ตอนที่ 38 ใครกันแน่ที่สติหลุด
ตอนที่ 38 ใครกันแน่ที่สติหลุด
ฟางเจี๋ยเหลือบมองหน้าจอตามสัญชาตญาณ ทว่าวินาทีต่อมาเขากลับชะงักนิ่ง ก่อนจะยื่นคอออกไปมองให้ชัด
ดวงตาของเขาเบิกกว้างกวาดมองรูปภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า “นี่... นี่มันอะไรกัน... คุณชายรองจับมืออยู่กับใครน่ะ?”
เลขาอีกคนก็มีอาการตกตะลึงไม่แพ้กัน เขาตอบกลับเสียงแปร่งประหลาดพลางจ้องเขม็งไปที่ภาพนั้น “ลู่เหยียนชูไง นายคงไม่ได้ตาถั่วจนจำเขาไม่ได้หรอกนะ”
ฟางเจี๋ยลองมองอีกครั้งก็พบว่าเป็นเรื่องจริง เขาจึงขมวดคิ้วมุ่น “สองคนนั้นไปอยู่ด้วยกันได้ยังไง?”
“ในเทรนด์ฮิตบอกว่า คุณชายรองเป็นน้องชายของลู่เหยียนชู”
“ฮะ?” ใบหน้าของฟางเจี๋ยบิดเบี้ยวด้วยความสับสน เขารู้สึกว่าโลกใบนี้เริ่มจะเหนือความคาดหมายเกินไปแล้ว คุณชายรองกลายเป็นพี่น้องกับลู่เหยียนชูไปได้อย่างไร?
เลขาเหลือบมองไปทางห้องประธานด้วยความระมัดระวัง “นี่ นายว่าเรื่องนี้เราควรรายงานประธานจี้หน่อยไหม?”
“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งรีบ” เขาชูมือเป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายรอก่อน “ขอฉันใช้ความคิดแป๊บนึง”
คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่ฟางเจี๋ยคนนี้รู้ดีว่าประธานจี้นั้นไม่ชอบหน้าลู่เหยียนชูขนาดไหน ยิ่งถ้าน้องชายตัวเองไปคลุกคลีกับคนที่พี่ชายเกลียดเข้าไส้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าประธานจี้ต้องระเบิดลงแน่นอน
ถ้าบอกไปก็กลัวจะล่วงเกินคุณชายรอง แต่ถ้าไม่บอก ในไม่ช้าประธานจี้ก็ต้องรู้อยู่ดี
ฟางเจี๋ยเม้มปากมองตาชั่งในใจที่ดูจะเอนเอียงไปมาอย่างยากจะตัดสิน
ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงเคาะประธานห้องประธานก็ดังขึ้น
“เข้ามา”
ฟางเจี๋ยเดินเข้าไปหยุดที่หน้าโต๊ะทำงาน “ประธานจี้ครับ มีเรื่องหนึ่งที่ผมอาจจะต้องรายงานให้คุณทราบ”
“ว่ามา”
“คือ... คุณชายรองขึ้นเทรนด์ฮิตในข่าวบันเทิงครับ”
มือของจี้เยี่ยนจื๋อชะงักกะทันหัน เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้น “เขาไปขึ้นเทรนด์อะไร?”
ฟางเจี๋ยมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือไปตรงหน้า “คุณดูเองจะดีกว่าครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหลุบสายตามองเพียงครู่เดียว หางตาที่เรียวยาวของเขาก็หดเกร็งขึ้นเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เขาทำเป็นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะเย็นชาหลุดรอดออกมาจากลำคอ
เฮอะ... ก่อนหน้านี้ยังรับปากเป็นมั่นเหมาะเสียดิบดี แต่พอหันหลังกลับไป กลับไปเสนอตัวเป็นน้องชายให้คนอื่นเสียอย่างนั้น
เขาดึงสายตากลับมาด้วยท่าทีเรียบเฉยและส่งโทรศัพท์คืนให้ฟางเจี๋ย “ฉันรู้แล้ว นายทำงานต่อเถอะ”
“ครับ” ปฏิกิริยานี้ผิดไปจากที่ฟางเจี๋ยคาดไว้มาก ประธานจี้ไม่โกรธงั้นเหรอ หรือว่าเขาจะมโนเรื่องราวให้มันดูร้ายแรงเกินไปเอง
หลังจากที่ประตูห้องปิดลง จี้เยี่ยนจื๋อก็กลับไปทำงานตรงหน้าต่อด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
ก็ดี... ยังไงเขาก็ไม่เคยคิดอยากจะเป็นครอบครัวเดียวกับเจ้าเด็กเหลือขอนั่นอยู่แล้ว
คลิก! เสียงคลิกเมาส์ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับข้อมูลโปรเจกต์ใหม่ที่ถูกเปิดขึ้นมา
