LNCrawler

ตอนที่ 32 จี้ทิงผู้แสนร้ายกาจ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 32 จี้ทิงผู้แสนร้ายกาจ

         แม้จะรู้ตัวดีว่านี่คือการพาลหาเรื่องโดยไร้เหตุผล แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็ยังไม่วายพูดจาไม่ดีใส่จี้ทิง "วันหลังห้ามใส่ชุดนี้อีกนะ ทุเรศลูกตาชะมัด"

       ฉึก! ฟางเจี๋ยที่นั่งอยู่เบาะหน้าเหมือนโดนลูกหลงเข้าอย่างจัง

       ชุดสูทสากลชุดนี้เขาเป็นคนบรรจงเลือกมากับมือ แถมคุณชายรองใส่แล้วก็ดูดีจนหาที่ติไม่ได้ ตรงไหนที่ว่าน่าเกลียดกัน!

       หากไม่ถูกรังแกก่อน จี้ทิงย่อมไม่ตอบโต้ เขามองตรงไปข้างหน้า พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ชุดที่พี่ใส่ก็ทุเรศเหมือนกัน ดูเหมือนพวกคลั่งการควบคุมที่มีอาการทางจิตแต่ดันกลัวหมอเลยไม่ยอมรักษา"

       ฉึก! ฟางเจี๋ยโดนดอกที่สองเข้าไปเต็มๆ

       โธ่... ชุดของประธานจี้ผมก็เป็นคนเลือกเหมือนกันนะ ถ้าพี่น้องจะทะเลาะกันช่วยอย่าดึงปลาซิวปลาสร้อยอย่างผมไปเกี่ยวข้องด้วยได้ไหมครับ

       จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินคำด่าที่พ่วงท้ายมาเป็นพรวนก็หรี่ดวงตาคมกริบลง "นายกำลังใช้เรื่องเสื้อผ้ามาบังหน้าเพื่อด่าฉันล่ะสิ"

       จี้ทิงตอบเรียบๆ "พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันไงครับ นี่คือสิ่งที่พี่ควรได้รับแล้ว"

       ซวยแล้ว... ฟางเจี๋ยรู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอย มั่นใจว่าประธานจี้ต้องระเบิดอารมณ์ออกมาแน่ๆ

       ทว่าผิดคาด ภายในรถกลับตกอยู่ในความเงียบงัน ทั้งสองฝ่ายต่างไม่พูดจา บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นสงครามเย็นไปโดยปริยาย

       สี่สิบนาทีต่อมา รถยนต์เคลื่อนมาจอดสนิทที่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลจาง

       ก่อนลงจากรถ จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงเย็น "เดี๋ยวเข้าไปทักทายผู้ใหญ่เสร็จแล้ว นายค่อยไปหาจางซวี่"

       จี้ทิงยกข้อมือขึ้นดูเวลา "ตอนนี้ห้าโมงห้าสิบแปด ผมจะออกจากที่นี่ตอนหนึ่งทุ่มห้าสิบแปด ตรงเวลาเป๊ะ"

       พูดจบเขาก็เปิดประตูลงจากรถไปก่อนทันที

       ทันทีที่ทั้งสองก้าวเข้าสู่บริเวณงานเลี้ยง บรรดาแขกเหรื่อต่างพากันดาหน้าเข้ามาทักทายจี้เยี่ยนจื๋อไม่ขาดสาย คนจำนวนมากขนาดนี้จี้เยี่ยนจื๋อย่อมจำได้ไม่หมด จึงต้องพึ่งพาฟางเจี๋ยที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังคอยกระซิบเตือนเบาๆ

       "ท่านนี้คือรองประธานเฝิงเจี้ยนหวาจากกลุ่มบริษัทจินหูครับ ส่วนข้างๆ คือผู้อำนวยการหลี่ลี่"

       สิ้นเสียงรายงาน เฝิงเจี้ยนหวาก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา "ไอ้หยา ประธานจี้ วันนี้ผมโชคดีจริงๆ ไม่นึกเลยว่าจะได้พบคุณที่นี่"

       จี้เยี่ยนจื๋อยื่นมือไปทักทายตามมารยาท เขาตั้งใจจะทักทายพอเป็นพิธี ทว่าเฝิงเจี้ยนหวากลับพ่นคำพูดออกมาไม่หยุดหย่อน

       ฟางเจี๋ยแอบขยับมาด้านหลังจี้ทิง แล้วกระซิบถาม "คุณชายรองครับ ให้ผมไปหยิบเครื่องดื่มมาให้ไหมครับ?"

       จี้ทิงเอียงหน้าเล็กน้อย "ไม่ต้องครับ ขอบคุณ"

       จังหวะที่เขาหันไปนั้นเองที่เรียกความสนใจจากเฝิงเจี้ยนหวาได้ "ประธานจี้ ท่านนี้คือ..."

       "น้องชายผม จี้ทิงครับ"

       "โอ้ ที่แท้ก็คุณชายน้อยจี้นี่เอง ยินดีที่ได้รู้จักครับ" เฝิงเจี้ยนหวาปรี่เข้ามาใช้มือทั้งสองกุมมือจี้ทิงพลางเขย่าไปมา "ท่านจี้นี่ช่างวาสนาดีจริงๆ มีลูกชายโดดเด่นกันทุกคน นับเป็นเกียรติแก่ตระกูล..."

