ตอนที่ 25 ความหลงใหลที่พูดไม่ออก
ตอนที่ 25 ความหลงใหลที่พูดไม่ออก
เลี่ยวข่าย” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงคุกคามจนเลี่ยวข่ายต้องรีบสงบปากสงบคำอย่างรู้งาน
เมื่อสัมผัสได้จากหางตาว่าจี้ทิงกำลังมองมา เขาจึงเบือนหน้าหนีด้วยท่าทีเย็นชา “นายอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ที่ฉันไปเฮ่อหยวนก็เพื่อจี้ลี่ผิง สองพ่อลูกนั่นทำผิดกฎหมายก็ต้องชดใช้กรรม ต่อให้เป็นหมาก็ไม่ควรต้องไปรับโทษแทนพวกมัน”
จี้ทิงพยักหน้าเบาๆ รับคำ : [ที่แท้จี้เยี่ยนจื๋อก็ไม่ได้จงใจหาเรื่องฉันหรอกเหรอเนี่ย แต่คำพูดดีๆ พอออกมาจากปากเขาแล้ว กลับฟังดูระคายหูไปหมด เป็นพวกอีคิวต่ำจริงๆ สินะ]
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วพลางหันขวับกลับมา ทว่าสิ่งที่เห็นคือจี้ทิงที่ใบหน้าขาวซีดกำลังหลับตาพิงหน้าต่างรถ คล้ายกับเหนื่อยล้าเต็มที
เมื่อจ้องมองรอยเลือดที่ติดอยู่บนคอเสื้อของอีกฝ่าย จี้เยี่ยนจื๋อก็สะกดกลั้นอารมณ์พลางลดเสียงต่ำ และหันไปสั่งเลี่ยวข่าย “ในกล่องหน้ารถมีทิชชูแอลกอฮอล์อยู่ ลองหาดูซิ”
เลี่ยวข่ายหยิบส่งให้ทันที จี้เยี่ยนจื๋อดึงออกมาสองแผ่นแล้วเริ่มเช็ดทำความสะอาดมือตัวเองอย่างละเอียด
ผ่านไปครู่หนึ่ง เลี่ยวข่ายก็โพล่งขึ้นมา “ท่านประธานจี้ครับ คุณชายรองหลับแบบนี้จะดีเหรอครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังเช็ดคราบเลือดตามซอกนิ้วอย่างตั้งอกตั้งใจไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง “ทำไม กลัวเขาจะนอนตกหมอนหรือไง?”
น้ำเสียงของเลี่ยวข่ายดูร้อนรนขึ้นมา “ผมจำได้ว่าคนที่เสียเลือดมากห้ามหลับนะครับ เห็นว่ามันจะทำให้สมองขาดออกซิเจนจนช็อกตายได้เลย”
มือของจี้เยี่ยนจื๋อชะงักกึกทันที เขาหันไปมองจี้ทิงและพบว่าใบหน้าของอีกฝ่ายขาวซีดผิดปกติจริงๆ
"เพียะๆ" จี้ทิงตื่นขึ้นมาเพราะแรงตบเบาๆ ที่น่ารำคาญใจ เขาฝืนลืมตาขึ้นมองและพบว่า ‘คนร้าย’ ก็คือจี้เยี่ยนจื๋อตามคาด
เมื่อเห็นว่าจี้ทิงทำท่าจะหลับลงไปอีกครั้ง จี้เยี่ยนจื๋อก็สั่งด้วยเสียงดุดัน “จี้ทิง ลืมตาขึ้นมาคุยกับฉันเดี๋ยวนี้”
“ไม่มีอะไรจะคุยครับ” จี้ทิงตอบอย่างอ่อนแรง
จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับสำลักคำพูด ก่อนตัดสินใจดึงตัวอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่ง “ถ้าไม่มีเรื่องจะคุยก็เล่าเรื่องตลกสิ นายเคยบอกไม่ใช่เหรอว่านายเล่าเรื่องตลกเก่งที่สุด?”
ในเวลาเช่นนี้ จี้ทิงยังคงรักษาจุดยืนของตนเองไว้อย่างเหนียวแน่น “ผมไม่เล่าให้พี่ฟังหรอก”
“งั้นก็เล่าให้เลี่ยวข่ายฟังแทน”
เลี่ยวข่ายรีบรับคำทันที “ใช่ครับๆ ผมเนี่ยชอบฟังเรื่องตลกที่สุดเลย”
จี้ทิงผ่อนลมหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ ก่อนจะจำใจลืมตาขึ้น “การช็อกจากการเสียเลือดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเสียเลือดมากกว่าสองพันมิลลิลิตรขึ้นไป แต่บาดแผลของผมเสียเลือดอย่างมากไม่เกินเจ็ดร้อยห้าสิบ พี่ไม่ต้องกังวลหรอก”
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลง แววตาคมเข้มลึกล้ำยากจะหยั่งถึง “ในเมื่อนายได้ยินหมดแล้ว เมื่อกี้จะหลับทำไม?”
