LNCrawler

ตอนที่ 33 แย่งชิงสมบัติ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 33 แย่งชิงสมบัติ

        ตลอดเวลาที่จางเหมยร่ายยาวอยู่นั้น จี้เยี่ยนจื๋อกลับไม่ปริปากพูดเลยแม้แต่คำเดียว

       ฟางเจี๋ยแอบใช้หางตาชำเลืองมองอย่างระมัดระวัง ก่อนพบว่าดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเลื่อนลอยคล้ายกำลังเหม่อ แต่เขารู้ดีว่าสีหน้าแบบนี้ของประธานจี้ มักจะเกิดขึ้นยามที่เจ้าตัวกำลังหวนนึกถึงเรื่องบางอย่างอยู่

       เขารู้เท่าทันนิสัยของจี้เยี่ยนจื๋อ แต่จางเหมยไม่ได้เข้าใจด้วย

       เมื่อเห็นว่าจี้เยี่ยนจื๋อยังคงมีท่าทีเย็นชาสม่ำเสมอ รอยยิ้มบนหน้าของเธอก็จางลงอย่างเห็นได้ชัด “งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว ฉันยังมีธุระต้องไปจัดการต่อ คงไม่รบกวนเวลาของประธานจี้แล้วล่ะค่ะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อได้สติ เขามีท่าทีเหมือนจะเอ่ยปาก แต่สุดท้ายกลับพูดเพียงว่า “ตามสบายครับประธานจาง”

       หลังจากจางเหมยจากไป ทั้งสองก็หมุนตัวเดินออกมา

       ฟางเจี๋ยพยายามคาดเดาสีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อ พลางเอ่ยถามเสียงเบา “ประธานจี้ครับ เรื่องที่ประธานจางพูดเมื่อครู่ คุณชายรองไม่เคยบอกคุณมาก่อนเลยเหรอครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “เคยบอก” เพียงแต่เขาแอบพูดในใจเพราะกลัวว่าฉันจะไม่เชื่อ...

       คำตอบนั้นทำเอาฟางเจี๋ยถึงกับงุนงง ในเมื่อประธานจี้ทราบเรื่องอยู่ก่อนแล้ว แต่ทำไมเมื่อครู่สีหน้าถึงได้...

       “ประธานอู๋”

       สามคำที่จู่ๆ ก็โพล่งออกมาทำเอาฟางเจี๋ยสะดุ้ง เขาเงยหน้าขึ้นฉับพลัน และทันเห็นประธานอู๋ที่กำลังเบี่ยงตัวหนีพอดี

       จี้เยี่ยนจื๋อเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายก่อน น้ำเสียงเจือแววหยอกเย้า “บังเอิญเหลือเกินนะครับ ไม่นึกเลยว่าคุณจะมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย”

       ประธานอู๋อยากจะหลบแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว ในใจก่นด่าว่าโชคร้ายแท้ๆ แต่พอหันหน้ามากลับปั้นหน้าตื่นเต้นยินดี “ประธานจี้ ไอหยา บังเอิญจริงๆ ครับ ถ้าผมรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่ ผมคงรีบมาหาตั้งนานแล้ว”

       ฟางเจี๋ยพยายามกลั้นใจไม่ให้กลอกตา ปากก็พูดไปเรื่อย ทว่าเมื่อครู่ยังคิดจะแอบชิ่งหนีอยู่เลยแท้ๆ

       …………….

       ก่อนงานเลี้ยงจะเริ่มเพียงครึ่งชั่วโมง ในที่สุดจางซวี่ก็พบตัวจี้ทิงที่มุมโซฟาในห้องพักรับรอง

       “เฮ้! นายมาแอบอยู่นี่เองเหรอเนี่ย”

       จี้ทิงปิดโน้ตบุ๊กบนตักลงพลางเอ่ยเรียบๆ “ฉันแค่กำลังดูอะไรนิดหน่อย”

       จางซวี่ทำหน้ายู่ด้วยความไม่พอใจ “นายมาบ้านฉันแล้วไม่หาฉันเลยนะ อะไรกัน นายจะตัดขาดความเป็นเพื่อนกับฉันจริงๆ ใช่ไหม?”

       จี้ทิงไม่ยอมเสียเวลากับคำถามนั้น “นายมีธุระอะไรกับฉันหรือเปล่า?”

       “ก็ข้อความที่ฉันส่งให้นายเมื่อหลายวันก่อนไง ทำไมไม่ตอบกลับมาเลยล่ะ”

       “ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่มีความสนใจด้านการเงิน” เมื่อเห็นจางซวี่แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาทันตา จี้ทิงก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเสริมว่า “อีกอย่าง บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นที่นายส่งมาก็แทบไม่มีข้อผิดพลาดอยู่แล้ว เลยไม่มีอะไรให้ฉันต้องแก้”

       ดวงตาของจางซวี่เป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงเหรอ?”