       ยังพูดไม่ทันจบ แผ่นหลังของเขาก็ถูกใครบางคนสะกิดแรงๆ หนึ่งที

       ตอนนั้นเองหลี่ลี่ที่ยืนข้างๆ ก็รีบแทรกขึ้นมา "ประธานจี้น่าจะยังไม่ได้ไปพบผู้อาวุโสจางใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นพวกเราไม่กวนเวลาแล้วครับ"

       จี้เยี่ยนจื๋อพยักหน้าตามมารยาท ก่อนจะพาจี้ทิงและฟางเจี๋ยเดินปลีกตัวออกมา

       เมื่อเดินพ้นระยะมาแล้ว เฝิงเจี้ยนหวาก็หันขวับ "เมื่อกี้คุณสะกิดผมทำไม?"

       "นี่คุณไม่รู้เหรอว่าลูกคนเล็กของตระกูลจี้น่ะเป็นลูกนอกสมรส จี้เยี่ยนจื๋อกับพ่อเขามีเรื่องจนมองหน้ากันไม่ติดก็เพราะเด็กคนนี้ คุณยังกล้าไปเรียกเขาว่าคุณชายน้อยต่อหน้าจี้เยี่ยนจื๋ออีกนะ"

       เฝิงเจี้ยนหวาใจหายวาบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดแกมรำคาญ "ในเมื่อเป็นตัวปัญหาขนาดนี้ แล้วจี้เยี่ยนจื๋อจะพามางานแบบนี้ทำไมให้ขายหน้าล่ะเนี่ย"

       "ตระกูลจี้ร่ำรวยมหาศาล พวกเขาจะวางแผนอะไรกันอยู่ คนอย่างพวกเราจะไปรู้ได้ยังไงล่ะครับ"

       แม้ทั้งสามคนจะไม่มีใครได้ยินบทสนทนานั้น แต่เหตุการณ์ที่ตามมากลับตอกย้ำความจริงเหล่านั้นอย่างชัดเจน

       แขกบางกลุ่มที่รู้ตื้นลึกหนาบางของตระกูลจี้ เวลาเข้ามาทักทายจี้เยี่ยนจื๋อก็จะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นจี้ทิง แม้แต่สายตาก็ไม่คิดจะเหลือบมอง

       ส่วนกลุ่มที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างเฝิงเจี้ยนหวา ถ้าไม่ถูกคนข้างๆ สะกิดเตือน ก็จะมีสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนยิ่งกว่า คือในตอนที่กำลังพยายามทำความรู้จักกับจี้ทิงอยู่ดีๆ ก็มีคนหาข้ออ้างมาลากตัวออกไปเสียดื้อๆ

       'มิน่าล่ะคุณชายรองถึงไม่อยากมา' ฟางเจี๋ยนึกในใจ เป็นเขาก็คงยอมตายดีกว่าต้องมาทนอยู่ในงานเลี้ยงแบบนี้

       "นายนี่ก็นิ่งได้ใจจริงๆ" จี้เยี่ยนจื๋อเปรยขึ้น เขาลังเลเล็กน้อยก่อนจะเหลือบมองคนข้างกายอย่างไม่เป็นธรรมชาติ "ความจริงนายไม่ต้องไปใส่ใจ..."

       คำพูดหยุดชะงักลงทันควัน เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อพบว่าจี้ทิงไม่ได้ฟังเขาอยู่เลยแม้แต่น้อย ดวงตาที่ปรือลงเล็กน้อยคู่นั้นบอกชัดว่าเจ้าตัวกำลังปล่อยใจลอยไปไกลสุดกู่

       "จี้ทิง"

       ผ่านไปครู่ใหญ่ จี้ทิงถึงค่อยเงยหน้าขึ้น "ครับ?"

       ขมับของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกรัว เขาพยายามข่มใจพลางเอ่ย "ไปหาจางซวี่เถอะ พอเริ่มงานเลี้ยงแล้วฉันจะให้ฟางเจี๋ยไปตาม"

       "อื้อ"

       หลังจากจี้ทิงเดินจากไป ฟางเจี๋ยก็พูดหยั่งเชิง "ความจริงคุณชายรองที่เป็นแบบนี้ก็ดีนะครับ อย่างน้อยในใจเขาก็คงไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร"

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะอย่างไม่เห็นด้วย จะไม่ดีได้ยังไงล่ะ มิน่าถึงมีคำกล่าวว่าพวกคนหัวช้าไร้หัวใจน่ะมักจะอายุยืน

       ตามมารยาทแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อต้องไปพบท่านผู้อาวุโสจางก่อน ถึงจะปลีกตัวไปหาประธานอู๋ได้ ทว่าเมื่อมาถึงหน้าห้อง กลับพบว่าประธานจางแห่งกลุ่มบริษัทเหิงรุ่ยเดินสวนออกมาพอดี

