดับความสัมพันธ์ในหัวเสร็จ สายตาของจี้เจิ้นถิงก็ตวัดมองมาที่เขา “ได้ยินว่าวันที่อารองของแกมีเรื่อง แกก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยใช่ไหม?”
“คุณปู่หมายถึงวันที่เขาคุกเข่าให้จี้เยี่ยนจื๋อน่ะเหรอครับ?”
จี้ทิงเพียงแค่ต้องการยืนยันเหตุการณ์ ทว่าจี้ซือเหล่ยกลับกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น ราวกับพร้อมจะกระโจนเข้ามาขย้ำเขาได้ทุกเมื่อ
จี้เจิ้นถิงดูจะไม่พอใจกับคำพูดของเขานัก น้ำเสียงจึงเข้มขึ้นหลายส่วน “ในเมื่อแกเองก็รู้เรื่องดี ถ้างั้นก็บอกมาสิว่าวันนั้นแกพูดอะไรกับพี่ชายของแกบ้าง?”
จี้ทิงรู้สึกว่าคำถามนี้ช่างประหลาดนัก แต่เขาก็ยังตอบไปตามตรง “ก่อนที่จี้ลี่ผิงจะถูกหามออกไป ผมยังไม่ได้พูดสักคำ...”
จี้เจิ้นถิงขัดจังหวะเขาทันควัน “ที่ฉันถามคือ ทำไมพี่ชายแกถึงเข้าไปในห้องของแกแค่เดี๋ยวเดียว พอลงมาข้างล่าง ท่าทีที่มีต่ออารองถึงได้เปลี่ยนไป?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จี้ทิงก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงไปย้อนดูภาพจากกล้องวงจรปิดในคฤหาสน์มาแล้ว และในเมื่อเห็นภาพทั้งหมดแต่ยังมาตั้งแง่ซักไซ้กับเขาเช่นนี้ ย่อมมีความหมายแฝงเพียงอย่างเดียว
“คุณปู่เลยคิดว่าผมเป็นคนแฉอะไรบางอย่างกับจี้เยี่ยนจื๋อ เขาถึงได้จัดการจี้ลี่ผิงอย่างไม่ไว้หน้าแบบนั้นสินะครับ?”
จี้เจิ้นถิงไม่ตอบ เขาเพียงแค่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าจี้ซือเหล่ยกลับเหมือนได้รับสัญญาณไฟเขียว เธอดีดตัวลุกขึ้นทันที “แกยอมรับแล้วใช่ไหม!”
จี้ทิงเลิกคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย “ฟังน้ำเสียงประชดประชันไม่ออกเหรอครับ?”
จี้ซือเหล่ยไม่สนอะไรทั้งนั้น เธอชี้หน้าเขาอย่างเกรี้ยวกราด “แกนั่นแหละ! แกเป็นคนเป่าหูพี่ชายให้ส่งพ่อฉันเข้าสถานีตำรวจ!”
จี้ทิงรู้ดีว่าต่อให้เขาปฏิเสธไป อีกฝ่ายก็ยังคงหาเรื่องระรานไม่จบไม่สิ้นอยู่ดี เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตามมาตรา 114 ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ระบุไว้ชัดเจนว่าพลเมืองมีสิทธิและหน้าที่ในการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดหรือผู้ต้องสงสัย ต่อให้ผมจะเป็นคนพูดจริงๆ ผมก็แค่กำลังใช้สิทธิพลเมืองตามกฎหมายอย่างถูกต้องเท่านั้น”
จี้ซือเหล่ยจ้องมองจี้ทิงด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยความเกลียดชัง “พ่อกับน้องชายฉันไปทำอะไรให้แก แกถึงได้ใจคอโหดเหี้ยมแบบนี้?”
“เป็นเพราะพวกเขาทำผิดกฎหมายเอง คุณ...”
จี้ซือเหล่ยไม่ยอมให้เขาพูดจบ เธอแผดเสียงตะโกนอย่างเสียสติ “พ่อบอกฉันเองว่าแกเป็นคนป้ายความผิดให้ท่านกับน้อง แล้วแกยังกล้ามาแจ้งความซ้ำเติมอีกเหรอ จี้ทิง แกยังมียางอายอยู่บ้างไหม!”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ จี้ทิงก็พลันเข้าใจ
มิน่าล่ะ... มิน่าจี้เจิ้นถิงที่ปกติไม่เคยเห็นหัวเจ้าของร่างเดิม ถึงได้ทำเรื่องใหญ่โตเรียกเขามาที่นี่ในวันนี้
ภาพตรงหน้ากลายเป็นเรื่องตลกขบขันในสายตาของเขาขึ้นมาทันที เขามองไปยังจี้เจิ้นถิงที่นั่งนิ่งอยู่ในตำแหน่งประธาน อีกฝ่ายถึงกับหลับตาลงครึ่งหนึ่งราวกับไม่ยินดียินร้าย ประหนึ่งว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนที่มีเลือดเนื้อ แต่เป็นเพียงเบี้ยที่พร้อมจะถูกเขี่ยทิ้งเพื่อสังเวยผลประโยชน์ให้ตัวเอง
ไอเย็นค่อยๆ แผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอกของจี้ทิง เขารั้งสายตากลับมา ในขณะที่จี้ซือเหล่ยยังคงข่มขู่ไม่เลิก “ฮึ อย่าคิดว่าเงียบแล้วจะไม่มีเรื่องนะ ฉันบอกเลยว่าวันนี้ฉันจะคิดบัญชีกับแกให้ครบ!”