       “อืม”

       สิ้นเสียงคำนั้น จางซวี่ก็โผเข้าใส่หมายจะกอดทันที จี้ทิงเบี่ยงตัวหลบพัลวัน ทว่าจางซวี่กลับใช้ทั้งมือและเท้าล็อกตัวเขาไว้สุดแรง

       “อย่าใจดำนักสิ กอดทีเดียวจะเป็นไรไป นี่! อย่าผลักฉันสิ...”

       ในขณะที่ทั้งสองกำลังยื้อยุดกันด้วยท่าทางประหลาด เสียงเย็นเฉียบของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังขัดขึ้น “จางซวี่”

       จางซวี่สะดุ้งโหยง เมื่อเงยหน้าเห็นว่าเป็นจางเหมย เขาก็เบะปากแสร้งทำเป็นอารมณ์เสีย “อะไรเล่า แค่เล่นกับเพื่อนแป๊บเดียว พี่ต้องดุด้วยเหรอ”

       “คุณลุงกับพวกผู้ใหญ่อยู่ทางโน้น นายไปอยู่คุยกับพวกท่านซะ”

       จางซวี่ยังนิ่งเฉย เขายังมีเรื่องอยากจะคุยกับจี้ทิงอีกตั้งเยอะ

       ตอนนั้นเอง จางเหมยก็ชูนิ้วชี้ขึ้นพร้อมสีหน้าเรียบตึง “หนึ่ง...”

       ฟุ่บบบ! ลมวูบหนึ่งพัดผ่านข้างแก้มจี้ทิงไป เพียงพริบตาเดียวจางซวี่ก็วิ่งหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย

       จางเหมยเก็บรอยยิ้มที่เกือบจะผุดออกมาตรงมุมปาก ก่อนจะยื่นมือขวาออกมา “สวัสดีจี้ทิง ฉันจางเหมย พี่สาวคนโตของจางซวี่”

       จี้ทิงลุกขึ้นยืนแล้วจับมือกับเธอ “สวัสดีครับ”

       “จางซวี่เล่าเรื่องก่อนหน้านี้ให้ฉันฟังหมดแล้ว ถึงฉันจะได้คุยกับพี่ชายนายไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ฉันคิดว่ามันจำเป็นที่ต้องมาขอบคุณนายด้วยตัวเองน่ะ”

       เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่ชาย’ แววตาของจี้ทิงก็พลันเคร่งขรึมขึ้น “เรื่องของจางซวี่ คุณบอกจี้เยี่ยนจื๋อไปแล้วเหรอครับ?”

       จางเหมยเลิกคิ้วเล็กน้อย ทำไมปฏิกิริยาของพี่น้องคู่นี้ถึงได้ประหลาดขึ้นเรื่อยๆ นะ

       คนหนึ่งดูไม่ยี่หระ แต่อีกคนกลับดูเหมือนจะเครียดขึ้นมา ดูท่าคลื่นใต้น้ำในตระกูลจี้ คงจะวุ่นวายกว่าที่คนนอกเขาลือกันเยอะทีเดียว

       เธอแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความผิดปกติ แล้วยิ้มตอบ “ใช่จ้ะ พอดีเจอกันที่บ้านคุณปู่เลยได้คุยกันนิดหน่อย”

       นิ้วมือข้างลำตัวของจี้ทิงงอเข้าหากันเล็กน้อย ผ่านไปสองวินาทีเขาถึงเอ่ยออกมา “เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอกครับ”

       “ถ้าอย่างนั้น วันหลังว่างๆ ก็มาเที่ยวที่บ้านบ่อยๆ นะ” จางเหมยสังเกตเห็นว่าเขามีเรื่องกังวล จึงเป็นฝ่ายขอตัวจบบทสนทนา “ขอตัวก่อนนะจ๊ะ”

       หลังจากอีกฝ่ายเดินจากไป จี้ทิงไม่ได้รีบไปหาจี้เยี่ยนจื๋อในทันที

       เรื่องของจางซวี่ต้องทำให้คนคนนั้นสงสัยอย่างแน่นอน ถ้าเขาใจร้อนวิ่งพรวดพราดเข้าไปตอนนี้ มีแต่จะยิ่งเพิ่มความระแวงให้จี้เยี่ยนจื๋อเสียเปล่า แทนที่จะทำตัวมีพิรุธ สู้ทำเหมือนเรื่องนี้เป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไม่สำคัญอะไร ยังจะช่วยลดความสงสัยลงได้มากกว่า

       เมื่อจี้ทิงวิเคราะห์ประเด็นสำคัญได้กระจ่างแล้ว เขาจึงทรุดตัวลงนั่งรอเวลาเริ่มงานเลี้ยงด้วยท่าทีสงบดังเดิม

       สิบกว่านาทีต่อมา ฟางเจี๋ยก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงเข้ามาหา

       “คุณชายรองครับ ประธานจี้ให้ผมมาตามคุณออกไปครับ”

       “ได้ครับ”

       ทั้งสองเดินออกจากอาคาร ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไร แต่จี้ทิงสัมผัสได้เลือนรางว่า อีกฝ่ายลอบมองเขาด้วยหางตาอยู่ตลอดเวลา ดูท่าตอนที่จางเหมยคุยกับจี้เยี่ยนจื๋อ เลขาคนนี้ก็คงจะอยู่ในเหตุการณ์ด้วย

       เดินไปได้สักพัก จี้ทิงก็พบว่าพวกเขากำลังเดินตรงไปยังประตูทางออก เขาจึงชะงักเท้า “คุณฟางครับ เราไม่ได้จะไปร่วมงานเลี้ยงเหรอครับ?”