จี้ทิงได้ยินเสียงแว่วๆ ในตอนที่กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ตอนนี้เขาขี้เกียจจะอธิบาย จึงถอนหายใจพลางถาม “ตอนนี้ผมขอนอนต่อได้หรือยัง?”
“ถ้ากล้าพูดออกมาอีกคำเดียว นายตายแน่” จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันพูด
ยี่สิบนาทีต่อมา รถก็มาถึงโรงพยาบาล
บาดแผลหลังหูของจี้ทิงค่อนข้างลึก ต้องเย็บถึงสิบสามเข็ม และหลังจากทำแผลเสร็จเขาก็ถูกส่งตัวไปให้เลือดต่อ
จี้เยี่ยนจื๋อสั่งให้เลี่ยวข่ายเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนตัวเองขับรถกลับบริษัทก่อน
“ท่านประธานจี้ครับ ไม่ไปคลับแล้วเหรอครับ เห็นว่า...”
“ตอนนี้รีบไปก็ไม่ทันแล้ว หลิงซีคงถูกคนแซ่ฉินนั่นพาตัวไปแล้วล่ะ” ยังไงซะฉินไจ้เย่ก็คงไม่ทำร้ายหลิงซี ตราบใดที่อีกฝ่ายปลอดภัย ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างกายเขาเสมอไป
จี้เยี่ยนจื๋อหยิบกุญแจรถแล้วเดินจากไป ทิ้งให้เลี่ยวข่ายยืนเกาหน้าด้วยความสงสัย
เขารู้สึกว่าประธานจี้ดูจะไม่ค่อยใส่ใจคุณหลิงคนนั้นเท่าไหร่เลย ถ้าอย่างนั้นทำไมช่วงก่อนหน้านี้ถึงสั่งให้พวกเขางมเข็มตามหาตัวกันทั้งวันทั้งคืนขนาดนั้นกันนะ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
เลี่ยวข่ายเดินไปส่งจี้ทิงที่หน้าโรงพยาบาลพลางชี้ไปที่ประตูทางเข้า “คุณชายรองครับ รถจอดรออยู่ข้างหน้าแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งคุณที่บ้านครับ”
จี้ทิงส่ายหน้า “ผมจะไปแจ้งความ”
“หา?”
“แผลของผมยาวขนาดนี้ เข้าข่ายบาดเจ็บสาหัสระดับสอง ถือเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายโดยเจตนา จี้ซือเหล่ยต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย”
เลี่ยวข่ายกลืนน้ำลายเอื้อกพลางเอ่ยอย่างลำบากใจ “งั้น... เรื่องนี้ควรปรึกษาประธานใหญ่ก่อนไหมครับ?”
จี้ทิงปรายตามองเขาด้วยสายตาเย็นชา “คู่กรณีคือผมกับจี้ซือเหล่ย ทำไมต้องถามความเห็นของจี้เจิ้นถิงด้วย?”
เลี่ยวข่ายได้รับรู้ซึ้งถึงนิสัยของจี้ทิงใหม่อีกครั้ง ขนาดประธานใหญ่เขายังไม่เกรงกลัว มิน่าล่ะประธานจี้ถึงได้ถูกกวนประสาทจนแทบคลั่งอยู่บ่อยๆ
เพื่อความปลอดภัย หลังจากขึ้นรถแล้วเขาจึงส่งข้อความรายงานจี้เยี่ยนจื๋อทันที
ไม่กี่นาทีต่อมา ข้อความก็ถูกส่งกลับมา : [ตามใจเขา]
ภายในห้องทำงานประธานบริษัท จี้เยี่ยนจื๋อวางโทรศัพท์ลงก่อนจะเรียกเลขาเข้ามา
“สวีเหรินกลับไปหรือยัง?”
“วิศวกรซุนกับคุณสวีทานมื้อเที่ยงเสร็จก็กลับเข้าห้องประชุม ตอนนี้ยังอยู่ที่ชั้นยี่สิบสองครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อพยักหน้า “อืม ฝากดูหน่อย ถ้าคุยกันเสร็จแล้ว ให้สวีเหรินมาพบฉันที่ห้องทำงานด้วย”
“รับทราบครับ” เลขาเอ่ยจบก็หยิบการ์ดเชิญฉลุลายสวยงามวางลงบนโต๊ะ “ท่านประธานจี้ครับ เมื่อเที่ยงนี้ประธานจางแห่งกลุ่มบริษัทเหิงรุ่ยให้คนส่งมาเชิญท่านไปร่วมงานเลี้ยงในวันเสาร์หน้าครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหยิบขึ้นมาพิจารณาพลางขมวดคิ้ว “เหิงรุ่ยงั้นเหรอ?”
