ตอนที่ 23 อสรพิษที่เลี้ยงมากับมือ
ตอนที่ 23 อสรพิษที่เลี้ยงมากับมือ
เศษกระเบื้องจากแจกันแตกกระจายเกลื่อนพื้น เหล่าคนรับใช้ต่างพากันนิ่งเงียบกริบด้วยความหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
จี้ทิงที่ยืนหันหลังให้ทุกคนยกมือขึ้นกุมบริเวณหลังใบหู เลือดสีแดงสดไหลซึมผ่านง่ามนิ้วขาวซีดออกมาจนดูน่าหวาดเสียว
จี้ซือเหล่ยรู้สึกผิดอยู่เพียงวูบหนึ่ง แต่เมื่อเหลือบไปเห็นว่าคุณปู่ยังคงนิ่งเฉยไม่แม้แต่จะปรายตาดู เธอก็กลับมาผยองอีกครั้ง
“จี้ทิง อย่ามาแกล้งสำออยหน่อยเลย!” เธอเลิกคิ้วกอดอก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “ทุกคนเขาก็มีตากันทั้งนั้น แจกันใบนั้นมันยังไม่เฉี่ยวโดนตัวนายเลยด้วยซ้ำ”
จี้ทิงลดมือลงเพื่อดูปริมาณเลือดที่ไหลออกมา ก่อนจะกดแผลเพื่อห้ามเลือดต่อ แล้วใช้มืออีกข้างล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท
ทันทีที่เขาปลดล็อกหน้าจอ จี้เจิ้นถิงก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ยึดโทรศัพท์ของเขามา!”
เหล่าบอดี้การ์ดปรี่เข้าล้อมกรอบในทันที พวกเขาจับแขนของจี้ทิงไพล่หลังอย่างแรง แม้แต่ข้างที่ใช้กุมแผลอยู่ก็ไม่ได้รับการละเว้น
เลือดอุ่นจัดไหลรินลงมาตามรอยแผลหลังใบหูจนหยดลงสู่พื้น จี้ทิงจ้องมองจี้เจิ้นถิงด้วยสายตาเย็นยะเยือก เมื่อเห็นว่าเขายังมีท่าทีขัดขืน จี้เจิ้นถิงจึงเอ่ยถาม “ทำไม แกโกรธฉันงั้นเหรอ!”
จี้ซือเหล่ยที่กระหายจะเห็นจี้ทิงถูกทรมานรีบก้าวออกมาสั่งการบอดี้การ์ดทันที “พวกแกยังไม่กดตัวมันให้นิ่งอีก ให้เข่ามันทรุดลงกับพื้นแล้วกราบขอโทษคุณปู่เดี๋ยวนี้!”
เธอนึกอยากระบายความแค้นนี้มานานแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อน่ะช่างมันเถอะ แต่ไอ้ลูกนอกสมรสคนนี้กลับกล้ามายืนดูพ่อของเธอคุกเข่าต่อหน้าต่อตา ช่างรนหาที่ตายแท้ๆ
บอดี้การ์ดนิ่งงันไม่ได้ขยับตามคำสั่ง เพราะทุกคนต่างรอคอยคำบัญชาจากจี้เจิ้นถิงเพียงคนเดียว
จี้เจิ้นถิงไม่ได้เอ่ยคำใด เขาเพียงปรายตาไปทางเลขาซึ่งอีกฝ่ายก็รู้หน้าที่ รีบหยิบเอกสารที่เตรียมไว้เดินตรงเข้าไปหาจี้ทิง
“นี่คือบันทึกรายการโอนเงินย้อนหลังสองปีของคุณจี้ลี่ผิง รายการโอนที่มียอดเกินเจ็ดแสนหยวนทั้งหมดถูกโอนเข้าบัญชีในชื่อของคุณหลินชิงแม่ของคุณ รวมทั้งสิ้นหนึ่งร้อยสามสิบสองรายการ ซึ่งล้วนเป็นรายได้ที่ผิดกฎหมาย”
“ขอเพียงคุณยอมมอบตัวและสารภาพว่าเป็นตัวการหลัก คุณหลินชิงก็จะพ้นจากข้อสงสัยทันที และทางกลุ่มบริษัทจะจ้างทนายความอาญาที่เก่งที่สุดเพื่อสู้คดีให้คุณได้รับโทษจำคุกรอลงอาญา”
รอลงอาญางั้นเหรอ? คำพูดสวยหรูพวกนี้คงหลอกได้แค่จี้ทิงคนเก่าเท่านั้นแหละ
ในนิยาย ‘จี้ทิง’ ต้องติดคุกอยู่หนึ่งปีเพื่อรับบาปแทนสองพ่อลูกจี้ลี่ผิง ตอนที่เขาเข้าคุกไปนั้น ตำรวจยังสาวไม่ถึงเครือข่ายค้ายาเสพติด จนกระทั่งมีการทลายแก๊งค้ายารายใหญ่ในมณฑลตอนใต้ เรื่องฉาวโฉ่ถึงได้ถูกขุดรากถอนโคนออกมา
