ตอนที่ 28 เส้นเรื่องความรักที่ไร้เหตุผล
ตอนที่ 28 เส้นเรื่องความรักที่ไร้เหตุผล
แกร่ก...
ลู่เหยียนชูคล้ายกับได้ยินเสียงบางอย่างปริแตกออก ก่อนที่ความเย็นเยียบจะจู่โจมเสียดแทงเข้าสู่ขั้วหัวใจอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ชื่อเสียงป่นปี้... เขาน่ะหรือ?
ลู่เหยียนชูไม่เคยคิดมาก่อนว่า คำสี่คำนี้จะมาข้องแวะกับชีวิตของเขา เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาในวงการบันเทิง เขาวางตัวดีเยี่ยมและระแวดระวังคำพูดและการกระทำมาโดยตลอด
ทั้งหน้าที่การงานก็สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทีละก้าว แม้แต่ ‘ทางลัด’ เขาก็ยังนึกหยามหยันและไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวข้องแวะ แล้วจะมีเรื่องอะไรที่ทำให้เขาต้องสิ้นชื่อลงในชั่วข้ามคืนได้?
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เหยียนชูก็ขมวดคิ้ว เขาหรี่ตามองบทภาพยนตร์บนโต๊ะน้ำชาด้วยแววตาหม่นแสง
ดูเหมือนเสียงในใจของจี้ทิงจะประหลาดใจกับช่วงเวลาที่เขาตกลงรับโปรเจกต์เรื่องสุดขอบผาในสายลม หรือว่าปัญหาจะอยู่ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ แต่ต่อให้เป็นแบบนั้น อีกฝ่ายรู้เรื่องนี้ได้อย่างไรกัน?
ในวินาทีนั้น ความตระหนกสงสัยมากมายประโคมเข้ามาในสมองของลู่เหยียนชู ทว่าเมื่อเขาหันไปมองจี้ทิง ท่าทีของเขากลับดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น “เอาอย่างนี้แล้วกัน ไม่ต้องรบกวนคนอื่นหรอก ฉันมีนัดหมอตรวจติดตามอาการพรุ่งนี้อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีธุระอะไรพอดี ถ้างั้นถือโอกาสกลับรุ่ยเหอไปพร้อมนายเลยแล้วกัน”
ขณะพูด เขาก็แสร้งเบือนหน้าเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ เพื่อให้จี้ทิงเห็นรอยแผลเป็นที่ใบหู
จี้ทิงตั้งท่าจะเอ่ยปากปฏิเสธ ทว่าลู่เหยียนชูกลับส่งยิ้มพิมพ์ใจให้ “รอแป๊บหนึ่งนะ ฉันขึ้นไปหยิบกุญแจรถบนข้างบนก่อน”
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ปล่อยให้คนคนนี้ไปเฉยๆ ไม่ได้ ถึงจะรู้ความจริงทั้งหมดไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องขุดคุ้ยหาเบาะแสบางอย่างออกมาให้ได้
หลังจากลู่เหยียนชูขึ้นไปชั้นบน จี้ทิงก็หยิบบทภาพยนตร์บนโต๊ะน้ำชาขึ้นมา เขาพลิกอ่านอยู่สองสามหน้า ก่อนจะวางมันลงที่เดิมในสภาพเดิมทุกประการ
[ตัวบทภาพยนตร์เองไม่มีปัญหาอะไรหรอก ต้นฉบับก็นิยายรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น [1] แต่ดูเหมือนปัญหาจะอยู่ที่...]
ลู่เหยียนชูที่อยู่ในห้องถึงกับใจหายวาบ นิ้วมือที่ปล่อยข้างลำตัวขยำเข้าหากันแน่น
จี้ทิงขมวดคิ้วมุ่น [ถ้าฉันจำไม่ผิด ในหนังสือไม่ได้เขียนรายละเอียดเรื่องนี้เอาไว้เลย]
หนังสืองั้นเหรอ หนังสือเล่มไหนกัน? ปริศนาอีกระลอกถาโถมเข้าใส่ลู่เหยียนชู ทำให้เรื่องราวทั้งหมดดูสับสนวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม เขาอยากที่จะได้ยินมากกว่านี้ ทว่าเสียงในใจของจี้ทิงกลับเงียบหายไปเสียดื้อๆ
ไม่ใช่ว่าจี้ทิงหยุดคิดกลางคัน แต่เป็นเพราะเขาไม่รู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์นั้นจริงๆ
แก่นหลักของหนังสือเรื่อง ‘เสพติดรักจนเกินห้ามใจ’ นั้นสร้างขึ้นเพื่อเอื้อต่อเส้นเรื่องความรักโดยเฉพาะ แม้ฝ่ายรุกทั้งสามคนล้วนอยู่ในสถานะสูงส่ง มีอำนาจล้นฟ้า แต่ทุกคนกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอาชีพการงาน
