ตอนที่ 34 ทำไมถึงหลอกผม
ตอนที่ 34 ทำไมถึงหลอกผม
หลังจากพูดจบ จี้ทิงก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงแต่จับจ้องไปที่อีกฝ่ายด้วยสายตาที่สงบนิ่งไม่ลดละ
“มองหน้าฉันทำไม ไม่พอใจหรือไง?”
หน้าอกของจี้ทิงขยับขึ้นลงเล็กน้อย คล้ายกับเขากำลังลอบถอนหายใจอยู่เงียบๆ : [พอมองแบบนี้แล้ว จี้เยี่ยนจื๋อก็ดูเป็นคนซื่อตรงจนเกือบจะบื้อเลยแฮะ]
ซื่อตรงงั้นเหรอ?
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงกะทันหันขณะกำลังจะอ้าปากสวนกลับ ทว่าจี้ทิงกลับชิงพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “ข้อแรกที่พี่พูดมาผมตกลง แต่ถ้าไม่ให้ผมเข้าห้องเล่นเกมคงไม่ได้”
“นายคิดว่าตัวเองอยู่ในฐานะที่ต่อรองกับฉันได้งั้นเหรอ?”
“ถ้าพี่ไม่ให้ผมเข้าไป สวีเหรินก็คงไม่มีทางยกข้อมูลของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งให้พี่ได้หรอก”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันเคร่งขรึมลงทันควัน “นายกล้าขู่ฉันเหรอ?”
จี้ทิงสบตาเขาด้วยสายตาเรียบเฉย “พี่จะคิดแบบนั้นก็ได้ แต่ผมแค่พูดความจริง”
จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้ากลับมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงเอ่ยขึ้น “หลังจากติวหนังสือเสร็จในแต่ละวัน ฉันอนุญาตให้นายเล่นได้สองชั่วโมง”
“ตกลงครับ”
[สองชั่วโมงก็เกินพอแล้ว ขอแค่มีเหตุผลในการเข้าห้องเล่นเกมได้ก็พอ]
หัวคิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าจี้ทิงดูจะให้ความสำคัญกับการ ‘เข้าห้องเล่นเกม’ มากกว่าการ ‘เล่นเกม’ กันแน่ หรือว่าในห้องนั้นที่ตึกตะวันตก จะมีอย่างอื่นซ่อนอยู่อีก?
จี้เยี่ยนจื๋อเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ถ้าอยากรู้ว่าจี้ทิงซ่อนอะไรไว้ คืนนี้เขาแอบไปดูหน่อยก็คงรู้เอง
เวลา 20.30 น. ทั้งสองคนก็เดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์ตระกูลจี้
พ่อบ้านรู้ดีว่างานเลี้ยงสังสรรค์ทางธุรกิจมักจะไม่มีอาหารอิ่มท้องอะไรให้กิน จึงสั่งให้ห้องครัวเตรียมมื้อดึกไว้รอล่วงหน้าแล้ว
จี้เยี่ยนจื๋อทานโจ๊กข้าวโอ๊ตไปเพียงครึ่งชามก็ปลีกตัวเข้าห้องทำงาน เขาตรวจสอบข้อความในโทรศัพท์ก่อนจะต่อสายออกไป
“ทางประธานอู๋ไม่มีปัญหาแล้วครับ”
ชายหนุ่มที่ปลายสายแค่นหัวเราะอย่างหยามหยัน “มีบันไดดีๆ ให้ลงไม่ชอบ ดันรนหาที่ให้ตัวเองขายหน้า”
“ทางฝั่งนายล่ะ เป็นยังไงบ้าง?”
“นายหมายถึงหยางเทาน่ะเหรอ?” น้ำเสียงของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความดูแคลนปนลำพองใจ “เฮอะ เจ้านั่นจมูกไวอย่างกับสุนัข พอทิศทางลมในบอร์ดบริหารเริ่มเอนมาทางเรา เขาก็รีบคลานมาหาทันที”
ทั้งคู่แลกเปลี่ยนความคืบหน้าของแต่ละฝ่ายอยู่ราวสิบห้านาที จนกระทั่งคุยธุระสำคัญเสร็จสิ้น
“ไม่มีอะไรแล้ว นายพักผ่อนเถอะ”
“เอ้อ เดี๋ยวสิ แล้วพ่อของนายน่ะ...” ปลายสายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อในอีกสองวินาทีให้หลัง “อีกไม่นานจี้ซื่อเจ๋อก็จะกลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นสถานการณ์ของนายจะยิ่งลำบากขึ้น นายเตรียมตัวเตรียมใจไว้หน่อยนะ”
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อหยักยิ้มสมเพชตัวเอง “ต้องเตรียมตัวอะไรอีกล่ะ ธาตุแท้ของคนพรรค์นั้น ฉันเห็นมาหมดจนชินตาแล้ว”
คนปลายสายไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ได้แต่เดาะลิ้นเบาๆ “เอาเถอะ นายรู้ตัวก็ดีแล้ว”
“แค่นี้นะ”
หลังวางสาย จี้เยี่ยนจื๋อเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นั่งนิ่งอยู่ลำพังครู่ใหญ่ เขามองโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะ แววตาหม่นแสงลงคล้ายมีความรู้สึกบางอย่างยื้อยุดฉุดกระชากอยู่ภายใน
สุดท้าย จี้เยี่ยนจื๋อก็หยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง
“กินข้าวเสร็จหรือยัง?”