ขนาดตอนนั้นยังโดนโทษจำคุกหนึ่งปีเต็ม แล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้ที่มีหลักฐานการลักลอบขนยาเสพติดมัดตัวชัดเจน โทษต่ำสุดย่อมไม่มีทางพ้นจำคุกตลอดชีวิต การกระทำของจี้เจิ้นถิง เห็นได้ชัดว่าต้องการส่งเขาไปตาย
เลือดอุ่นๆ เริ่มซึมจนเปียกชุ่มคอเสื้อของจี้ทิง เขาเม้มปากก้มหน้าลงดูคล้ายคนที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา
สองแม่ลูกจี้ซือเหล่ยสบตากันด้วยความสะใจ แววตาและมุมปากฉายแววผู้ชนะอย่างปิดไม่มิด
จะว่าไป จี้ทิงก็ควรจะขอบคุณพวกเธอด้วยซ้ำ เพราะตระกูลจี้ไม่เคยเลี้ยงคนไร้ค่า ลูกนอกสมรสที่เสวยสุขบนกองเงินกองทองมาหลายปีคนนี้ ถือว่าได้โอกาสตอบแทนตระกูลจี้เสียที
จี้ซือเหล่ยไม่ยอมปล่อยโอกาสที่จะเหยียบย่ำคนล้มให้จมดิน เธอเดินเข้าไปหาเขาด้วยท่าทางลำพอง “จี้ทิง ตอนนี้รู้สำนึกหรือยัง?”
“หุบปาก”
คำสวนกลับสั้นๆ ทำเอาเธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วสูงด้วยความโกรธจัด “ใกล้ตายแล้วยังจะมาอวดดีกับฉันอีกเหรอ วันนี้ฉันจะ...”
ทว่าในวินาทีนั้น จี้ทิงที่ไล่สายตาอ่าน ‘หลักฐาน’ จนจบก็เงยหน้าขึ้น พร้อมกับเอ่ยชื่อหน่วยงานที่ปรากฏบนตราประทับในเอกสาร “สำนักงานบัญชีจงเจีย”
เลขาชะงักไป เขากำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่จี้ทิงกลับเอ่ยต่ออย่างเนิบนาบ “ใช่สำนักงานเดียวกับที่เคยช่วยตระกูลจี้ตกแต่งบัญชีเงินสดเพื่อสร้างยอดรายรับเท็จ บิดเบือนการขาดทุนมหาศาลเพื่อพยุงราคาหุ้นเมื่อปี 2003 หรือเปล่าครับ?”
หางตาของจี้เจิ้นถิงกระตุกวูบ ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยพลันมืดครึ้มราวกับมีพายุตั้งเค้า แววตาเต็มไปด้วยความอำมหิต “แกรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา?”
“คุณปู่ต่างหากที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่” จี้ทิงจ้องตอบเขาด้วยสายตาแน่วแน่ สีหน้าของเขาไม่ได้ดุดัน แต่กลับสงบนิ่งจนน่าขนลุก “จี้เจิ้นถิง ถ้าคุณอยากฟัง ผมยังมีเรื่องที่คุณเองก็อาจจะยังไม่รู้มาเล่าให้ฟังอีกเยอะ”
เมื่อเห็นจี้ทิงกล้าเรียกชื่อตัวของผู้อาวุโสตรงๆ สองแม่ลูกที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ถึงกับตัวสั่นเทิ้ม ความโอหังเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
“ปี 2007 เพื่อที่จะผูกขาดตลาดวัตถุดิบก่อสร้างในท้องถิ่น คุณติดสินบนผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลตลาดและรองผู้ว่าการมณฑลรวมเป็นเงินแปดล้านสองแสนหยวน และช่วยพวกเขาฟอกเงินออกไปต่างประเทศ”
“ปี 2011 คุณสั่งการฟางหมิงหัวเป็นการส่วนตัวให้...”
“ทุกคนออกไปให้หมด!” จี้เจิ้นถิงระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง
ผู้ที่อยู่ในโถงต่างสะดุ้งสุดตัว ทุกคนก้มหน้าพากันกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
จี้ซือเหล่ยกับแม่ดูเหมือนจะช็อกจนทำอะไรไม่ถูก ยังคงยืนเซ่ออยู่ที่เดิม
“พวกแกสองคนก็ไสหัวไปให้พ้นด้วย!”