สิ้นเสียงนั้น จี้ทิงก็โพล่งขึ้นมานิ่งๆ “คุณบอกว่าจี้ลี่ผิงพูดเองกับปากว่าผมใส่ร้ายเขา แล้วเขาบอกคุณตอนไหน ที่ไหนล่ะ?”
“ก็เมื่อวานซืน ที่เรือนจำไง!”
มุมปากของจี้ทิงหยักโค้งขึ้นอย่างเย็นเยียบ “นักโทษคดีอาญาก่อนจะมีการตัดสินอย่างเป็นทางการ ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม มีเพียงทนายความในฐานะผู้รับมอบอำนาจเท่านั้นที่ยื่นขอเข้าพบได้ นี่คุณปีนกำแพงเข้าไปงั้นเหรอ?”
จี้ซือเหล่ยชะงักจนหน้าถอดสี ก่อนจะรีบเปลี่ยนคำพูด “จี้รุ่ยต่างหาก! จี้รุ่ยบอกฉันนานแล้วว่าแกมันไม่น่าไว้ใจ เขา...”
ครั้งนี้เป็นฝ่ายจี้ทิงที่ขัดจังหวะเธอ “ถ้าน้องชายคุณพบหลักฐานการกระทำผิดของผมตั้งนานแล้ว ทำไมเขาไม่ไปแจ้งตำรวจล่ะ หรือว่าจะรอให้ผมใส่ร้ายเขาก่อนงั้นเหรอ?”
“นั่นเป็นเพราะเสี่ยวรุ่ยเห็นแก่ความเป็นครอบครัว เลย... เลยอยากจะให้โอกาสแกสักครั้ง” จ้าวหลินเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงสะอื้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า “ใครจะไปนึกว่าแกจะใจคออำมหิต ป้ายสีความผิดทั้งหมดไปให้พวกเขาแบบนี้”
จี้ซือเหล่ยด่าทอซ้ำ “ลูกนอกสมรสก็คือลูกนอกสมรส เลือดในตัวมันก็ต่ำต้อยเหมือนกับแม่ของมันนั่นแหละ น่ารังเกียจที่สุด!”
จี้ทิงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงจี้ลี่ผิง ตอนนั้นเพียงแค่จี้เยี่ยนจื๋อพูดว่า ‘พ่อลูกได้พร้อมหน้า’ อีกฝ่ายก็กระโจนขึ้นมาด่ากราดด้วยสีหน้าอัปลักษณ์แบบนี้เช่นกัน ช่างสมกับเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ
การสื่อสารกับคนที่ไร้เหตุผลและดีแต่ด่าทอนั้นไม่มีประโยชน์ จี้ทิงจึงเอ่ยเรียบๆ “ถ้าพวกคุณมั่นใจว่าผมใส่ร้าย ก็แจ้งความจับผมเลยแล้วกัน”
พูดจบเขาก็ไม่คิดจะเสียเวลาอีกต่อไป และหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูห้องทันที
จี้ซือเหล่ยแผดเสียงสั่งให้เขาหยุดอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถหยุดฝีเท้าของจี้ทิงได้ เมื่อเห็นว่าเขาใกล้จะเดินพ้นประตูไป เธอจึงคว้าแจกันบนโต๊ะขึ้นมาด้วยความขาดสติ และทุ่มสุดแรงไปยังท้ายทอยของจี้ทิง
เพล้ง!
....