ปลายสายมีเสียงขยับเขยื้อนดังแซ่กๆ ก่อนที่เสียงของจี้ทิงจะตอบกลับมาเนิบๆ “อืม”
จี้เยี่ยนจื๋อเงียบไปอึดใจหนึ่ง “นายกำลังแปรงฟันอยู่เหรอ?”
“อืม”
คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อขมวดเข้าหากันด้วยความรังเกียจ “แปรงฟันอยู่แล้วจะรับโทรศัพท์ทำไม สกปรกชะมัด!”
เสียงซ่อกแซ่กๆ ยังคงดังต่อเนื่อง จี้ทิงตอบกลับมาด้วยเสียงอู้อี้ฟังไม่ชัด “อ้าอมไอ่อับ อี้อ้อองอะโอโหอีกอ่ะอิ?” (ถ้าผมไม่รับ พี่ก็คงจะโมโหอีกน่ะสิ)
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึก “แปรงไอ้ฟันเน่าๆ ของนายให้เสร็จ แล้วมาหาฉันที่ห้องทำงาน”
ห้านาทีต่อมา
ก๊อกๆ!
“เข้ามา”
จี้ทิงผลักประตูเข้ามา “พี่มีธุระอะไรกับผม?”
“มานี่”
จี้ทิงเดินไปที่โต๊ะทำงาน จี้เยี่ยนจื๋อจ้องเขาเขม็งอยู่สองถึงสามวินาที ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “อย่าคิดว่าถ้าสองคนนั้นกลับมาแล้วนายจะหลุดพ้น สำหรับฉัน ใครหน้าไหนก็ไม่มีอำนาจเหนือกว่าทั้งนั้น”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจ “สองคนนั้นคือใครครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อมองหน้าเขา ดูท่าทางแล้วอีกฝ่ายไม่น่าจะแกล้งโง่ “เรื่องที่พวกเขาจะกลับมา หลินชิงไม่ได้บอกนายหรือ?”
พอได้ยินชื่อนี้ จี้ทิงถึงเพิ่งจะนึกออกว่าหมายถึงพ่อแม่ของเจ้าของร่างเดิมนั่นเอง
[อ้อ จริงด้วยสิ หลินชิงส่งรูปมาทุกวันเลย ฉันเลยตั้งค่าปิดแจ้งเตือนไว้ในวีแชต]
เมื่อได้ยินจี้ทิงเรียกชื่อหลินชิงห้วนๆ ในใจ ความสงสัยก็ผุดขึ้นในความคิดของจี้เยี่ยนจื๋อทันที เขาเริ่มกวาดสายตาสำรวจจี้ทิงอย่างพิจารณา
แม่ลูกคู่นี้ความสัมพันธ์ดีเยี่ยมมาตลอดไม่ใช่หรือไง แล้วตอนนี้มันหมายความว่ายังไง หรือว่าก่อนหลินชิงจะไปเที่ยว ทั้งคู่จะทะเลาะกัน?
ฝ่ายจี้ทิงเองก็ไม่มีสีหน้าผิดปกติใดๆ “คงจะบอกล่ะมั้งครับ แต่ช่วงนี้ผมค่อนข้างยุ่ง เลยไม่ได้สังเกตข้อความ”
จี้เยี่ยนจื๋อยังคงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย เขามองจี้ทิงอีกครู่หนึ่งก่อนจะขู่เสียงเย็น “ยังไงฉันก็เตือนนายไว้แล้ว ถ้านายกล้าเล่นตุกติก ต่อให้เป็นจี้ซื่อเจ๋อก็คุ้มกะลาหัวนายไม่ได้หรอก”
“ครับ” จี้ทิงพยักหน้าตอบรับเรียบๆ “ตอนนี้ผมกลับไปนอนได้หรือยัง?”