จ้าวหลินรีบฉุดกระชากแขนจี้ซือเหล่ย แล้วพากันวิ่งหนีออกไปอย่างทุลักทุเล
ภายในห้องโถงเหลือเพียงชายสองคน จี้เจิ้นถิงมองจี้ทิงที่ยังคงยืนเหยียดหลังตรงอย่างทระนง ก่อนจะแค่นยิ้มเย็น “บอกมาว่าเรื่องพวกนี้แกไปฟังมาจากใคร แล้วฉันจะถือว่าเรื่องในวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้น”
จี้ทิงยกยิ้มที่มุมปาก แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน “ในเมื่อคุณยังอุตส่าห์ปลอมแปลงหลักฐานส่งผมเข้าคุกได้ แล้วทำไมไม่ลองสืบหาความจริงด้วยตัวเองดูล่ะครับ”
แววตาของจี้เจิ้นถิงเย็นเยียบลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นความโกรธแค้นที่พร้อมจะปะทุ “ในฐานะคนตระกูลจี้ แกน่าจะรู้ดีว่าฉันมีวิธีเป็นหมื่นวิธีที่จะทำให้แกหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย”
จี้ทิงแย้มยิ้มออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน “ตระกูลจี้เริ่มสร้างตัวจากธุรกิจไม้และเหมืองแร่ จนเติบโตมาเป็นกลุ่มบริษัทซื่อลี่เทคโนโลยีในปัจจุบัน ตลอดหลายสิบปีมานี้ มีกี่ดีลที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมาย มีกี่ธุรกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อคุกตาราง ผมเชื่อว่าคู่แข่งของซื่อลี่คงอยากจะได้ข้อมูลพวกนี้จนตัวสั่น”
“คุณจะทำให้ผมหายไปก็ได้นะ แต่ผลที่ตามมาอาจหมายถึงความล่มจมของตระกูลจี้ทั้งตระกูล” เขายังคงเผชิญหน้ากับสายตาทรงอำนาจของชายชราอย่างสุขุม “จี้เจิ้นถิง คุณแน่ใจเหรอว่าคุณพร้อมจะจ่ายบทเรียนนี้ด้วยราคาที่แสนแพง?”
การที่จี้ทิงสามารถล่วงรู้ความลับดำมืดของกลุ่มบริษัทได้นั้น ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณจี้เยี่ยนจื๋อ
ในนิยายเดิม ‘จี้ทิง’ เริ่มต้นด้วยความกลัวพี่ชายคนนี้ และลงท้ายด้วยความเกลียดชัง เพราะเขาปักใจเชื่อว่าจี้เยี่ยนจื๋อคือคนที่จงใจใส่ร้ายจนเขาต้องติดคุก
เนื้อเรื่องในนิยายบรรยายถึงเหตุการณ์นี้ไว้เพียงน้อยนิด ดังนั้นนับตั้งแต่เรื่องของไต้เซี่ยงเฉียงถูกเปลี่ยนไป จี้ทิงก็เริ่มลงมือสืบเบื้องลึกเบื้องหลังของซื่อลี่ด้วยตัวเอง
เดิมทีเขาเพียงแค่ต้องการหาทางหนีทีไล่ไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน ไม่นึกเลยว่ามันจะกลายมาเป็นอาวุธร้ายแรงที่ใช้ต่อกรกับจี้เจิ้นถิงได้ในวันนี้
ในที่สุด จี้เจิ้นถิงก็ไม่อาจรักษาความเยือกเย็นไว้ได้อีกต่อไป เขายันแขนกับที่นั่งพลางหยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาฝ้าฟางสีหม่นคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่จี้ทิง ขณะที่เขาค่อยๆ ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า
“คิดไม่ถึงจริงๆ ... ฉันอุตส่าห์ชุบเลี้ยงแกมาอย่างดี ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นว่าเลี้ยงหมาป่าอกตัญญูไว้แว้งกัดเจ้าของเสียเอง”
“คำนิยามนี้เหมาะกับคุณมากกว่านะครับ” จี้ทิงโต้กลับอย่างไร้ความเกรงกลัว “เพียงแต่เขี้ยวเล็บของคุณมันไม่คมเหมือนเก่าแล้ว แต่ยังหลงละเมอว่าตัวเองเป็นจ่าฝูงที่คอยบงการหมาป่าตัวอื่นอยู่”
ใบหน้าของจี้เจิ้นถิงเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างผิดปกติด้วยแรงโทสะ “ที่แกกล้ากำเริบเสิบสานขนาดนี้ เพราะคิดว่าพี่ชายแกจะยังคอยปกป้องอยู่งั้นสิ?”
คำว่า ‘ยัง’ ทำให้จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย จี้เยี่ยนจื๋อไปปกป้องเขาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
“ตอนที่ฉันสั่งให้เขาส่งแกไปรับผิดแทน เขาปฏิเสธหัวชนฝา ต่อให้ถูกกดดันในที่ประชุมบอร์ดบริหารจนแทบไม่มีที่ยืน เขาก็ไม่ยอมก้มหัวตกลงกับฉัน” จี้เจิ้นถิงหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันแหบพร่าและเย็นยะเยือก
“ถือซะว่านี่เป็นบทเรียนให้เขาได้รู้ว่าเขามองคนผิดไปแค่ไหน... ที่แท้ก็เลี้ยงอสรพิษไว้กับมือตัวเองแท้ๆ”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^