LNCrawler

ตอนที่ 31 ความเกลียดชังที่ยากจะควบคุม

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 31 ความเกลียดชังที่ยากจะควบคุม

        จี้ทิงรู้สึกสะท้านในใจ เขามองอีกฝ่ายด้วยความตระหนก “พี่รู้ได้ยังไงว่าลู่เหยียนชูเป็นพวกขายชาติ?”

       ชื่อเสียงของลู่เหยียนชูจะป่นปี้ก็ต่อเมื่อภาพยนตร์เรื่องสุดขอบผาในสายลมเข้าฉายไปแล้วเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นเหตุการณ์ที่ควรจะเกิดขึ้นในอีกอย่างน้อยหนึ่งปีให้หลัง แล้วจี้เยี่ยนจื๋อไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนกัน?

       “ทำไมฉันจะรู้ไม่ได้?” จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าหนีเล็กน้อยคล้ายไม่แยแส “ฉันมีวิธีของฉันก็แล้วกัน”

       คิ้วของจี้ทิงขมวดมุ่นเข้าหากัน [ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อสามารถสืบหาความจริงได้ในตอนนี้ ก็แสดงว่าลู่เหยียนชูเริ่มเผยพิรุธออกมาให้เห็นแล้ว นั่นมันหมายความว่าเรื่องทั้งหมดนี้ถูกวางแผนเอาไว้ตั้งนานแล้วสินะ]

       เมื่อได้ยินเสียงในใจ แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็เผยร่องรอยคมกริบขึ้นมาทันที ในเมื่อจี้ทิงไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับเอาแต่คาดคะเนว่าเขารู้ได้อย่างไร นั่นก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าลู่เหยียนชูคือพวกขายชาติตัวจริง และการที่เรื่องจะแดงออกมานั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว

       เขาหรี่ตาลง น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเฉียบขาด “จี้ทิง ถ้านายยังกล้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนพรรค์นั้นอีกละก็ อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ”

       “ไม่แน่นอนครับ” สีหน้าของจี้ทิงดูจริงจังยิ่งกว่าอีกฝ่ายเสียอีก “ผมจะไม่ไปพัวพันกับคนแบบนั้นอีกเด็ดขาด”

       เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้ จี้ทิงเกลียดการกระทำดังกล่าวมากกว่าจี้เยี่ยนจื๋อเสียด้วยซ้ำ

       เมื่อเห็นว่าจี้ทิงไม่ได้แอบค้านอยู่ในใจเหมือนที่ผ่านมา จี้เยี่ยนจื๋อจึงพยักหน้าเล็กน้อย “เอาล่ะ กลับไปนอนได้แล้ว”

       จี้ทิงหมุนตัวกลับ ทว่าในขณะที่กำลังจะปิดประตู เขากลับชะงักแล้วเรียกจี้เยี่ยนจื๋อไว้อีกครั้ง “จริงด้วย พี่ช่วยบอกพ่อครัวหลิวหน่อยได้ไหมครับ ว่าไม่ต้องทำตับหมูผัดขึ้นฉ่ายกับซุปพุทราจีนดอกลิลลี่ [1] แล้ว”

       ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ทำออกมา แต่ปัญหาก็คืออาหยางมักจะคอยจับจ้องบีบคั้นให้เขาต้องกินมันทุกวันนี่สิ

       จี้เยี่ยนจื๋อแผดเสียงใส่อย่างดุดัน “เรื่องแค่นี้นายยังต้องมาบอกฉันอีกเหรอ นายไม่มีปากหรือไง?”

       “ผมบอกแล้วครับ แต่เขาบอกว่าเป็นคำสั่งที่พี่กำชับไว้”

       “ฉันสั่งอะไร...”

       จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองเป็นคนกำชับพ่อครัวให้ทำเมนูบำรุงเลือดจริงอย่างที่ว่า ทว่าความหงุดหงิดก็แล่นริ้วขึ้นมาในอกอีกครั้ง วัตถุดิบบำรุงเลือดมีตั้งมากมาย ทำไมเหล่าหลิวถึงไม่รู้จักทำสลับหมุนเวียนให้มันหลากหลายกว่านี้หน่อยนะ

       “อยากกินก็กิน ไม่กินก็อดไปซะ” เขาตัดบทอย่างรำคาญใจก่อนจะเดินจากไปทันที

       จี้ทิงมองตามแผ่นหลังนั้นไปพลางถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ สำหรับเขาแล้ว การสื่อสารกับจี้เยี่ยนจื๋อมักจะสูญเปล่าเสมอ

       วันต่อมา ณ โต๊ะอาหารเช้า

       ซุปพุทราจีนดอกลิลลี่ที่เขาต้องฝืนทนดื่มมาหลายวัน ถูกเปลี่ยนเป็นซุปปลาตะเพียนตังกุย [2] แทน บนโต๊ะไม่มีแม้แต่เงาของผัดตับหมู แถมเมนูอาหารยังดูหลากหลายและพิถีพิถันขึ้นกว่าเดิมมาก

       จี้ทิงมองภาพตรงหน้าด้วยความฉงน ก่อนจะเงยหน้าถามพ่อบ้าน “อาหยางครับ ทั้งหมดนี่เป็นคำสั่งของพี่ใหญ่เหรอครับ?”

       “ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ใช่เลย...” พ่อบ้านยิ้มแห้งๆ พลางรีบแก้ตัว “ผมเป็นคนบอกทางห้องครัวเองครับ ผมเห็นว่าคุณชายรองทานเมนูเดิมติดต่อกันหลายวันคงจะเบื่อแล้ว เลยคิดว่าควรเปลี่ยนรสชาติบ้าง”

       ในเมื่อคุณชายใหญ่สั่งห้ามไม่ให้พูด เขาก็ทำได้เพียงรับสมอ้างไว้เองเท่านั้น

       จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “อาหยาง ลำบากคุณแล้วนะครับ”

       “คุณชายรองเกรงใจไปแล้วครับ”

       หลังทานอาหารเสร็จ จี้ทิงก็ขลุกตัวอยู่ในห้องเล่นเกมทั้งวัน แม้แต่มื้อเที่ยงก็ยังไม่ยอมออกมา

       ...

       ในช่วงบ่ายวันนั้นเอง ฟางเจี๋ย เลขาส่วนตัวของจี้เยี่ยนจื๋อก็มาปรากฏตัวที่คฤหาสน์หลังเก่า

       พ่อบ้านจึงไปเชิญจี้ทิงมาจากตึกตะวันตก ทันทีที่จี้ทิงก้าวเข้ามาในห้องโถง ฟางเจี๋ยที่รออยู่ก็รีบลุกขึ้นยืนทันที “คุณชายรอง สวัสดีตอนบ่ายครับ”

       “สวัสดีครับ”

       ฟางเจี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ประธานจี้ให้ผมช่วยเลือกชุดสูทมาให้คุณครับ เย็นนี้ท่านต้องการให้คุณไปร่วมงานเลี้ยงของตระกูลจางด้วยกัน”

       ไปงานเลี้ยงกับจี้เยี่ยนจื๋องั้นเหรอ จี้ทิงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผมไม่ไปครับ”

       เดิมทีเขาไม่ชอบสถานที่วุ่นวายแบบนั้นอยู่แล้ว อีกอย่างสองวันนี้เขากำลังยุ่งอยู่กับการทดสอบข้อมูล จึงไม่มีเวลาว่างพอจะไปออกงานสังคมที่ไหนทั้งนั้น

       ฟางเจี๋ยแสดงสีหน้าลำบากใจ และพยายามเกลี้ยกล่อม “คุณชายรองช่วยอดทนหน่อยเถอะครับ อย่างมากก็แค่สองชั่วโมงก็ได้กลับแล้ว”