“ไปได้แล้ว”
จี้ทิงเดินออกจากห้องทำงานตรงไปยังลิฟต์ ทันทีที่อยู่ลำพังเขาก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า ข้อความในวีแชตที่ยังไม่ได้อ่านมีเยอะเกินไป เขาเลื่อนหน้าจออยู่หลายครั้งกว่าจะเจอกล่องข้อความของหลินชิง
แม่ : [รูปภาพ] [รูปภาพ]
ราวกับเป็นการตอกบัตรเข้างาน อีกฝ่ายส่งรูปภาพมาให้เขาในวันนี้เหมือนกันทุกๆ วัน
ในภาพมีทั้งหมดหกใบ ประกอบด้วยชายหาด ปะการัง และป่าฝนเขตร้อน แต่ละรูปล้วนเป็นทัศนียภาพที่งดงาม
[ทิวทัศน์ที่เกาะส่วนตัวนี้สวยมากเลย พ่อเขาบอกว่าคราวหน้าเราสามคนพ่อแม่ลูกมาด้วยกันนะ]
สายตาของจี้ทิงหยุดอยู่ที่คำว่า ‘สามคนพ่อแม่ลูก’ ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนลงไปอ่านข้อความด้านล่าง
แม่ : [รูปสวยไหม พ่อเพิ่งถ่ายให้แม่เมื่อกี้นี้เองนะ]
เมื่อกี้งั้นเหรอ? คิ้วของจี้ทิงขมวดมุ่นแทบสังเกตไม่ได้ เขาเลื่อนกลับไปดูรูปด้านบนแล้วกดขยายรูปที่สาม
ผืนน้ำสีเขียวมรกตดูราวกับหยกน้ำงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง ในภาพนั้นหลินชิงนั่งอยู่บนเรือแคนูด้วยสีหน้าผ่อนคลายและเปี่ยมสุข
จี้ทิงใช้นิ้วขยายพื้นหลังของภาพ เมื่อมั่นใจว่าตนเองไม่ได้ตาฝาด เขาก็เดินกลับเข้าห้องแล้วส่งข้อความตอบกลับไป
[รูปพวกนี้ถ่ายวันนี้หมดเลยเหรอครับ?]
ผ่านไปไม่กี่นาที หลินชิงก็ตอบกลับมา : [ใช่จ้ะ]
ทั้งที่ลูกชายไม่ได้ตอบข้อความมานานมากแล้ว แต่หลินชิงกลับไม่มีคำถามหรือแสดงความห่วงใยเลยแม้แต่นิด เธอเพียงแต่ตอบคำถามของเขาเท่านั้น
แววตาของจี้ทิงดูครุ่นคิด ทว่าอีกฝ่ายกลับส่งข้อความมาเพิ่มอีก : [ฝีมือถ่ายรูปของพ่อเก่งมากเลยใช่ไหมล่ะ?]
[แปลกแฮะ]
จี้ทิงเอียงคอโดยไม่รู้ตัว [ทำไมหลินชิงต้องโกหกด้วย?]
บนตัวเรือแคนูมีตราสัญลักษณ์พญานาค ส่วนพรรณไม้ในป่าเบื้องหลังเป็นป่ากึ่งผลัดใบ องค์ประกอบสองอย่างนี้จะพบได้แค่ทางตอนใต้ของประเทศไทยเท่านั้น
จี้ทิงขยายพื้นหลังจนสุด มองเห็นแนววงแหวนปะการังสองแห่งที่ปลายขอบภาพรางๆ รูปร่างของมันดูคล้ายเขาควายคู่หนึ่ง
เขาก้าวไปที่โต๊ะแล้วเปิดโน้ตบุ๊ก และเข้าสู่ระบบแผนที่ดาวเทียมแบบเรียลไทม์
จี้ทิงป้อนคำค้นหาสำคัญลงไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงสองนาที เขาก็ระบุพิกัดละติจูดและลองจิจูดของเกาะส่วนตัวแห่งนี้ได้อย่างแม่นยำทันที
ประเทศไทย ทางทิศตะวันตกของเกาะสมุย ระยะหนึ่งร้อยยี่สิบแปดจุดสามไมล์ทะเล
ตอนนี้คือกลางเดือนธันวาคม ตามภูมิอากาศแบบมรสุม พื้นที่แถบนี้ควรอยู่ในช่วงฤดูฝนที่ตกชุก และอาจมีพายุหมุนเขตร้อนพาดผ่าน แม้ฤดูฝนจะไม่ได้หมายความว่าฝนตกทุกวัน แต่ระดับน้ำทะเลจะพุ่งสูงที่สุดในรอบปีแน่นอน
ทว่าในรูปที่หลินชิงส่งมา แนวชายฝั่งในช่วงน้ำลดกลับอยู่ห่างจากหน้าผาริมทะเลอย่างชัดเจน ซึ่งหมายความว่าช่วงเวลาที่ถ่ายรูปนี้เป็นไปได้แค่ช่วงฤดูร้อนในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมเท่านั้น
ดังนั้น คำตอบจึงมีเพียงอย่างเดียว หลินชิงกำลังโกหก รูปพวกนี้ถูกถ่ายไว้นานแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับตั้งใจทำให้เขาเชื่อว่าเพิ่งถ่ายวันนี้
และนั่นก็นำไปสู่คำถามใหม่ที่จี้ทิงตั้งข้อสงสัยในใจ : [สามีภรรยาที่รักกันหวานชื่นมานานหลายปีออกไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันตามปกติ แล้วทำไมถึงต้องโกหกลูกชายตัวเองด้วยล่ะ?]
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^