       “ประธานจี้พบกับประธานอู๋เรียบร้อยแล้วครับ เขามีธุระต้องไปจัดการต่อ เลยเตรียมตัวจะกลับกันเดี๋ยวนี้เลย”

       ไม่รู้ว่าจี้ทิงกำลังคิดอะไรอยู่ เขาหลุบตาลงพลางพยักหน้า “ครับ”

       เมื่อทั้งสองมาถึงประตูหน้า คนขับรถก็วนรถมารออยู่ก่อนแล้ว โดยมีจี้เยี่ยนจื๋อนั่งรออยู่เบาะหลัง

       หลังจากรถเคลื่อนตัวออกจากตระกูลจาง บรรยากาศภายในรถก็ตกอยู่ในความเงียบงันที่แสนจะกระอักกระอ่วนและตึงเครียดอยู่นานแสนนาน

       จนกระทั่งเกือบจะถึงคฤหาสน์ จี้เยี่ยนจื๋อจึงค่อยๆ เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา “วันนี้เจอกับจางซวี่แล้วสินะ?”

       “ครับ”

       หลังจากจี้ทิงตอบรับ จี้เยี่ยนจื๋อก็เบือนหน้ากลับมามองเขา “นายไปหัดเรียนเรื่องออปชันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเรียนมานานแค่ไหนแล้ว?”

       “ก่อนหน้านี้เคยดูผ่านๆ ตามาบ้าง เรียนมาได้ประมาณครึ่งปีแล้วครับ”

       จี้ทิงตอบออกไปเช่นนั้น ทว่าสิ่งที่จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินกลับเป็น... [เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ใช้เวลาไปสองชั่วโมง]

       รูม่านตาในดวงตาคมกริบหดตัวลงฉับพลัน แม้เขาจะมั่นใจแล้วว่าน้องชายจอมห่วยคนนี้ฉลาดกว่าที่คิด แต่คำตอบนี้ก็ยังทำให้จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกสั่นสะเทือนในใจอยู่ดี

       “นาย...”

       “จี้เยี่ยนจื๋อ” จี้ทิงหันกลับมามองสบตา น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย “ที่ผมเรียนเรื่องพวกนี้เพียงเพราะจางซวี่ทำเงินผมขาดทุนในตลาดออปชัน ผมไม่มีจุดประสงค์อื่น และมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่พี่คิดด้วย”

       แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววความสนใจขึ้นมาวูบหนึ่ง “นายรู้ด้วยเหรอว่าฉันกำลังคิดอะไร?”

       จี้ทิงไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพียงแต่พูดต่อว่า “ไม่ว่าพี่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ผมไม่มีความสนใจในกลุ่มบริษัทซื่อลี่ และจะไม่มีวันลงสนามไปแย่งชิงสมบัติกับพี่แน่”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ไม่แน่ชัดว่าเขากำลังขำในคำพูดที่ดูน่าขัน หรือกำลังขำในตัวตนของคนพูดกันแน่

       ทว่าในตอนที่เขาเตรียมจะล้มเลิกการพูดคุยอีกครั้ง จี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชันว่า “นายคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะหนีพ้นเรื่องเรียนงั้นเหรอ?”

       จี้ทิงชะงักไปทันที ถึงกับสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า “อะไรนะ?”

       “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้อตกลงก่อนหน้านี้ถือเป็นโมฆะ เปลี่ยนเงื่อนไขจากมหาวิทยาลัยระดับสอง เป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อป 985 [1] แทน”

       “แล้วห้องเกมของนายนั่นก็ห้ามไปอีก ถ้าฉันจับได้อีกแม้แต่ครั้งเดียว ฉันจะหักเงินเดือนสวีเหรินซะ”

       ฉลาดขนาดนี้ ยังกล้าทำตัวขี้เกียจสันหลังยาวอยู่อีกเหรอ?

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะขัดเกลาจี้ทิงไม่ได้ ต่อให้ต้องหักด้ามพร้าด้วยเข่า เขาก็ต้องดัดไอ้กระดูกห่วยๆ ของจี้ทิงให้ตรงเป๊ะให้จงได้!

 

       เชิงอรรถ

        [1] มหาวิทยาลัยระดับ 985 คือ โครงการสร้างมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกของประเทศจีน ที่ริเริ่มโดยรัฐบาลจีนในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยจีนให้ก้าวสู่ระดับสากลและเป็นศูนย์กลางการวิจัยชั้นนำ


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^