LNCrawler

ตอนที่ 39 คุณชายลู่ ที่นี่คือตระกูลจี้

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 39 คุณชายลู่ ที่นี่คือตระกูลจี้

        จี้ทิงก้มลงมองโทรศัพท์แวบหนึ่งโดยไม่ได้คิดอะไรมาก เขาออกไปยืนรอนิ่งๆ ด้านนอกพอเป็นพิธีครู่หนึ่งก็เดินกลับเข้ามา

       เมื่อก้าวเข้าประตูมาแล้วพบว่าลู่เหยียนชูไม่ได้อยู่ในห้อง แต่ก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน จี้ทิงจึงกลับไปนั่งที่โต๊ะตามลำพัง

       ราวสิบนาทีต่อมา ลู่เหยียนชูเดินกลับเข้ามาพร้อมโทรศัพท์ในมือ คิ้วเข้มขมวดมุ่นดูเคร่งขรึม

       เขานั่งลงและเหลือบมองจี้ทิงด้วยสายตาที่เหมือนมีบางอย่างอยากจะพูดแต่ก็ยั้งเอาไว้ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังง่วนอยู่กับการดูข้อมูล เขาจึงเลือกที่จะเงียบไว้ก่อน

       ผ่านไปครู่หนึ่ง จี้ทิงก็ละมือออกจากเมาส์ “ผมถามเพื่อนให้แล้วนะครับ เขาบอกว่าพอจะลองดูให้ได้”

       ลู่เหยียนชูพยักหน้า “เพื่อนของนายช่วยเรื่องใหญ่ขนาดนี้ จะให้เขาเหนื่อยเปล่าก็คงไม่ได้ ฝากบอกเขาด้วยว่าเรื่องค่าตอบแทน อยากได้เท่าไหร่ให้เสนอมาได้เลย”

       ต่อให้จี้ทิงจะเรียกราคาแบบขูดรีดแค่ไหน แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายต่อธุรกิจของเขาแล้ว เงินจำนวนนี้ถือเป็นราคาพื้นฐานที่สุดที่เขาต้องจ่าย

       จี้ทิงชะงักไป [นี่เราลืมเรื่องสำคัญอย่างการเรียกเก็บเงินไปได้ยังไงเนี่ย]

       ลู่เหยียนชูพยายามกลั้นยิ้มจนมุมปากสั่น แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

       “ตกลงครับ เดี๋ยวผมบอกเขาให้ แล้วจะส่งรายการค่าใช้จ่ายไปให้คุณ”

       ลู่เหยียนชูส่งเสียงกระแอมเบาๆ “ดูเหมือนเราจะยังไม่มีวีแชตกันเลยนะ แอดไว้หน่อยสิ วันหลังจะได้ติดต่อกันสะดวก”

       จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดคิวอาร์โค้ด

       เขามองลู่เหยียนชูในระหว่างที่สแกนเพิ่มเพื่อน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ “คราวหลังไม่ต้องแอบสะกดรอยตามผมอีก มีอะไรก็ส่งข้อความมา”

       ลู่เหยียนชูหันมามองเขา ใบหน้าคมคายแม้จะดูเรียบเฉย ทว่าแววตากลับฉายแววหงอยเหงาออกมาอย่างเห็นได้ชัด “ตอนนั้นฉันรอนายตั้งหลายวันแต่นายก็ไม่ยอมออกจากบ้านสักที พอได้เจอตัว นายก็ทำท่าทางรังเกียจฉันซะงั้น”

       “ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการทำผิดกฎหมายครับ” น้ำเสียงของจี้ทิงช่างเที่ยงธรรมและไร้ความปรานี

       ลู่เหยียนชูจ้องเขาเขม็งอยู่สองสามวินาที ก่อนจะเก็บสีหน้า “อืม นายพูดถูก”

       ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อก่อนจี้ทิงตีบทแตกเกินไป หรือว่าหลิงซีไม่เคยรู้จักตัวตนของคนคนนี้เลยกันแน่

       จี้ทิงในความหมายของหลิงซี คือคนที่เอาแต่ใจ มุทะลุ และมีความเย่อหยิ่งจองหองเพราะถูกสปอยล์จนเสียคน ข้อดีเพียงอย่างเดียวที่พอจะยกมาอ้างได้ คือความจริงใจในความรักสมัยวัยเยาว์ที่มอบให้หลิงซีเพียงคนเดียวมาจนถึงตอนนี้

