ตอนที่ 37 น้องชายคนสวยของลู่เหยียนชู
ตอนที่ 37 น้องชายคนสวยของลู่เหยียนชู
ลู่เหยียนชูยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ผู้จัดการส่วนตัวที่โกรธจัดจนเส้นเลือดในสมองเต้นตุบๆ ก็โพล่งขึ้นมาอีกว่า “บอกฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร พวกนายแอบคบกันจริง หรือว่ามันยังไงกันแน่”
รูปถ่ายเหล่านั้นถูกคนเดินถนนโพสต์ลงในแอปเสี่ยวหงชู ก่อนที่บรรดาแอคเคานต์การตลาดจะรีบคาบข่าวไปแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว กว่าผู้จัดการจะเห็นเข้า เรื่องก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกหนแห่งแล้ว
ตั้งแต่ลู่เหยียนชูเข้าวงการมา นอกจากช่วงที่เพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ ที่เคยถูกลากไปสร้างกระแสคู่จิ้นแล้ว หลายปีมานี้เขาแทบจะไร้ข่าวลืออื้อฉาวมาโดยตลอด ถ้าไม่เตรียมตัวรับบทบาทใหม่ก็คือสิงอยู่แต่ในกองถ่าย เรียกได้ว่าเป็นจอมขยันแห่งวงการบันเทิงและเป็นท่านเทพผู้ทรงศีลของบรรดาแฟนคลับเลยทีเดียว
ผู้จัดการนึกไม่ถึงเลยจริงๆ ตัวเขาเพิ่งจะเดินทางไปถึงต่างประเทศได้ไม่ทันไร ลู่เหยียนชูก็หาเรื่องใหญ่มาเซอร์ไพรส์เขาทันที
“พวกเราไม่ได้คบครับ” ลู่เหยียนชูเหลือบมองจี้ทิงแวบหนึ่ง พลางลดเสียงลงเล็กน้อย “คนคนนั้นคือจี้ทิง”
ขงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะอ้าปากค้างราวกับนึกขึ้นได้ เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนในรูปถึงดูคุ้นหน้าคุ้นตา “ก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เด็กที่สมองมี...”
“ครับ เขาเอง” ลู่เหยียนชูสังเกตเห็นจากหางตาว่าจี้ทิงมองมาทางนี้ จึงชิงเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
ขงอวี่แทบไม่อยากจะเชื่อว่าสถิติข่าวลือเป็นศูนย์ของลู่เหยียนชูจะมาพังทลายลงเพราะจี้ทิง “ไม่ใช่สิ แล้วพวกนายไปลงเอยด้วยกันแบบนั้นได้ยังไง?”
“เรื่องมันยาวครับ ตอนนี้เรายังมีธุระนิดหน่อย ไว้เดี๋ยวผมค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟังทีหลังนะ”
“ไม่ต้องมาทีหลังแล้ว ไม่มีเรื่องไหนสำคัญไปกว่าการทำ PR อีกแล้ว ฉันเตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อย นายรีบพาจี้ทิงกลับไปที่ถนนซั่งเหวินเดี๋ยวนี้เลย”
“เรื่องนี้ยังต้องรบกวนเขาอีกเหรอครับ?”
ขงอวี่ตอบกลับอย่างเสียไม่ได้ “ก็แหงน่ะสิ ไม่งั้นฉันจะบอกให้นายพาเขามาด้วยทำไมล่ะ”
ลู่เหยียนชูเงียบไปอึดใจหนึ่ง “งั้นผมต้องถามจี้ทิงก่อน”
ผู้จัดการบ่นพึมพำต่ออีกไม่กี่ประโยค เขาถึงได้ลดโทรศัพท์ออกจากหู
ลู่เหยียนชูหันไปมองจี้ทิง พลางระบายยิ้มอย่างอ่อนใจ “ผู้จัดการโทรมาบอกว่าเราสองคนถูกคนถ่ายรูปตอนจับมือกัน ตอนนี้มันกำลังขึ้นเทรนด์ค้นหายอดนิยมอยู่น่ะ”
จี้ทิงพอจะเดาเรื่องราวทั้งหมดได้จากการสนทนาเมื่อครู่ เขาจึงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “คนเรามักจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับการกระทำที่วู่วามของตัวเองเสมอ”
“อืม นายพูดถูกแล้วล่ะ”