       "ช่วงสองปีมานี้คุณปู่สุขภาพไม่ค่อยดี ท่านเพิ่งพบพวกคุณอาเสร็จก็บ่นว่าเวียนหัว อยากจะนอนพักสักครู่ หวังว่าประธานจี้จะเข้าใจนะคะ" จางเหมยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

       "ประธานจางเกรงใจไปแล้วครับ" จี้เยี่ยนจื๋อกล่าวจบตั้งใจจะทักทายอีกสองสามประโยคแล้วขอตัว ทว่าอีกฝ่ายกลับเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาเอง

       "ความจริงถึงวันนี้ประธานจี้ไม่มา ฉันก็ตั้งใจจะไปขอคำปรึกษาที่บริษัทอยู่พอดีค่ะ"

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น เดิมทีการที่อีกฝ่ายส่งเทียบเชิญมาอย่างเป็นทางการก็ดูแปลกอยู่แล้ว คำพูดนี้ยิ่งทำให้เขางุนงงเข้าไปใหญ่

       จางเหมยถอนหายใจอย่างอ่อนใจ ทว่าแววตากลับดูจริงใจขึ้น "เดิมทีฉันไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวน้องชายคนนี้แล้วค่ะ ทั้งด่าทั้งตีทั้งขอร้องดีๆ ก็แล้ว แต่จางซวี่กลับไม่รักดี วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นกินเหล้าไปวันๆ"

       พอพูดถึงตรงนี้ ประกายในดวงตาของเธอก็เริ่มมีความยินดีผุดขึ้นมา "ไม่นึกเลยว่าตอนนี้เขาจะได้รับอิทธิพลจากจี้ทิง จนเริ่มหันมาตั้งใจเรียนด้านการเงินอย่างจริงจัง เห็นว่าวันก่อนยังบ่นว่าอยากจะไปเรียนต่อ MBA [1] ด้วยซ้ำ"

       เมื่อจางเหมยพูดจบ จี้เยี่ยนจื๋อกลับนิ่งงันไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง

       บรรยากาศเริ่มจะเข้าสู่ความกระอักกระอ่วน จี้เยี่ยนจื๋อถึงค่อยๆ เค้นคำพูดออกมาทีละคำ "จี้ทิงที่ประธานจางพูดถึง... คือจี้ทิงบ้านผมเหรอครับ?"

       จางเหมยชะงักไป นึกว่าเขาแกล้งล้อเล่น "ไม่นึกเลยว่าประธานจี้จะมีอารมณ์ขันขนาดนี้ ก็ต้องเป็นจี้ทิงบ้านคุณสิคะ จะมีจี้ทิงคนที่สองที่ไหนฉลาดหลักแหลมขนาดนั้นอีก"

       นัยน์ตาของจี้เยี่ยนจื๋อวูบไหวราวกับกำลังพยายามกดทับอารมณ์บางอย่างเอาไว้ "เรื่องนี้จี้ทิงกลับบ้านไปไม่เคยเล่าให้ผมฟังเลย ไม่ทราบว่าประธานจางพอจะสะดวกเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ?"

       จางเหมยไม่ได้เอะใจอะไร จึงเริ่มเล่าอย่างละเอียด "ก็น่าจะเมื่อเดือนก่อนมั้งคะ กลุ่มเพื่อนของพวกเขานัดกันไปเที่ยวที่คลับจุนเตี่ยน เห็นว่ากว่าจะลากจี้ทิงออกมาได้ก็ยากแสนยาก..."

       ไม่กี่นาทีต่อมา ฟางเจี๋ยที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็ถึงกับอ้าปากค้าง ตกอยู่ในอาการช็อกราวกับเพิ่งได้รับรู้เรื่องราวสะเทือนโลกจนแววตาเริ่มดูเหม่อลอย

       "วันนั้นจางซวี่กลับมาเล่าให้ฉันฟังไม่หยุดว่ามันยอดเยี่ยมมาก ฉันเลยถามเขาว่าเยี่ยมตรงไหน เขาบอกว่าตอนเรียนน่ะเขาฟังที่อาจารย์พูดไม่รู้เรื่องเลยสักนิด แต่พอจี้ทิงเป็นคนอธิบาย เรื่องยากๆ ซับซ้อนพวกนั้นกลับเหมือนไหลเข้าสมองเขาเองโดยอัตโนมัติ เข้าใจปรุโปร่งในทันทีเลยค่ะ"

       พูดถึงตรงนี้ จางเหมยก็เผยสีหน้าทั้งดีใจและปลาบปลื้ม "ประธานจี้ไม่รู้หรอกค่ะว่าฉันไม่เคยเห็นจางซวี่ทำหน้าตาแบบนั้นมาก่อนเลย เหมือนคนที่มีไฟในตัว พยายามฮึดสู้ ไม่ใช่ไอ้เด็กไม่เอาถ่านที่ใช้ชีวิตเลื่อนลอยไปวันๆ เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว"

 

       เชิงอรรถ

        [1] MBA (Master of Business Administration) คือ หลักสูตรการพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำเพื่อการต่อยอดในการทำธุรกิจ


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^