       จี้ทิงยังคงยืนกรานคำเดิม “ขอโทษด้วยครับ ผมขอตัวกลับห้องก่อน”

       เมื่อเห็นว่าจี้ทิงกำลังจะก้าวขึ้นบันได ฟางเจี๋ยก็ร้อนรนจนเผลอโพล่งออกมาเสียงดัง “ประธานจี้จำเป็นต้องไปงานนี้เพื่อพบกับประธานอู๋ครับ พักหลังมานี้เขาหาข้ออ้างหลบหน้าประธานจี้ตลอด ถ้าพลาดโอกาสนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอเขาอีก”

       ความจริงแล้วตอนแรกจี้เยี่ยนจื๋อสั่งให้เขาปฏิเสธคำเชิญไปแล้ว แต่ทว่าช่างประจวบเหมาะที่ภรรยาของประธานอู๋เป็นญาติกับตระกูลจาง ดังนั้นคืนนี้พวกเขาจะมาร่วมงานฉลองวันเกิดของผู้อาวุโสจางอย่างแน่นอน

       ฝีเท้าที่กำลังก้าวขึ้นบันไดของจี้ทิงพลันชะงักนิ่ง คำพูดเหล่านั้นทำให้เขานึกถึงจี้เจิ้นถิงในวันนั้น

       ‘ตอนที่ฉันสั่งให้เขาส่งแกไปรับผิดแทน เขาปฏิเสธหัวชนฝา ต่อให้ถูกกดดันในที่ประชุมบอร์ดบริหารจนแทบไม่มีที่ยืน เขาก็ไม่ยอมก้มหัวยอมรับข้อเสนอของฉัน’

       ผ่านไปสักพัก นิ้วมือที่ทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัวของจี้ทิงขยับเกร็งเล็กน้อย “ไปแค่สองชั่วโมงใช่ไหม?”

       ดวงตาของฟางเจี๋ยเป็นประกายขึ้นมาทันที “ครับ! แค่สองชั่วโมงเท่านั้น พอถึงเวลาผมจะรีบส่งคุณกลับทันทีครับ”

       เวลา 16.30 น. จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาจากแผนกวิจัยและพัฒนา ฟางเจี๋ยก็รีบปรี่เข้าไปหาทันที

       “จี้ทิงมาหรือยัง?”

       ฟางเจี๋ยรายงานพร้อมรอยยิ้ม “คุณชายรองรอคุณอยู่ในห้องทำงานแล้วครับ”

       วันนี้ยอมว่าง่ายขนาดนี้เชียว? จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาส่งแฟ้มเอกสารในมือให้เลขาก่อนจะก้าวเข้าไปข้างใน

       ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เขาก็เห็นคนคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โซฟา

       เนื่องจากจี้ทิงยังอายุน้อย ชุดสูทที่ฟางเจี๋ยเลือกมาจึงมีดีไซน์ที่ดูไม่แก่จนเกินไป มันยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกแต่ผสมผสานสไตล์ร่วมสมัยแบบนิวไชนิสไว้อย่างลงตัว

       เส้นผมที่เคยปรกหน้าถูกเซตขึ้นทั้งหมด เผยให้เห็นเครื่องหน้าที่ชัดเจนและโดดเด่น ความหล่อเหลาที่เคยดูนุ่มนวลกลับดูสุขุมและสง่างามอย่างน่าประหลาด ราวกับเป็นความงดงามที่เรียบง่ายทว่าบริสุทธิ์ถึงขีดสุด

       ดวงตาคมลึกของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นไหวไปวูบหนึ่ง ทว่าเพียงพริบตาเดียว แววตาของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นความชิงชังและรังเกียจ