กลุ่มบริษัทซื่อลี่กับกลุ่มบริษัทเหิงรุ่ยแทบจะไม่เคยร่วมงานกันเลย ความสัมพันธ์ส่วนตัวก็เบาบาง แล้วทำไมทางนั้นถึงเชิญเขาอย่างเป็นทางการขนาดนี้กัน
“ครับ ประธานจางยังฝากบอกมาอีกว่า หวังว่าท่านและคุณชายรองจะให้เกียรติไปร่วมงานครับ”
พอได้ยินชื่อจี้ทิง จี้เยี่ยนจื๋อก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จางซวี่ลูกชายคนเล็กของบ้านนั้นเหมือนจะเป็นเพื่อนกับจี้ทิง เมื่อก่อนเห็นชอบไปเที่ยวเตร่ด้วยกันบ่อยๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็ตีสีหน้าบึ้งตึงพลางวางการ์ดเชิญไว้ข้างๆ “ก่อนจะถึงวันเสาร์ นายหาข้ออ้างอะไรก็ได้ปฏิเสธไปซะ”
“ได้ครับท่านประธาน”
ท้องฟ้าเกือบจะมืดสนิทแล้ว สวีเหรินถึงได้เดินออกมาจากห้องประชุม เมื่อเขาก้าวออกจากห้องก็เจอเข้ากับเลขาของจี้เยี่ยนจื๋อ จึงถูกพาขึ้นลิฟต์ไปทันที
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องทำงานประธานบริษัท จี้เยี่ยนจื๋อกำลังก้มหน้าอ่านเอกสารในคอมพิวเตอร์พลางเอ่ยสั้นๆ “หาที่นั่งตามสบายนะครับ”
สวีเหรินนั่งลงบนโซฟาอย่างสำรวม เมื่อจ้องมองใบหน้าอันเย็นชาและจดจ่ออยู่กับการทำงานของจี้เยี่ยนจื๋อ เขาก็รู้สึกถึงความจริงบางอย่างที่เพิ่งจะแล่นเข้ามากระทบใจ
ก่อนหน้านี้เขาคอยสังเกตจี้ทิงที่ศึกษาการแสดงออกทางสีหน้าอยู่เสมอ ภาพจำของจี้เยี่ยนจื๋อที่เขามักจะเห็นคือท่าทางหงุดหงิดโมโหตลอดเวลา สวีเหรินจึงจดจำจี้เยี่ยนจื๋อในฐานะพี่ชายขี้โมโหมาโดยตลอด
ทว่าในวินาทีที่ได้นั่งอยู่ในห้องทำงานอันกว้างขวางนี้ เขาถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า คนที่อยู่ตรงหน้าคือยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีของจีน และเป็นถึงประธานบริหารของกลุ่มบริษัทซื่อลี่
ไม่กี่นาทีต่อมา หลังจากอ่านเอกสารจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็ลุกเดินเข้ามาหา
“คุณครูสวี สัปดาห์นี้คุณเข้ามาช่วยปรับปรุงข้อมูลในห้องแล็บของซื่อลี่เถอะ ไม่ต้องไปสอนพิเศษให้จี้ทิงแล้ว”
“ครับ?” สวีเหรินเบิกตากว้างพลางร้อนใจขึ้นมาทันที “ผมไม่มาซื่อลี่ครับ งานวิจัยของผมทำที่มหาวิทยาลัยก็ได้ ผมจะไปสอนพิเศษให้อาจารย์จี้... เอ้ย สอนให้จี้ทิงต่อครับ!”
จี้เยี่ยนจื๋อมองท่าทางกระวนกระวายใจของเขาแล้วก็ได้แต่รู้สึกรำคาญใจและหมดคำจะพูด แม้ใบหน้าของจี้ทิงจะดูหลอกล่อคนได้เก่งเพียงใด แต่สำหรับความหลงใหลอย่างบ้าคลั่งของสวีเหรินนี้ เขายังคงไม่เข้าใจอยู่ดี
จี้เยี่ยนจื๋อผ่อนลมหายใจ “ไม่ใช่ว่าผมจะไม่ให้คุณสอนแล้ว แต่จี้ทิงได้รับบาดเจ็บ วันสองวันนี้ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน”
สีหน้าของสวีเหรินเปลี่ยนไปทันควัน “บาดเจ็บเหรอครับ! เจ็บตรงไหน รุนแรงไหมครับ?”
เมื่อเจอคำถามรัวด้วยความตื่นตระหนก จี้เยี่ยนจื๋อจึงได้แต่ชี้นิ้วไปที่ใบหูพลางตอบอย่างอ่อนใจ “เจ็บที่...”
“ที่หัวเหรอครับ?!” สวีเหรินเด้งตัวขึ้นจากโซฟาทันที แววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ “บาดเจ็บที่หัวได้ยังไง คุณรู้ไหมครับว่าหัวของอาจารย์จี้สำคัญขนาดไหน!”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^