อุปสรรคเกิดขึ้นเพราะอะไร มีเหตุผลที่เกิดสมเหตุสมผลหรือไม่ เรื่องพวกนั้นไม่สำคัญเลยสักนิด
สิ่งที่สำคัญคือทุกครั้งที่บรรดาฝ่ายรุกตกต่ำ จะต้องมีตัวละครนายเอกคอยอยู่เคียงข้าง ช่วยให้พวกเขากลับมามีความมั่นใจ สลัดทิ้งซึ่งเมฆหมอกและได้รับการฉุดรั้งออกมาจากชีวิตที่มืดมน
และในระหว่างนี้เอง ความสัมพันธ์ของพวกเขากับนายเอกก็จะพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นชนวนเหตุให้ฝ่ายรุกทั้งสี่เปิดศึกแย่งชิงนายเอกกันอย่างบ้าคลั่งตามระเบียบ
ทุกครั้งที่จี้ทิงอ่านเจอเนื้อหาพวกนี้ เขาจะรู้สึกว่าตรรกะมันบิดเบี้ยวเละเทะไปหมด เข้าใจยากยิ่งกว่าการทดลองทางวิทยาศาสตร์ใดๆ เสียอีก
ลู่เหยียนชูลงมาตรงตามเวลาที่นัดไว้พอดิบพอดี เขาควงกุญแจรถในมือ “เราไปกันเถอะ”
ทั้งคู่เดินออกจากบ้านและขึ้นรถของลู่เหยียนชูไป ในตอนแรกต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในห้วงคำนึงจนไม่มีใครปริปากพูด จนกระทั่งถึงทางแยกแรก ลู่เหยียนชูจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น “จี้ทิง ถ้านายอยากรู้ความเป็นไปของหลิงซี ก็ติดต่อหาฉันได้ตลอดเวลานะ”
เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้วิธีนี้เพื่อขอช่องทางติดต่อของจี้ทิง เพื่อที่จะได้หาข้ออ้างนัดพบกันในภายหลัง ทว่าเขากลับไม่รู้ว่าข้ออ้างนี้กลับไปเหยียบเอา ‘กับระเบิด’ ของจี้ทิงเข้าอย่างจัง
“ไม่เป็นไรครับ ในเมื่อคุณบอกว่าเขามีความสุข ผมก็ไม่อยากไปรบกวนเขา” สาเหตุที่จี้ทิงอยากปฏิเสธตั้งแต่แรก ก็เพราะเขารู้ดีว่าลู่เหยียนชูจะต้องหาเรื่องชวนคุยเรื่องนายเอกระหว่างทางแน่นอน
ลู่เหยียนชูเหลือบมองคนบนที่นั่งข้างคนขับ ความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างผุดขึ้นในใจ
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ที่จริง หลายเรื่องในชีวิตมันอาจไม่ได้แย่อย่างที่นายคิดหรอกนะ ตราบใดที่นายไม่ถอดใจ ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ก็อาจจะพบกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็ได้”
จี้ทิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววงุนงง : [ลู่เหยียนชูกำลัง... ให้กำลังใจฉันงั้นเหรอ?]
ลู่เหยียนชูพูดเพียงเท่านั้นและไม่สานต่อหัวข้อเดิม เพราะสิ่งที่เขากังวลมากกว่าในตอนนี้คือ ‘ความล่มจม’ ที่กำลังจะมาถึง
“จี้ทิง นายสนใจลงทุนในธุรกิจภาพยนตร์บ้างไหม?”
จี้ทิงส่ายหน้า “ไม่ครับ” เขาไม่เคยทำในสิ่งที่ไม่รู้จริง และที่สำคัญคือตอนนี้เขาไม่มีเงิน
ลู่เหยียนชูใช้โทนเสียงเหมือนการชวนคุยสัพเพเหระเพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัด “ภาพยนตร์เรื่องหน้าของฉันกำลังจะเริ่มโปรเจกต์แล้ว ทางค่ายคาดการณ์ผลตอบแทนไว้สูงมาก ตัวฉันเองก็กะว่าจะลองผันตัวไปเป็นผู้อำนวยการสร้างดูเหมือนกัน”
ภาพยนตร์เรื่องหน้า?
จี้ทิงคิดในใจ : [ต่อให้มีเงินก็ลงไม่ได้เด็ดขาด]
นิ้วมือของลู่เหยียนชูที่กุมพวงมาลัยพลันกระชับแน่นขึ้น ตอนนี้เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าปัญหาอยู่ที่ตัวภาพยนตร์สุดขอบผาในสายลมจริงๆ
ทว่าปัญหามันคืออะไร และเขาจะหลอกล่อเอาคำตอบออกจากปากจี้ทิงได้อย่างไร ลู่เหยียนชูยังนึกหาวิธีที่เหมาะสมไม่ออกในตอนนี้
...