       เขายังจำได้ดี... ในอดีต หลินชิงก็เคยใช้ใบหน้าที่ดูไร้พิษสงเช่นนี้ก้าวเข้ามาในตระกูลจี้ วันแรกที่เธอมาถึง จี้ซื่อเจ๋อก็บังคับให้เขาเรียกผู้หญิงคนนี้ว่าแม่ เขาพยายามปฏิเสธสุดชีวิต จี้ซื่อเจ๋อจึงสั่งให้คนลากเขาไปขังไว้ในคอกม้าถึงครึ่งเดือนเต็ม

       ในเดือนกรกฎาคมที่ร้อนระอุที่สุด กลิ่นเหม็นโชยของมูลม้าทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก ถ้าวันนั้นเขาไม่ถึงขั้นอาเจียนและขาดน้ำจนเกือบตาย จี้ซื่อเจ๋อก็คงลืมไปแล้วว่ายังมีลูกชายอีกคนถูกขังอยู่ที่นั่น

       ปัง! เสียงปิดประตูดังสนั่นทำให้จี้ทิงต้องละสายตาจากโน้ตบุ๊กบนตัก เขามองไปยังทิศทางของต้นเสียงด้วยความงุนงง

       ผ่านไปครู่ใหญ่ จี้เยี่ยนจื๋อจึงเดินออกมาจากห้องรับรอง

       “เก็บโน้ตบุ๊กซะ”

       จี้ทิงพับหน้าจอลง “จะไปแล้วเหรอครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่ตอบคำถาม เขาเพียงก้าวออกไปจากห้องด้วยสีหน้าเย็นชา

       จนกระทั่งทั้งคู่ขึ้นไปนั่งบนรถ จี้ทิงจึงเอ่ยถามขึ้น “ทำไมงานเลี้ยงนี้ต้องพาผมไปด้วย พี่ไปคนเดียวไม่ได้เหรอ?”

       “นายคิดว่าฉันอยากพานายไปด้วยนักหรือไง?” จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าหนีอย่างเย็นชา “จางซวี่ต่างหากที่เป็นคนคะยั้นคะยอให้ครอบครัวเขาเชิญนาย”

       จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงได้ตระหนักว่า ‘ตระกูลจาง’ ที่ว่านี้ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นครอบครัวของจางซวี่นั่นเอง

       “งั้นก็แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งหน้าผมไม่ไปแล้วนะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะพลางพูดจาเสียดสี “นายคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญขนาดไหนกัน ถึงขนาดที่คนอื่นเขาจะต้องมาเชิญนายซ้ำแล้วซ้ำเล่าน่ะ?”

       จี้ทิงจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสงบ “จี้เยี่ยนจื๋อ ผมไม่มีหน้าที่ที่ต้องมาคอยรองรับอารมณ์ร้ายๆ ของพี่นะ”

       แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อวาวโรจน์ขึ้น เขาหันขวับมามองจี้ทิงทันที ในวินาทีที่สายตาประสานกัน เขามองใบหน้าของจี้ทิง และรู้สึกราวกับมีแรงกดทับอย่างรุนแรงพุ่งจู่โจมเข้าที่หน้าอก

       จี้เยี่ยนจื๋อรู้ดีแก่ใจ... สิ่งที่เขาเกลียดไม่ใช่ใบหน้าตรงหน้าหรอก แต่เขาเกลียดที่ในทุกมิติของดวงตาและคิ้วคู่นั้น ยังคงมีเงาของหลินชิงหลงเหลืออยู่ต่างหาก

        

       เชิงอรรถ

        [1] ซุปพุทราจีนดอกลิลลี่ (红枣百合汤) เป็นเมนูน้ำแกงหวานหรือน้ำสมุนไพรบำรุงสุขภาพตามตำรับแพทย์แผนจีนที่นิยมมาก โดยหลักๆ ทำจากพุทราจีนแห้งและกลีบหัวดอกลิลลี่แห้ง

        [2] ซุปปลาตะเพียนตังกุย (当归鲫鱼汤) เป็นเมนูที่ช่วยบำรุงเลือดและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^