ตอนที่ 26 หล่อขนาดนั้นคงไม่ใช่โรคจิตหรอก
ตอนที่ 26 หล่อขนาดนั้นคงไม่ใช่โรคจิตหรอก
“อาจารย์จี้งั้นหรือ?”
จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาแฝงความนัยล้อเลียน “ถ้าอย่างนั้นลองบอกผมทีสิว่า หัวของ ‘อาจารย์จี้’ คนนี้ มันมีความสำคัญมากขนาดไหนกัน?”
“คือเขา...” สวีเหรินพลันสะดุ้งโหยง เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเผลอหลุดปากอีกแล้ว
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาจับผิดของจี้เยี่ยนจื๋อ เซลล์สมองทั้งหมดของเขาก็ถูกรีดเค้นออกมาใช้งานในวินาทีนั้น “ที่ผมเรียกเขาว่าอาจารย์ก็เพราะ... เพราะจี้ทิงบอกว่า ถ้าผมไม่ยอมเรียกเขาว่าอาจารย์ เขาก็จะไม่ยอมตั้งใจเรียนน่ะครับ!”
แม้เหตุผลนี้ก็ดูจะพอฟังขึ้นอยู่บ้าง แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็ยังคงจ้องหน้าเขาเขม็ง “แล้วคุณจะลนลานไปทำไมกัน?”
สวีเหรินฝืนยิ้มแห้งๆ “ก็เขาไม่ให้ผมพูดนี่ครับ อีกอย่างตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเราก็ดีขึ้นแล้ว ผมเลยไม่อยากฟ้องท่านประธานจี้ให้มันเสียเรื่อง”
เรื่องแบบนี้จี้ทิงถนัดนักล่ะ จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะ “ในเมื่อคุณเป็นห่วงเขาขนาดนี้ พรุ่งนี้ก็ไปหาเขาหน่อยแล้วกัน”
ดวงตาของสวีเหรินเป็นประกายขึ้นมาทันที “งั้นพรุ่งนี้ผมจะรีบไปตั้งแต่เช้ามืดเลยครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อคร้านจะสนใจความกระตือรือร้นเกินเหตุนั้น จึงเปลี่ยนมาเข้าเรื่องสำคัญ “คุณครูสวี เรื่องแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งนั่น จี้ทิงไปพูดอะไรกับคุณ หรือว่าเจ้าของเครื่องเขาเปลี่ยนใจกะทันหัน?”
คราวนี้สวีเหรินระมัดระวังตัวมากขึ้น “ก็แค่เจ้าของเขาไม่อยากขายแล้วน่ะครับ”
“เขาก็น่าจะบอกเหตุผลกับคุณไว้บ้างไม่ใช่เหรอ?”
ริมฝีปากของสวีเหรินพะงาบอยู่หลายครา ก่อนจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่งว่า “ราคา... เป็นเพราะราคาไม่เหมาะสมครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะเบาๆ “ถ้าผมจำไม่ผิด ตัวเลขสามล้านนั่นคุณเป็นคนเสนอเองไม่ใช่เหรอ?”
สวีเหรินจุกจนพูดไม่ออก เขาเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาอยู่รอมร่อ เขาไม่ใช่คนที่โกหกเก่งเลยแม้แต่น้อย แต่กลับต้องมาเจอคำถามไล่ต้อนเป็นระลอกราวกับเจอลูกระเบิดที่ถูกปูพรมต้นรับไว้อย่างดีแบบนี้
เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าบิดเบี้ยว จี้เยี่ยนจื๋อก็ไม่ได้คิดจะคาดคั้นเอาความจริงให้ถึงที่สุด “ถือเสียว่าช่วยอะไรผมสักอย่างแล้วกัน ลองไปเจรจากับเจ้าของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งดูอีกรอบ ถ้าเป็นไปได้ นัดมาคุยต่อหน้ากันเลยจะดีมาก”
สวีเหรินกำหมัดแน่น พลางเอ่ยอย่างลำบากใจ “ผมรับปากได้แค่ว่าจะลองคุยกับเขาดูอีกครั้ง แต่เรื่องนัดเจอนี่คงไม่ได้จริงๆ ครับ”
“ไม่เป็นไรครับ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็ได้” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง
ครั้งก่อนเขาใจร้อนเกินไปจนทำให้เสียเรื่อง ครั้งนี้เขาจึงตัดสินใจจะเดินเกมอย่างมั่นคง อย่างไรเสียตอนนี้สวีเหรินก็ถูกเขามัดตัวไว้บนเรือลำเดียวกับกลุ่มบริษัทซื่อลี่แล้ว ต่อไปก็ย่อมต้องถูกเขาเรียกใช้งานอีกอยู่ดี
…
เป็นไปตามที่จี้เยี่ยนจื๋อคาดไว้ สวีเหรินมาถึงตระกูลจี้แต่เช้าตรู่ของวันถัดมา
