ตอนที่ 24 ผมจะพาตัวเขาไป
ตอนที่ 24 ผมจะพาตัวเขาไป
แววตาของจี้ทิงสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น
ปกติแล้วจี้เยี่ยนจื๋อไม่เคยปั้นหน้าดีใส่เขาสักครั้ง ถ้าไม่เอ่ยปากเย้ยหยันก็ต้องคอยด่าทอ ในเมื่อเกลียดขี้หน้าเขาขนาดนั้น แล้วทำไมถึงยอมขัดคำสั่งจี้เจิ้นถิงเพื่อเขากัน หรือว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นโรคจิตจริงๆ?
จี้เจิ้นถิงมองเห็นความสับสนในแววตาของเขา โดยไม่สนว่าเจ้าตัวจะรู้สึกเช่นนั้นจริงหรือแค่แสร้งทำ เขาแค่นหัวเราะเย็นชาออกมาจากลำคอ “แต่ถึงจะเป็นงูพิษ มันก็มีข้อดีของมัน ไม่ว่าจะเป็นงูหรือปลาใหญ่ เมื่อถูกปล่อยลงสระย่อมต้องกระตุ้นให้ปลาซิวปลาสร้อยตัวอื่นดิ้นรนเอาชีวิตรอด ใครอยากรอด ก็ต้องดูว่าฝีมือของใครจะสูงส่งกว่ากัน”
ทุกคนต่างจ้องมองตำแหน่งนั้นด้วยสายตาหิวกระหาย แต่ถ้าคิดจะก้าวขึ้นเป็นผู้กุมอำนาจของตระกูลจี้ และเป็นคนที่หัวเราะได้ในตอนท้าย ก็จำเป็นต้องเหยียบย่ำคนรุ่นเดียวกันขึ้นไปสู่จุดสูงสุด
จี้เจิ้นถิงพูดจาแฝงนัย แต่ความหมายบนเปลือกนอกนั้นจี้ทิงเข้าใจดีอยู่แล้ว
เขาจ้องมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยเรียบๆ “ทฤษฎีปลาดุก [1] เขาไม่ได้ใช้กันแบบนี้หรอกนะครับ ผมว่าคุณควรไปอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ บทผิงไหว [2] บ้าง จะได้รู้ว่าคำว่า ขุนเขาพังทลาย หรือการเลี้ยงหนอนพิษให้มันกลับมากัดกินตัวเองน่ะมันเป็นยังไง”
นัยน์ตาขุ่นมัวของจี้เจิ้นถิงกวาดมองใบหน้าของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ฉันดูคนไม่ผิดจริงๆ”
ทั้งใจกล้าและเฉลียวฉลาด แถมยังตบตาแกล้งโง่ภายใต้จมูกเขามาได้ตั้งหลายปี ลำพังแค่ความหนักแน่นของจิตใจเพียงเท่านี้ ก็คุ้มค่าพอที่เขาจะรั้งตัวไว้แล้ว
จี้ทิงยังไม่ทันจะเข้าใจความหมายของประโยคนี้ จี้เจิ้นถิงก็หันหลังกลับ “เรื่องในวันนี้ฉันจะชดเชยให้ แกอยากได้อะไรก็บอกมา เหล่าจางเข้ามา”
พ่อบ้านแห่งคฤหาสน์เฮ่อหยวนปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูทันทีพลางค้อมศีรษะ “ท่านประธานครับ”
“ไปตามหมอเจิ้งมา...”
ทว่าคำพูดนั้นยังไม่ทันจบ เสียงเอะอะวุ่นวายก็ดังมาจากด้านนอก
“คุณชายครับ ท่านประธานใหญ่กำลังคุยธุระอยู่ด้านใน เข้าไปไม่ได้นะครับ!”
“คุณเข้าไปไม่ได้จริงๆ อย่าทำให้พวกผมลำบากใจเลยครับ...”
“คุณชายครับ!”
จี้ทิงหันไปมองตามเสียงแล้วถึงกับชะงักไป เขาเห็นจี้เยี่ยนจื๋อก้าวอาดๆ เข้ามาในโถงรับรองด้วยท่าทางราวกับยอมหักไม่ยอมงอ สายตาของทั้งคู่ปะทะกันกลางอากาศ เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อเห็นคราบเลือดบนตัวจี้ทิง เขาก็ปรี่เข้ามาคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้แน่น
จี้ทิงถูกกระชากไปด้านหลังอย่างรุนแรงจนเกือบจะเสียหลักล้ม
บอดี้การ์ดที่ขวางไม่อยู่รีบวิ่งตามเข้ามา แต่ก็ได้แต่หยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู “ท่านประธานใหญ่ครับ พวกเรา...”