ในเมื่ออยากเป็นน้องชายของลู่เหยียนชูนัก ก็เปลี่ยนไปใช้นามสกุลลู่ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยสิ ต่อไปก็ไม่ต้องกลับมาที่ตระกูลจี้อีก
คลิกๆๆ... เสียงกดเมาส์ดังระรัวและถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ชื่อ 'ลู่ทิง' นี่มันฟังดูไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
ปังงงง! จี้เยี่ยนจื๋อกระแทกเมาส์ลงกับโต๊ะ
คนที่บอกว่าลู่เหยียนชูเป็นพวกขายชาติก็คือเขา คนที่ไปพัวพันกับลู่เหยียนชูก็คือเขา จี้ทิงนี่ถ้าวันไหนไม่ได้ก่อเรื่องคงจะนอนไม่หลับสินะ
หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงตามแรงอารมณ์ เขากัดฟันกรอดพลางคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมา
จี้ทิงอยากจะไปเป็นน้องใครก็ช่างหัวมันเถอะ แต่ต้องไสหัวกลับมาเซ็นเอกสารทางกฎหมายให้เขาเสียก่อน เพื่อที่วันข้างหน้า ถ้าหากเรื่องของลู่เหยียนชูถูกเบื้องบนตรวจสอบขึ้นมา จะได้ไม่พลอยทำให้ซื่อลี่ต้องมัวหมองไปด้วย
ตื้ด... ตื้ด... สัญญาณรอสายดังอยู่นาน และทุกครั้งที่มันดังขึ้น มันเหมือนกับการสาดน้ำมันเข้ากองเพลิงแห่งโทสะของจี้เยี่ยนจื๋อให้ลุกโชน
“ขออภัยค่ะ เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้...”
....
อีกด้านหนึ่ง ณ วิลล่าของลู่เหยียนชู
จี้ทิงที่ไม่ได้ยินเสียงสั่นของโทรศัพท์เลยแม้แต่น้อย เขากำลังกวาดสายตามองผ่านหน้าจอโน้ตบุ๊กอย่างรวดเร็ว
“ส่วนนี้คือรายชื่อผู้รับผิดชอบโครงการต่างๆ ในภาพยนตร์” นิ้วเรียวยาวของลู่เหยียนชูวาดเป็นวงกลมก่อนจะเลื่อนลูกกลิ้งเมาส์เพื่อเปลี่ยนหน้า “และส่วนนี้คือรายชื่อผู้สร้างและผู้สร้างร่วมที่ได้รับการยืนยันแล้ว”
แม้การพูดเรื่องการลงทุนครั้งก่อนจะเป็นเพียงการหยั่งเชิง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ลู่เหยียนชูพูดจริง คือในวงการต่างมองว่าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในเรื่องสุดขอบผาในสายลมนั้นสูงมาก ดังนั้นจึงมีบริษัทผู้สร้างรวมกันถึงยี่สิบเอ็ดบริษัท
เอกสารชุดนี้มีรายชื่ออย่างน้อยสามร้อยกว่าชื่อ ถ้าต้องมานั่งวิเคราะห์ทีละคน คงไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทรที่ทั้งเสียเวลาและแรงกาย
จี้ทิงจดจำเนื้อหาในเอกสารจนครบถ้วน ก่อนจะหันไปถามลู่เหยียนชู “คุณคิดข้ออ้างที่จะถอนตัวจากการแสดงไว้หรือยัง?”
“คิดไว้แล้วล่ะ” เขาคลี่ยิ้มบางพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ก่อนหน้านี้ฉันเคยซื้อลิขสิทธิ์นิยายเรื่องหนึ่งไว้ ตอนนั้นผู้เขียนยอมขายลิขสิทธิ์ในการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แค่ห้าปี ซึ่งมันจะหมดอายุในอีกสองปีนี้ ฉันเลยจะบอกว่าอยากเร่งสร้างนิยายเรื่องนี้ด้วยตัวเองก่อนที่ลิขสิทธิ์จะหมดน่ะ”
หัวใจของจี้ทิงกระตุกวูบ เขารู้ดีว่าลู่เหยียนชูหมายถึงนิยายเรื่อง 'And Then There Were None' ที่จะทำให้เขากลับมายืนหยัดได้อย่างภาคภูมิในภายหลัง
“ฉันเคยให้สัมภาษณ์ว่ามีแผนจะผันตัวไปเป็นผู้อำนวยการสร้างหรือผู้ควบคุมการผลิตอยู่แล้ว ดังนั้นมันจึงดูไม่น่าสงสัย”
จี้ทิงพยักหน้าเบาๆ อย่างเห็นด้วย ก่อนจะเริ่มบอกแผนการของตนเอง “ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ทำโปรแกรมดักฟังโทรจัน [1] ได้ พอเขาทำเสร็จแล้วเราจะซ่อนมันไว้ในลิงก์ ตราบใดที่อีกฝ่ายกดเปิด มันจะฝังตัวเข้าไปโดยอัตโนมัติ”
แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่เขาไม่คิดจะเปิดเผยตัวตนของตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต
“ส่วนหัวข้อและเนื้อหาเบื้องหน้าของลิงก์ คุณต้องลองคิดชื่อที่เหมาะสมดู แต่ต้องมั่นใจว่าคนในรายชื่อพวกนี้เห็นแล้วจะต้องกดเข้าไปดูแน่นอน”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา” ลู่เหยียนชูขมวดคิ้ว เขานึกถึงอีกแง่มุมหนึ่งขึ้นมา “แต่ในเมื่ออีกฝ่ายติดต่อกับกองกำลังนอกประเทศ พวกเขาคงไม่ใช้โทรศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันติดต่อกันแน่ๆ”
จี้ทิงส่งเสียงตอบรับในลำคอ ทว่าคำอธิบายกลับดูคลุมเครือ “เรื่องนี้เพื่อนผมน่าจะมีวิธีจัดการ เดี๋ยวผมจะลองถามดูครับ”
[เดิมทีโปรแกรมดักฟังนั่นไม่ได้มีไว้เพื่อแอบฟังบทสนทนา แต่ใช้โทรศัพท์เป็นสื่อกลางในการล็อกตำแหน่งสถานีฐานและเครือข่าย ขอเพียงในพื้นที่นั้นมีการสื่อสารข้ามพรมแดนผ่านช่องทางที่ไม่ปกติ มันจะถูกล็อกเป้าหมายในทันที]
ลู่เหยียนชูรู้สึกเหมือนถูกบีบที่หน้าอกอย่างกะทันหัน เขาเผลอกลั้นหายใจจนได้ยินเพียงเสียงจังหวะหัวใจที่ดังรัวก้องอยู่ในหู
ความหมายของคำพูดนี้... เพื่อนคนนั้น... หมายถึงตัวจี้ทิงเองหรอกหรือ?
เมื่อจี้ทิงเห็นอีกฝ่ายจ้องมองตนเองนิ่งโดยไม่พูดไม่จา ก็คิดว่าเขาคงไม่มั่นใจ “สำหรับเพื่อนผมแล้วเรื่องนี้ไม่ยากเลย คุณไม่ต้องกังวลไปครับ”
ลู่เหยียนชูดึงสติกลับมาจากความตกตะลึง และใช้ทักษะการแสดงที่สั่งสมมานานปรับเปลี่ยนสีหน้าได้ทันควัน “อืม ในเมื่อนายพูดแบบนั้น ฉันก็วางใจ”
เพื่อให้ดูสมเหตุสมผลและไม่ให้มีพิรุธ จี้ทิงจึงลุกขึ้นยืน “งั้นผมขอตัวไปโทรศัพท์หาเพื่อนก่อนนะครับ”
“ได้ครับ”
จี้ทิงพูดจบก็กวาดสายตามองหาโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะ ทว่ามองหาอยู่นานก็ยังไม่เจอ
ลู่เหยียนชูเห็นดังนั้นจึงช่วยมองไปรอบๆ “ลืมไว้ในรถของฉันหรือเปล่า?”
พอเขาพูดขึ้นมา จี้ทิงก็นึกออก “อ้อ ผมใส่ไว้ในถุงยาน่ะครับ”
ยา? ความทรงจำเรื่องอาการป่วยของจี้ทิงผุดขึ้นมาในใจของลู่เหยียนชูอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนในอกอย่างบอกไม่ถูก เขาค่อยๆ กำนิ้วเข้าหากันพลางเอ่ยเสียงนุ่ม “เดี๋ยวฉันไปหยิบให้เอง”
“ไม่ต้องหรอกครับ คุณส่งกุญแจรถให้ผมก็พอ”
ลู่เหยียนชูเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะหยิบกุญแจส่งให้ จี้ทิงรับมาแล้วก็เดินออกไปทันที
เมื่อไปถึงรถ เขาก็เปิดประตูฝั่งผู้โดยสารและโน้มตัวลงไปหยิบถุงที่ติดอยู่ระหว่างเบาะที่นั่งออกมา
จี้ทิงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากถุง ทันทีที่หน้าจอสว่างวาบขึ้น เขาก็พบว่ามีสายที่ไม่ได้รับจากจี้เยี่ยนจื๋อหนึ่งสาย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดโทรกลับไป
ตื้ด... เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียว จากนั้นสายก็ถูกตัดทิ้งไปต่อหน้าต่อตา
เชิงอรรถ
[1] โปรแกรมดักฟังโทรจัน คือ มัลแวร์ชนิดหนึ่งที่ปลอมตัวเป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์หรือไฟล์ปกติเพื่อหลอกลวงให้ผู้ใช้ติดตั้ง เมื่อติดตั้งสำเร็จ มันจะแอบทำงานอย่างลับๆ ในพื้นหลังเพื่อสอดแนม ขโมยข้อมูล หรือเปิดช่องทางให้แฮกเกอร์เข้าควบคุมอุปกรณ์จากระยะไกล
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^