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้อง เขาก็พบว่าจี้ทิงกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ และกำลังปรับจูนซอฟต์แวร์บางอย่างที่เขาดูไม่ออก
“อาจารย์จี้ครับ บาดเจ็บขนาดนี้ทำไมยังทำงานอยู่อีก พักผ่อนให้เต็มที่ก่อนดีกว่าไหมครับ?” สวีเหรินเอ่ยด้วยความกังวล
ทว่าจี้ทิงกลับยิ้มบางๆ “ผมไม่ค่อยปวดแผลแล้ว ไม่เป็นไรหรอก”
เมื่อคืนเขาขบคิดหลายสิ่งหลายอย่าง ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ทำให้เขาทำลายกำแพงความคิดเดิมๆ ของตนเองไปบางส่วน
ก่อนหน้านี้เขาคิดเพียงว่า ขอแค่ถอนตัวออกมาอยู่อย่างสงบ ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงพล็อตนิยายอันวุ่นวายพวกนั้นได้ เพื่อที่เขาจะได้มีสมาธิทำในสิ่งที่ตั้งใจ แต่เหตุการณ์ที่จี้เจิ้นถิงทำไว้ที่เฮ่อหยวนเมื่อวานนี้ กลับเป็นเสมือนสัญญาณเตือนสติ
ในตอนนี้เขาไม่ใช่ ‘จี้ทิง’ นักวิชาการวัยยี่สิบห้าปีแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์จีนอีกต่อไป แต่เป็น ‘จี้ทิง’ ลูกนอกสมรสที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม และเป็นเพียงเบี้ยล่างให้พวกผู้มีอำนาจกดขี่ข่มเหงได้ตามอำเภอใจ
โชคชะตาฟ้าลิขิตมักอยู่เหนือเจตจำนงของมนุษย์ แม้แต่เขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ หรือลบอคติของผู้คนรอบข้างได้ในระยะเวลาอันสั้น
ดังนั้น แทนที่จะคอยหลบเลี่ยงหรือตั้งรับ สู้ใช้ความได้เปรียบจากการล่วงรู้เนื้อเรื่องในอนาคต มาเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจให้ตัวเอง ขอเพียงเขาสามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ไม่มีใครเอื้อมถึงได้เหมือนในอดีต เขาก็จะสลัดหลุดจากสภาพแวดล้อมเน่าเฟะพวกนี้ได้เอง
สวีเหรินพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นานแต่ก็ไม่ได้ผล เขาจึงได้แต่หาทางช่วยอย่างอื่น “ซอฟต์แวร์ตัวนี้เอาไว้ทำอะไรเหรอครับ ถ้าผมทำเป็น ผมขอช่วยคุณทำได้ไหม?”
จี้ทิงส่ายหน้าเบาๆ “เทคโนโลยีนี้ผมก็เพิ่งเริ่มศึกษาวันนี้เอง ยังมีอีกหลายส่วนที่ต้องวิจัยเพิ่ม”
“เอ๊ะ?” สวีเหรินตกตะลึง “เทคโนโลยีอะไรกันครับถึงขนาดต้องให้อาจารย์วิจัยใหม่ คะ...คงไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์...”
จี้ทิงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจินตนาการล้ำเลิศไปถึงไหน จึงเอ่ยกลั้วหัวเราะ “วัสดุนิวเคลียร์มันแพง ตอนนี้ผมยังไม่มีปัญญาซื้อหรอก เพราะงั้นตอนนี้ผมเลยต้องรีบหาเงินอยู่นี่ไง”
พอพูดถึงเรื่องเงิน สวีเหรินก็นึกถึงคำพูดของจี้เยี่ยนจื๋อเมื่อวานนี้ขึ้นมาได้ จึงเล่ารายละเอียดให้จี้ทิงฟัง
หลังจากฟังจบ จี้ทิงก็นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “บวกเพิ่มไปอีกหนึ่งล้าน แล้วขายให้เขาไปเถอะ”
ในเมื่อสวีเหรินอ้างไปแล้วว่าเป็นเรื่องเงิน ก็ต้องเล่นละครให้สมบทบาทเสียหน่อย อีกอย่างจี้เยี่ยนจื๋อก็คงไม่เดือดร้อนกับเงินแค่ล้านเดียวหรอก
“ตกลงครับ งั้นอีกสักสองสามวันผมค่อยไปบอกเขา”
“อืม”
จี้ทิงใช้เวลาทั้งช่วงเช้าไปกับการอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ VFX [1] เขาตั้งใจจะเข้าร่วมการแข่งขันการเรนเดอร์ระดับโลก [2] ในปีนี้ ถ้าคว้าชัยชนะมาได้ ก็จะเป็นการการันตีคุณภาพให้เทคโนโลยีของเขาเพื่อที่จะขายต่อได้ในราคาที่สูง
สวีเหรินอ้าปากค้างมองหน้าจอพลางถามเสียงค่อย “อาจารย์จี้ครับ หน้าเพจเลื่อนไวขนาดนี้ อาจารย์ดูแล้วไม่เวียนหัวเหรอครับ?”
“ไม่นะ ถ้าไม่ทำแบบนี้ ข้อมูลที่จับใจความได้ในแต่ละวินาทีมันจะน้อยเกินไป จนผมจะง่วงเอาได้น่ะ”
สวีเหริน "..."