“เหล่าจาง” จี้เจิ้นถิงโบกมือ “กันคนนอกออกไปให้หมด”
“ครับ”
ภายในโถงกลับมาตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง จี้เยี่ยนจื๋อก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วก้มศีรษะลง “คุณปู่ครับ”
“มาแล้วเหรอ” จี้เจิ้นถิงเอ่ยเพียงสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่คาดเดาอารมณ์ไม่ได้ ทว่าดวงตายังคงปิดปริ่มครึ่งหนึ่ง
นิ้วมือของจี้เยี่ยนจื๋อที่กำรอบข้อมือจี้ทิงกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เขาเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ย “ผมมารับจี้ทิงกลับครับ”
จี้ทิงที่ถูกบังไว้ด้านหลังมองเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของจี้เยี่ยนจื๋อเลือนราง เขาเห็นว่าอีกฝ่ายเชิดหน้าขึ้นขณะพูด น้ำเสียงนั้นมั่นคงและเด็ดขาด ไร้ซึ่งร่องรอยของการเจรจาต่อรอง
จี้เจิ้นถิงค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาเหลือบมองจี้เยี่ยนจื๋อพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย “งั้นแกก็พาเขาไปเถอะ”
จี้เยี่ยนจื๋อเดิมทีคิดว่าการปะทะกันครั้งนี้คงเลี่ยงไม่ได้ ไม่นึกเลยว่าทุกอย่างจะราบรื่นเกินคาด เขาไม่มีเวลามาขบคิดถึงความผิดปกติที่แฝงอยู่ จึงก้มศีรษะให้จี้เจิ้นถิงอีกครั้ง “คุณปู่ครับ พวกเราขอตัว”
จี้เยี่ยนจื๋อจูงข้อมือจี้ทิงเดินไปยังประตู ทว่าในวินาทีที่ทั้งคู่ก้าวข้ามธรณีประตู เสียงของจี้เจิ้นถิงก็ดังไล่หลังมาอย่างช้าๆ
“จี้ทิง วันหลังถ้ามีเวลา ก็หมั่นมาเยี่ยมฉันที่เฮ่อหยวนบ้างนะ”
จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาใช้หางตาเหลือบมองจี้เยี่ยนจื๋อ ก่อนจะเบือนหน้าไปตอบสั้นๆ “ไม่มาครับ”
“เงียบ!” จี้เยี่ยนจื๋อดุเสียงเย็น ก่อนจะกระชากลากถูเขาออกไปอย่างก้าวร้าว
ทั้งสองเดินออกมาจนพ้นเขตคฤหาสน์เฮ่อหยวน เลี่ยวข่ายขับรถเข้ามาจอดเทียบพอดี จี้เยี่ยนจื๋อจึงเปิดประตูแล้วยัดจี้ทิงเข้าไปในรถ
เมื่อรถเคลื่อนตัวออกไปถึงทางแยก จู่ๆ รถก็หยุดกะทันหัน เลี่ยวข่ายรีบวิ่งไปเปิดกระโปรงท้ายรถเพื่อหยิบกล่องปฐมพยาบาลขนาดเล็กแล้วกลับขึ้นรถมา
“โชคดีที่สั่งให้เตรียมชุดปฐมพยาบาลฉุกเฉินไว้ก่อน” เลี่ยวข่ายพูดไปพลาง มือก็ควานหาของในกล่องไปพลาง “เอ่อ คือไอ้นั่นมัน...”
“เอามาให้ฉัน” จี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งเบาะหลังเอ่ยขัด
เลี่ยวข่ายรีบหันไปส่งกล่องให้ จี้เยี่ยนจื๋อพลิกหาเพียงครู่เดียวก็เจอผ้าก๊อซฆ่าเชื้อ เขาฉีกซองออกแล้วหันไปมองจี้ทิง “เอามือลง”
จี้ทิงเบี่ยงตัวหลบไปด้านหลังอย่างไม่ไว้วางใจ “ผมทำเองได้”
“ฉันบอกให้เอามือลง” จี้เยี่ยนจื๋อย้ำด้วยน้ำเสียงเย็นชา
จี้ทิงไร้ทางเลือก จำต้องละมือที่กดแผลหลังใบหูออก
ก่อนจะลงมือทำแผล จี้เยี่ยนจื๋อพิจารณาบาดแผลของเขา “ไปโดนอะไรมา?”