ทั้งที่เป็นการยอมรับผิดด้วยท่าทีนิ่งขรึม ทว่าลู่เหยียนชูกลับอดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา เขารู้สึกว่าจี้ทิงน่าสนใจมาก ทั้งที่อายุเพียงสิบเก้าปี แต่คนคนนี้กลับมีกลิ่นอายของความสุขุมเยือกเย็นเกินวัย
โทรศัพท์สั่นครืดคราดสองครั้ง ขงอวี่ทำงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ เขาส่งแผนการจัดการสื่อมาให้ทันที
ลู่เหยียนชูอ่านคร่าวๆ จนจบ ก่อนจะมองจี้ทิงด้วยสายตารู้สึกผิด “ถึงแม้จะเป็นความผิดของฉันคนเดียว แต่ตอนนี้ฉันอาจจะต้องรบกวนนายมาช่วยกันแก้ไขปัญหาหน่อยนะ”
จี้ทิงไม่ได้พูดอะไร จากนั้นลู่เหยียนชูจึงยื่นโทรศัพท์ไปให้ “ถ้านายรู้สึกลำบากใจ ไม่ต้องตกลงก็ได้นะ เดี๋ยวฉันจะลองหาวิธีอื่นดู”
จี้ทิงหลุบตามองหน้าจอ เขาอ่านข้อความเหล่านั้นจบในพริบตาเดียว
วิธีที่ขงอวี่คิดคือให้ทั้งสองคนกลับไปยังสถานที่เดิม หาร้านอาหารสักร้านเพื่อนั่งทานข้าวร่วมกับคนอื่นๆ จากนั้นจะให้ปาปารัสซี่ที่นัดแนะไว้คอยถ่ายรูปทั้งหมด ขอเพียงจงใจอำพรางเรื่องเวลาให้พร่าเลือน ก็จะสามารถอ้างได้ว่าเป็นการพบปะสังสรรค์ของกลุ่มเพื่อนตามปกติ
ส่วนเหตุการณ์ริมถนนนั้น ถูกแต่งเรื่องขึ้นใหม่ว่าจี้ทิงดื่มจนเมาในระหว่างงานเลี้ยง และเดินสะเปะสะปะออกมาจากร้านด้วยความมึนงง ลู่เหยียนชูที่กังวลเรื่องความปลอดภัยจึงต้องฝืนดึงตัวเขาขึ้นรถไป
ในเวลาสั้นๆ ขนาดนี้กลับคิดคำอธิบายที่ไร้ช่องโหว่ได้ ผู้จัดการคนนี้คงจะใช้สมองจนสุดกำลังเลยทีเดียว
หลังจากจี้ทิงอ่านจบ เขาก็ไม่ได้ตอบตกลงในทันที ทว่าลอบคิดในใจว่า : [ถ้าฉันไม่ตกลง อีกฝ่ายก็ต้องขอตัวไปจัดการเรื่องนี้ก่อน]
[แต่เวลาของฉันมีค่ามากกว่านั้น จะมาเสียเวลาไปกับลู่เหยียนชูไม่ได้]
ลู่เหยียนชูชะงักไปครู่หนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขามีชื่อเสียงที่สัมผัสได้ถึง ‘ความรังเกียจ’ จากผู้อื่นอย่างชัดเจนเช่นนี้ แต่มันกลับไปสะกิดต่อมหัวเราะของเขาเข้าอย่างบอกไม่ถูก
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นเห็นอีกฝ่ายกำลังกลั้นขำจนตัวสั่นอยู่หลังกำปั้น เขาไม่ได้ใส่ใจว่าอีกฝ่ายขำเรื่องอะไร จึงเอ่ยเรียบๆ “แผนนี้ ผมตกลงจะร่วมมือด้วยครับ”
ลู่เหยียนชูกระแอมเบาๆ พลางคลี่ยิ้ม “ขอบคุณนะ”
สิบกว่านาทีต่อมา ทั้งสองก็มาถึงร้านอาหารส่วนตัวแห่งหนึ่งบนถนนซั่งเหวิน
เมื่อเข้าไปในห้องรับรอง สมาชิกคนอื่นๆ ก็มาถึงล่วงหน้าแล้ว ซึ่งทั้งหมดคือทีมงานจากบริษัทต้นสังกัด
“คุณจี้ครับ เดี๋ยวคุณแค่นั่งทานข้าวไปตามปกติ พยายามอย่าตื่นเต้น แล้วก็ไม่ต้องจงใจมองคุณลู่นะครับ”
จี้ทิงพยักหน้า “ครับ”
ส่วนลู่เหยียนชูนั้นไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง แค่นั่งลงตรงนั้นเขาก็ดูเป็นธรรมชาติจนไร้ที่ติแล้ว
ในขณะที่ทีมงานกำลังเช็กมุมกล้องกับปาปารัสซี่ที่อยู่ตึกฝั่งตรงข้าม ลู่เหยียนชูก็หยิบไอแพดสำหรับสั่งอาหารส่งให้จี้ทิง “นายลองเอาไปดูสิ ว่าอยากทานอะไร”
จี้ทิงไม่ได้รับไว้ “อะไรก็ได้ครับ”
ลู่เหยียนชูไม่ได้รู้สึกว่าการถูกปฏิเสธนั้นเป็นเรื่องน่าขายหน้า เขาพูดด้วยรอยยิ้มละไม “ฉันจำได้ว่าเมนูมังสวิรัติของที่นี่ทำออกมาได้ไม่เลวเลย อาหารจานเด็ดของที่นี่เป็นหน่อไม้ มา...”