ตอนนี้เขาพลันรู้สึกว่า ตัวเขา นักศึกษาปริญญาโทมหาลัยชั้นนำกำลังจะกลายเป็นคนโง่ระดับ Pro Max
...
เวลาล่วงเลยไปห้าวัน จนถึงวันที่จี้ทิงต้องไปตัดไหม
เมื่อสองวันก่อนสถานีตำรวจได้ส่งหนังสือแจ้งการดำเนินคดีมาให้เขา คดีทำร้ายร่างกายโดยเจตนาของจี้ซือเหล่ยถูกตั้งเป็นคดีอาญา และตัวเธอก็ถูกส่งเข้าเรือนจำไปเรียบร้อยแล้ว
คราวนี้แม้แต่ลูกสาวคนโตก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุก คราวนี้มีทั้งลูกชายลูกสาวอยู่ในคุกพร้อมหน้าพร้อมตา... ครบสูตรครอบครัวสุขสันต์ในแบบของเขาเลยล่ะ
เช้าวันนั้นเขาออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังรุ่ยเหอ เมื่อไปถึงก็พบพนักงานต้อนรับคนเดิมยืนรออยู่
“คุณจี้ เชิญทางนี้ครับ”
เมื่อทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องตรวจ จี้ทิงก็เอ่ยขึ้น “ผมตัดไหมเสร็จก็จะกลับเลย คุณไม่ต้องรออยู่ที่นี่หรอก”
พนักงานต้อนรับทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว “ได้ค่ะ มีธุระอะไรเรียกใช้ฉันได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”
สิบนาทีต่อมา จี้ทิงก็ก้าวออกมาจากห้องตรวจ
ทันทีที่เขาเปิดประตูออกมา ชายในชุดเสื้อขนเป็ดสีดำคนหนึ่งบนโถงทางเดินก็รีบหันหลังกลับอย่างผิดสังเกต แล้วทำทีเป็นยืนสำรวจภาพประดับผนังอย่างตั้งอกตั้งใจ
จี้ทิงรับยาที่หมอสั่งเสร็จก็เดินเข้าลิฟต์ไป ฝ่ายชายคนนั้นรีบพุ่งตัวเข้าไปในทางหนีไฟแล้ววิ่งลัดเลาะลงจากบันไดอย่างรวดเร็วเพื่อไปดักรอที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน
จี้ทิงเดินมาที่รถ ไฟหน้ากะพริบตอบรับสองครั้ง ทว่าเขากลับยังไม่เปิดประตูรถ
เบื้องหลังของเขามีเสียงหอบหายใจดังแว่วมาไม่ขาดสาย จนเขาไม่สามารถแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินได้อีกต่อไป เขาถอนหายใจยาวก่อนจะหมุนตัวกลับไป “คุณสะกดรอยตามคนอื่นได้โจ่งแจ้งขนาดนี้ทุกครั้งเลยหรือไง?”
ชายคนนั้นสะดุ้งสุดตัว พยายามจะหลบฉากตามสัญชาตญาณจนเกือบจะเอาหัวโหม่งเสา
จี้ทิงมองดูท่าทางเหล่านั้นพลางเอ่ยเรียบๆ “ถ้าคุณไม่มีธุระอะไรจะพูดแทนลู่เหยียนชู ผมจะไปแล้ว”
“เดี๋ยวครับ รอเดี๋ยว!”
ชายคนนั้นรีบหันกลับมาอย่างลนลาน เขาคือคนเดียวกับที่แกล้งเซ่อซ่าแอบอยู่ในรถตั้งแต่วันแรกที่จี้ทิง ‘มาถึง’ นั่นเอง
เขาเดินเข้ามาหาจี้ทิงด้วยท่าทางเก้กังพลางเอ่ยอย่างเคอะเขิน “คือ... พี่ลู่อยากพบคุณครับ เขาให้ผมมาถามว่าคุณพอจะมีเวลาว่างบ้างไหม?”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับ “ถ้าผมปฏิเสธ เขาจะส่งคุณตามสะกดรอยตามผมไปเรื่อยๆ แบบนี้ใช่ไหม?”
ชายคนนั้นลูบท้ายทอยตัวเอง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก “เอ่อ... คงไม่มั้งครับ พี่ลู่ออกจะหล่อขนาดนั้น เขาคงไม่ใช่พวกโรคจิตหรอกครับ”
เชิงอรรถ
[1] VFX คือ เทคนิคพิเศษทางภาพที่สร้างหรือปรับแต่งขึ้นในขั้นตอนหลังการผลิต โดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก (CGI) ผสมผสานกับภาพจริง เพื่อสร้างฉากที่ไม่สามารถถ่ายทำได้จริงในชีวิตจริง
[2] การแข่งขันการเรนเดอร์ระดับโลก โดยทั่วไปหมายถึงรายการแข่งขันคอมพิวเตอร์กราฟิก ที่เปิดรับผลงานจากศิลปิน 3D ทั่วโลก เพื่อโชว์ทักษะการสร้างภาพ การให้แสง การจัดองค์ประกอบภาพ และการทำพื้นผิว ให้ดูสมจริงหรือมีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^