ย้อนกลับไปเมื่อเช้าตรู่ของวันเดียวกันนั้น วันนี้สวีเหรินถูกเลี่ยวข่ายมารับตัวไปยังสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทตั้งแต่พระอาทิตย์เพิ่งจะขึ้นเช่นกัน ระหว่างทางเขาแอบส่งข้อความหาจี้ทิง แต่จนกระทั่งก้าวเท้าเข้าสู่ตึกซื่อลี่ก็ยังไร้ซึ่งการตอบกลับ
เลี่ยวข่ายพาเขาขึ้นลิฟต์จากลานจอดรถตรงไปยังห้องประชุมชั้นยี่สิบสอง
ฟางเจี๋ย เลขาประธานบริหารที่มารออยู่ก่อนแล้วค้อมศีรษะลงเล็กน้อย “ขออภัยครับคุณสวี ประธานจี้ยังมีธุระที่ต้องจัดการ รบกวนคุณรอสักครู่นะครับ”
สวีเหรินโบกไม้โบกมืออย่างเกร็งๆ “ไม่เป็นไรครับๆ ผมไม่รีบ”
เวลาประมาณ 9.30 น. จี้เยี่ยนจื๋อก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับใครบางคน
“ท่านนี้คือวิศวกรด้านทัศนศาสตร์ของบริษัท ซุนจื้อเสวียครับ” จี้เยี่ยนจื๋อแนะนำ
ซุนจื้อเสวียยื่นมือออกมาทักทายพลางยิ้มแย้ม “ไม่นึกเลยว่าคุณสวีที่ประธานจี้พูดถึงจะยังหนุ่มขนาดนี้ อนาคตไกลจริงๆ ครับ”
สวีเหรินรู้สึกประหม่าจนเหงื่อซึมฝ่ามือ “คุณชมเกินไปแล้วครับ”
หลังจากทักทายกันพอสังเขป ทั้งสามก็เริ่มเข้าเรื่อง สวีเหรินส่งฮาร์ดดิสก์พกพาให้เลขาเพื่อเชื่อมต่อกับหน้าจอขนาดใหญ่
เวลาผ่านไปกว่าสองชั่วโมง
ซุนจื้อเสวียดูจะตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยพลัง “ถ้าเทคโนโลยีนี้สามารถทำได้จริง กระบวนการผลิตของเราในอนาคตจะแตกต่างไปจากการประมวลผลระดับไมโครนาโนแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง!”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “แต่มีจุดที่น่าเสียดายอยู่นิดหน่อย ข้อมูลการทดลองของคุณสวีในตอนนี้ยังมีน้อยเกินไป ยังไม่สามารถการันตีความเสถียรได้อย่างเต็มที่ครับ”
ซุนจื้อเสวียครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะหันไปหาจี้เยี่ยนจื๋อ “ประธานจี้ครับ ท่านพอจะให้คุณสวี...”
ก๊อกๆ!
คำพูดของเขาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตู จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลง “เข้ามา”
เลี่ยวข่ายผลักประตูเข้ามา “ท่านประธานจี้ครับ มีเรื่องด่วนต้องรายงานครับ”
เลี่ยวข่ายติดตามจี้เยี่ยนจื๋อมานานเจ็ดแปดปี เขาย่อมรู้กฎระเบียบดีที่สุด ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญคอขาดบาดตาย เขาไม่มีทางเสียมารยาทเข้ามาขัดจังหวะในช่วงเวลาเช่นนี้แน่นอน
จี้เยี่ยนจื๋อเองก็ตระหนักในข้อนี้ดี เขาจึงเอ่ยขึ้น “พวกคุณปรึกษากันต่อเถอะ เดี๋ยวผมมา”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินตามเลี่ยวข่ายออกไปนอกห้องประชุม
“มีเรื่องอะไร”
เลี่ยวข่ายลดเสียงต่ำลงแต่พูดด้วยความรวดเร็วทันที “คนของเราเพิ่งพบคุณหลิงซีที่คลับจุนเตี่ยนครับ”
คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อขมวดเข้าหากัน “เขาไปทำอะไรที่นั่น?”
“ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อผ่อนลมหายใจหนักๆ ออกมาหนึ่งครั้ง “ไปพาตัวเขากลับมา” พูดจบเขาก็เสริมอีกประโยค “อย่าบังคับเขา ถ้าหลิงซีไม่เต็มใจ ก็ให้รั้งตัวเขาไว้ก่อน เดี๋ยวประชุมเสร็จ ฉันจะตามไป”
แต่เรื่องที่ลำบากใจมันอยู่ตรงนี้ เลี่ยวข่ายรายงานต่อ “ลูกน้องของผมรายงานว่าคนของฉินไจ้เย่ก็ไปถึงที่นั่นแล้วเหมือนกัน และกำลังจะพาตัวคุณหลิงซีไปครับ”
ปลายนิ้วที่ทิ้งข้างลำตัวของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกเกร็งขึ้นมาวูบหนึ่ง เขาเงียบไปอึดใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “ไป”
ไม่กี่นาทีต่อมา เลี่ยวข่ายก็ขับรถพุ่งทะยานออกจากลานจอดรถ
จี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งเบาะหลังกำลังพิมพ์ข้อความสั่งเลขาให้จัดมื้อเที่ยงรับรองซุนจื้อเสวียและสวีเหริน แต่ในขณะที่เขากำลังจะกดส่ง สายเรียกเข้าจากพ่อบ้านก็ดังขึ้น
จี้เยี่ยนจื๋อกดตัดสายทันที แต่เพียงไม่นาน พ่อบ้านก็ส่งข้อความตามมา
[คุณชายใหญ่ครับ คุณชายรองเพิ่งถูกคนของท่านประธานใหญ่พาตัวไปครับ]
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^