[หน่อไม้เหรอ? ไม่กิน]
ลู่เหยียนชูหักเลี้ยวความคิดทันควัน เขาเปลี่ยนคำพูดได้อย่างไหลลื่นเป็นธรรมชาติต่อ “...มาจากแหล่งผลิตที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะงั้นวันนี้ไม่สั่งดีกว่าเนอะ”
ทีมงานที่อยู่ใกล้ที่สุดหันขวับมามองราวกับเห็นผี... คุณลู่เป็นอะไรไปเนี่ย เล่นทอล์กโชว์อยู่คนเดียวเหรอ?
หลังจากฟังเสียงในใจผ่านไปหลายรอบ ลู่เหยียนชูก็พบว่าจี้ทิงไม่ใช่แค่คนเลือกกินธรรมดา แต่ดูเหมือนว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับผัก เขาจะไม่แตะเลยแม้แต่นิดเดียว
สุดท้ายเขาจึงสั่งเมนูเนื้อรสเลิศไปสองสามอย่าง ส่วนเมนูที่เหลือก็ปล่อยให้ทีมงานเป็นคนเลือก
เมื่ออาหารมาครบทุกคนก็นั่งประจำที่ โดยมีการจัดวางให้ใครคนหนึ่งนั่งแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนไว้
จี้ทิงทานอาหารไปตามปกติอย่างที่พวกเขาบอก ทว่าทานไปได้เพียงครู่เดียว ทีมงานที่อยู่ข้างๆ ก็โน้มตัวมากระซิบ “คุณจี้ครับ รบกวนจิบไวน์สักหน่อยนะครับ”
จี้ทิงให้ความร่วมมือด้วยการยกแก้วไวน์แดงขึ้นมาจิบอึกหนึ่ง
เมื่อทานเสร็จเรียบร้อย ปาปารัสซี่ฝั่งตรงข้ามก็ส่งรูปภาพกลับมาให้ลู่เหยียนชูตรวจสอบก่อน
เวลา 13.00 น. ปาปารัสซี่ปล่อยวิดีโอ ‘แอบถ่าย’ ออกมา และแอคเคานต์การตลาดที่บริษัทเลี้ยงไว้ก็รีบลงสนามเพิ่มกระแสความร้อนแรงทันที
เรื่องแบบนี้ทางค่ายไม่ควรออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการเน้นย้ำให้ดูมีพิรุธจนเกินไป
เดิมทีผู้จัดการวางแผนไว้ดิบดี คิดว่าพายุข่าวเรื่องการจับมือน่าจะสงบลงได้ แต่เขากลับคาดไม่ถึงว่าพวกชาวเน็ตจะหันมาเปิดประเด็นถกเถียงกันเรื่องอื่นแทนเสียอย่างนั้น
[แม่เจ้า... ตระกูลของลู่เหยียนชูนี่ทำบุญด้วยอะไรนะ ทำไมน้องชายที่เป็นญาติห่างๆ กันถึงได้หน้าตาดีขนาดนี้?]
[ในวิดีโอเหมือนจะมีทีมงานของอวิ๋นเหออยู่สองคนนะ ฉันเคยเห็นตอนไปเยี่ยมกองถ่ายเรื่องเส้นทางแห่งเกียรติยศ ลู่เหยียนชูตั้งใจจะให้น้องชายเซ็นสัญญาเข้าบริษัทด้วยหรือเปล่าเนี่ย?]
[นานๆ ทีจะเห็นคนหน้าตาสะอาดสะอ้านขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าจะเข้าวงการบันเทิง โธ่เอ๊ย ลู่เหยียนชู นายมันเลอะเลือนจริงๆ]
คอมเมนต์ที่บอกว่าลู่เหยียนชูเลอะเลือนนั้นกลายเป็นไวรัลขึ้นมาทันที หลายคนกลับคาดหวังให้จี้ทิงเข้าวงการ และพากันเข้าไปรุมด่าเจ้าของคอมเมนต์นั้นให้หุบปากไปเสีย
ฟางเจี๋ยเดินออกมาจากห้องทำงานของจี้เยี่ยนจื๋อ เดิมทีเขาตั้งใจจะเอาเอกสารไปส่งที่แผนกการเงิน แต่กลับเห็นเลขาอีกคนกำลังเล่นมือถืออยู่
เขาก้าวเข้าไปเคาะโต๊ะสองครั้ง “เวลาทำงานยังกล้าอู้อีกเหรอ อยากถูก...”
ยังไม่ทันขาดคำ อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นด้วยอาการเหม่อลอย ก่อนจะหันหน้าจอโทรศัพท์มาทางเขา “ฟางเจี๋ย นี่คือคุณชายรองใช่ไหม?”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^