“จี้ซือเหล่ยเอาแจกันขว้างใส่ผม แต่มันตกแตกที่พื้นแล้วเศษกระเบื้องกระเด็นใส่... โอ้ย...” วินาทีที่จี้เยี่ยนจื๋อกดผ้าลงมา จี้ทิงเจ็บจนสูดปาก ร่างกายขยับหนีตามสัญชาตญาณ
“จะสำออยอะไรนักหนา” จี้เยี่ยนจื๋อใช้อีกมือล็อกศีรษะของเขาไว้แน่น แล้วกดลงกับแผงอกของตนโดยตรง
จี้ทิงต้องขดตัวอยู่ในท่าที่แสนจะอึดอัด เพียงไม่นานใบหน้าก็เริ่มแดงก่ำเพราะเลือดลมสูบฉีด “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่ทำแบบนี้มันยิ่งทำให้เลือดผมไหลเยอะกว่าเดิมนะ”
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังแกะเทปพันแผล เมื่อได้ยินแบบนั้น เขาก็คว้าหมับเข้าที่ท้ายทอยของอีกฝ่ายแล้วรั้งตัวขึ้นมาวางไว้บนไหล่ของตัวเอง
ท่านี้กลับยิ่งประหลาดเข้าไปใหญ่ เพราะจี้เยี่ยนจื๋อต้องโน้มตัวไปทับร่างจี้ทิงไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วเอื้อมมือโอบไปด้านหลังถึงจะสัมผัสแผลที่หลังหูได้
จี้ทิงถึงกับพูดไม่ออก : [จี้เยี่ยนจื๋อทำไมถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี้?]
จี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังจะติดเทปแผ่นที่สองชะงักกะทันหัน เขาหลุบตามองสบตากับจี้ทิง “จี้ทิง นายอยากตายนักใช่ไหม”
จี้ทิงกำลังจะอ้าปากเถียง ทว่ารถกลับกระตุกสั่นอย่างแรง ทำให้ใบหน้าของทั้งคู่เกือบจะแนบชิดกันเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร
ในสถานการณ์คับขัน จี้ทิงยกมือขึ้นยันหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อแล้วผลักออกสุดแรงจนอีกฝ่ายหงายหลังไป
ตึง! เสียงศีรษะใครบางคนกระแทกเข้ากับกระจกรถอย่างจัง
“เมื่อกี้มองไม่เห็นลูกระนาดครับ ไม่เป็นไร... ใช่ไหมครับ” เลี่ยวข่ายมองผ่านกระจกหลังเห็นเหตุการณ์เบาะหลังแล้วก็ถึงกับต้องเงียบเสียงลงโดยอัตโนมัติ
จี้ทิงเอามือกุมผ้าก๊อซไว้พลางขยับถอยไปทางขวา “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”
สภาพของจี้เยี่ยนจื๋อในตอนนี้มีรอยฝ่ามือเปื้อนเลือดประทับอยู่บนหน้าอย่างชัดเจน ผมเผ้ายุ่งเหยิง นั่งพิงกระจกรถด้วยท่าทางกึ่งเอนกึ่งหงาย
ภายในรถตกอยู่ในความเงียบงันที่ชวนอึดอัดอย่างประหลาด หลังจากจี้เยี่ยนจื๋อตั้งหลักได้ เขาก็หยิบผ้าก๊อซมาเช็ดรอยมือบนหน้าพลางสูดลมหายใจเข้าลึกซ้ำๆ คล้ายพยายามระงับอารมณ์บางอย่างที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน
เมื่อเช็ดจนพอสะอาด เขาก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสั่ง “ขยับมานี่”
จี้ทิงย่อมไม่ยอมขยับ จี้เยี่ยนจื๋อจึงสูดลมหายใจอีกครั้ง “อย่าให้ฉันต้องพูดเป็นรอบที่สอง”
พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ จี้ทิงจึงยอมประนีประนอมขยับเข้าไปหา
จี้เยี่ยนจื๋อจัดการแปะเทปยึดผ้าก๊อซให้จนเรียบร้อย ก่อนจะผลักเขาออกในวินาทีต่อมา
จี้ทิงมองท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์นั้นแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่มาที่เฮ่อหยวนทำไม?”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาพลางตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เกี่ยวอะไรกับนาย ฉันจะทำอะไรต้องรายงานนายด้วยหรือไง?”
เลี่ยวข่ายได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกไม่อยากให้จี้ทิงเข้าใจผิด จึงเอ่ยขึ้นว่า “คุณชายรองครับ ทันทีที่ประธานจี้ทราบข่าวว่าคุณถูกพาตัวมาที่เฮ่อหยวน เขาก็รีบมาที่นี่ทันทีเลยนะครับ เขา...”
เชิงอรรถ
[1] ทฤษฎีปลาดุก (Catfish Effect) คือ ทฤษฎีการบริหารจัดการหรือปรากฏการณ์ที่คู่แข่งที่แข็งแกร่ง (ปลาดุก) เข้ามาในสภาพแวดล้อมที่เฉื่อยชา ส่งผลให้คู่แข่งที่อ่อนแอกว่า (ปลาซาร์ดีน) ต้องพัฒนาตนเองเพื่อความอยู่รอด
[2] บันทึกประวัติศาสตร์ บทผิงไหว คือ บทหนึ่งในหนังสือสื่อจี้หรือบันทึกประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของจีน เรียบเรียงโดย ซือหม่าเชียน เป็นบทบันทึกด้านเศรษฐกิจ ที่เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายการคลังของรัฐบาลจีน ตั้งแต่ต้นราชวงศ์ฮั่นจนถึงสมัยจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^