วิลล่าอยู่ห่างจากรุ่ยเหอเพียงไม่กี่กิโลเมตร ไม่นานนักก็ถึงจุดหมาย จี้ทิงเอ่ยคำลาและเปิดประตูลงจากรถไป
ลู่เหยียนชูมองตามแผ่นหลังที่เดินขึ้นรถสปอร์ตสีแดง รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์บนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป
เขานั่งนิ่งอยู่ในรถครู่หนึ่ง ก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์และขับออกจากลานจอดรถอย่างรวดเร็ว
ลู่เหยียนชูนึกถึงประเด็นสำคัญขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในห้องนอนเขายังได้ยินเสียงของจี้ทิง นั่นหมายความว่าระยะทำการของเสียงในใจน่าจะอยู่ที่ประมาณเจ็ดถึงสิบเมตร
ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาก็สามารถไปเสี่ยงดวงที่คฤหาสน์ตระกูลจี้ได้ ถ้าเขาสามารถได้ยินเสียงจากข้างนอก ก็คงจะได้รับข้อมูลที่คาดไม่ถึงแน่นอน
ระหว่างทาง รถของลู่เหยียนชูเลี้ยวเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เขารออยู่ในรถประมาณสิบห้านาที ผู้จัดการส่วนตัวก็หิ้วถุงกระดาษก้าวขึ้นรถมา
“โชคดีที่ฉันทำธุระอยู่แถวนี้พอดี ไม่อย่างนั้นนายคงต้องโทรหาพวกเสี่ยวหม่าแล้ว” ผู้จัดการพูดจบก็ยื่นถุงในมือให้ “เอ้า ของที่ต้องการ”
“ขอบคุณครับ”
“ซื้อโทรศัพท์ใหม่ไปทำไมกัน?” ผู้จัดการชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเตือน “แต่อย่าเอาไปใช้ข้างนอกเชียวล่ะ ยี่ห้อที่นายเป็นพรีเซนเตอร์อยู่กับไอ้ยี่ห้อนี้มันเป็นคู่แข่งกันโดยตรงนะ”
ลู่เหยียนชูยิ้มรับ “วางใจเถอะน่า”
...
สี่สิบกว่านาทีต่อมา รถของลู่เหยียนชูก็จอดลงบริเวณใกล้กับคฤหาสน์ตระกูลจี้
เขารู้ดีว่าคฤหาสน์หลังนี้ต้องมีกล้องวงจรปิดครอบคลุมทุกจุดอับสายตา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้หลบซ่อน แต่เลือกจอดรถอย่างเปิดเผยในตำแหน่งที่ไม่ไกลจากประตูใหญ่
ลู่เหยียนชูนั่งรอในรถเกือบชั่วโมง แต่ก็น่าเสียดายที่เขาไม่ได้ยินอะไรเลย
ในขณะที่เขากำลังชั่งใจว่าจะกลับดีหรือไม่ ประตูใหญ่ของตระกูลจี้ก็เปิดออก พร้อมบอดี้การ์ดคนหนึ่งที่เดินตรงเข้ามา
อีกฝ่ายเคาะกระจกรถ ลู่เหยียนชูจึงลดกระจกลง บอดี้การ์ดเอ่ยว่า “ขออภัยครับ บริเวณนี้เป็นเขตที่พักอาศัยส่วนบุคคล ถ้าไม่มีธุระอะไร รบกวนคุณช่วยเคลื่อนย้ายรถออกไปโดยเร็วด้วยครับ”
ลู่เหยียนชูถอดแว่นกันแดดออกพลางยิ้มละไม “ผมมารอจี้ทิงครับ พอดีเขาลืมโทรศัพท์ไว้บนรถผม ผมเลยติดต่อเขาไม่ได้”
บอดี้การ์ดจำใบหน้าที่มีชื่อเสียงนี้ได้ทันที น้ำเสียงจึงอ่อนลงเล็กน้อย “คุณชายรองกลับมาแล้วครับ ให้ผมช่วยติดต่อให้ไหมครับ?”
ลู่เหยียนชูทำท่าลังเล “ถ้าสะดวก ผมขอเข้าไปคืนให้เขาต่อหน้าดีกว่าครับ”
บอดี้การ์ดไม่ได้สงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะด้วยสถานะระดับลู่เหยียนชู คงไม่มีทางทำเรื่องที่เป็นอันตรายแน่นอน “ถ้าอย่างนั้น เชิญตามผมมาครับ”
ลู่เหยียนชูลงจากรถและเดินตามบอดี้การ์ดมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ประตูใหญ่ก็เปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับรถคัลลิแนนสีดำคันหนึ่งที่ขับเคลื่อนเข้ามา
ทันทีที่เห็นรถคันนี้ ลู่เหยียนชูก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องยุ่งกำลังจะมาถึง และก็เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมารถคัลลิแนนก็หยุดลงข้างกายเขาพอดี
จากนั้น กระจกรถค่อยๆ เลือนลง เผยให้เห็นใบหน้าที่เย็นชาและเคร่งขรึมของจี้เยี่ยนจื๋อ
“ลู่เหยียนชู?”
เชิงอรรถ
[1] รางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น (茅盾文学奖) คือหนึ่งในรางวัลวรรณกรรมที่มีเกียรติยศสูงสุดและสำคัญที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะสำหรับงานประเภทนวนิยายขนาดยาว
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^