       ทว่าจี้ทิงที่อยู่ต่อหน้าลู่เหยียนชูในตอนนี้ ถ้าจะให้เขาเปรียบเปรย ก็คงเหมือนขนนกสีขาวบริสุทธิ์ที่เงียบเชียบ

       เขามักจะนิ่งเงียบไม่ค่อยพูดจา ทั้งที่ดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง แต่กลับดูไม่ประสีประสาในเรื่องทางโลกเลย

       ลู่เหยียนชูไม่เคยคิดเลยว่า ความย้อนแย้งและความบริสุทธิ์จะมาปรากฏอยู่ในตัวคนคนเดียวกันได้ จี้ทิงซุกซ่อนความลับไว้มากมาย และทุกแง่มุมของเขานั้นช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน

       จี้ทิงรู้สึกได้จากหางตาว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองอยู่ จึงหันไปมอง ทว่าลู่เหยียนชูกลับเบนสายตาไปที่หน้าจอโน้ตบุ๊กได้อย่างเป็นธรรมชาติ

       “รายชื่อพวกนี้ คืนนี้ฉันจะตรวจสอบอีกหลายๆ รอบ จะพยายามอุดช่องโหว่ไม่ให้ตกหล่นแม้แต่คนเดียว”

       “ครับ”

       ทั้งคู่หารือรายละเอียดอื่นๆ กันต่อ จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดลง ลู่เหยียนชูจึงยกข้อมือขึ้นดูเวลา

       “หกโมงกว่าแล้วเหรอเนี่ย” เขาหันไปมองจี้ทิง “คงหิวแล้วล่ะสิ อยากทานอะไรไหม เดี๋ยวฉันสั่งมาให้”

       จี้ทิงส่ายหน้า “ไม่เป็นไรครับ มื้อเย็นผมจะกลับไปทานที่บ้าน”

        [ถ้าขืนคืนนี้ฉันไม่อยู่บ้าน จี้เยี่ยนจื๋อต้องคิดว่าฉันแอบออกไปเถลไถลอีกแน่ๆ]

       ลู่เหยียนชูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จี้เยี่ยนจื๋อนี่เป็นผู้ปกครองหัวโบราณหรือไงกัน จี้ทิงจะกลับบ้านหรือไม่กลับบ้านทำไมต้องไปก้าวก่ายด้วย

       แม้ในใจของเขาจะคิดแบบนั้น ทว่าริมฝีปากกลับเม้มเข้าหากันด้วยความกังวล “เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ พี่ชายนายคงไม่เข้าใจผิดใช่ไหม?”

       “เรื่องวันนี้อะไร…” พูดไปได้ครึ่งคำ จี้ทิงก็พลันนึกถึงข่าวในอินเทอร์เน็ตขึ้นมาได้

       ลู่เหยียนชูมองสีหน้าของเขาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เอาอย่างนี้ไหม ในเมื่อเรื่องนี้มีต้นเหตุมาจากฉัน ให้ฉันไปส่งนาย แล้วจะอธิบายให้จี้เยี่ยนจื๋อฟังเอง”

       จี้ทิงฟังแล้วรู้สึกว่าไม่เข้าท่าเอาเสียเลย [ลู่เหยียนชูกับจี้เยี่ยนจื๋อเป็นศัตรูหัวใจกัน แค่เห็นหน้ากันเฉยๆ ไฟก็แทบจะลุกแล้ว อย่าหาเรื่องเติมเชื้อไฟจะดีกว่า]

       ‘ฉันกับจี้เยี่ยนจื๋อเป็นศัตรูหัวใจกันงั้นเหรอ?’

       แววตาของลู่เหยียนชูวาววับด้วยความนึกสนุก ก่อนจะคิดในใจว่า ‘หรือว่าฉันกับนาย... จะไม่เป็นด้วยเหมือนกันล่ะ’

       “ไม่ต้องหรอกครับ ผมกลับเองได้” จี้ทิงคิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อคงไม่สนใจข่าวบันเทิงหรอก ถึงจะรู้ก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

       พูดจบเขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ดึกแล้ว ผมขอตัวก่อนครับ”

       “ถ้าเพื่อนของนายตัดสินใจได้แล้ว อย่าลืมส่งวีแชตบอกฉันนะ”

       “ครับ”

       ลู่เหยียนชูเดินไปส่งเขาที่ประตู เดิมทีตั้งใจจะขับรถไปส่งจี้ทิงที่ถนนซั่งเหวิน แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาตามระเบียบ

       จี้ทิงเรียกแท็กซี่กลับไปที่คลินิกจิตเวชของหมอเหอเพื่อเอารถของตัวเอง จากนั้นจึงขับตรงกลับไปยังคฤหาสน์ตระกูลจี้

       เวลา 19.30 น. เขาถึงบ้านและเป็นเวลาอาหารค่ำพอดี

       จี้ทิงขับรถผ่านประตูคฤหาสน์เข้ามา ทว่าในจังหวะที่กำลังจะเลี้ยวเข้าโรงรถ กลับถูกบอดี้การ์ดที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน โบกมือให้หยุด

       “คุณชายรองครับ โรงรถกำลังซ่อมอยู่ เดี๋ยวผมเอารถไปจอดให้เองครับ”

       จี้ทิงในตอนนั้นยังไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น จึงไม่ได้ระแวงแม้แต่น้อย “ได้ครับ ขอบใจมาก”

       เขาก้าวลงจากรถแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังตัวอาคารหลัก ทว่าจากระยะไกล เขากลับเห็นเหล่าคนรับใช้ในบ้านมายืนรวมตัวกันอยู่ที่หน้าประตูใหญ่

       ปังงงง! สิ้นเสียงพลุกระดาษนับสิบลูกที่ถูกดึง สายรุ้งและกระดาษสีมากมายก็ปลิวว่อนตกลงมาบนตัวของจี้ทิง

       เขาชะงักไปชั่วขณะ เพราะไม่รู้ว่านี่คือการเฉลิมฉลองเรื่องอะไร แต่เหล่าคนรับใช้ภายใต้การนำของพ่อบ้านกลับพร้อมใจกันปรบมือขึ้นมาอย่างเกรียวกราว

       จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ ด้วยความมึนงง “อาหยาง นี่ทุกคนทำอะไรกันครับ...”

       พ่อบ้านฝืนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนพลางก้าวเข้ามาค้อมศีรษะลง “คุณชายใหญ่สั่งให้พวกเรารออยู่ที่นี่ เพื่อร่วมยินดีกับการย้ายบ้านใหม่ของคุณชายรองครับ”

       คำแต่ละคำเขารู้จักดี แต่พอเอามารวมกันกลับฟังไม่เข้าใจแม้แต่น้อย จี้ทิงนึกว่าเป็นที่ตัวเขาเองที่มีปัญหา “ย้ายบ้านใหม่ หมายความว่าต่อจากนี้ผมจะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วเหรอครับ?”

       พ่อบ้านร้อนรนจนแทบจะคลั่ง คุณชายใหญ่โกรธจนเลือดขึ้นหน้าขนาดนั้นแล้ว ทำไมคุณชายรองยังทำหน้าซื่อไม่รู้เรื่องอะไรอยู่ได้นะ

       เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะเริ่มถ่ายทอดคำพูดของจี้เยี่ยนจื๋อออกมา “คุณชายใหญ่ฝากมาบอกว่า คนตระกูลไหนก็ให้กลับไปนอนบ้านตระกูลนั้น ถ้าไม่มีบ้านให้นอนก็ไปเป็นคนจรจัดซะ ตระกูลจี้ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ไม่มีภารกิจต้องมาสงเคราะห์ผู้ยากไร้ครับ”

       จี้ทิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะเขาไม่เข้าใจจริงๆ “อาหยาง ผมไม่เข้าใจ”

       พ่อบ้านลำบากใจจนอยากจะร้องไห้ เขาเหลือบมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขยับเข้าไปกระซิบใกล้ๆ “คุณชายรองครับ วันนี้คุณไปทำอะไรมา คุณยังไม่รู้ตัวอีกเหรอครับ”

       จี้ทิงจ้องมองเขาเขม็ง นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่กว่าจะบางอ้อ “คุณหมายถึง... เรื่องของผมกับลู่เหยียนชูเหรอ?”

       “ก็ใช่น่ะสิครับ!”

       จี้ทิงไม่คาดคิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะโกรธเรื่องนี้จริงๆ แถมยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้ด้วย

       “เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดครับ จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาหรือยัง ผมจะไปอธิบายให้เขาฟังต่อหน้า”

       ถึงเขาจะไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิดในเรื่องนี้ แต่เมื่อนึกถึงนิสัยแบบแทสเมเนียนของจี้เยี่ยนจื๋อแล้ว เขาจึงคิดว่ายอมประนีประนอมเพื่อความสงบสุขน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

       พ่อบ้านกำลังจะอ้าปาก ทว่าบอดี้การ์ดสองคนกลับหิ้วกระเป๋าเดินทางเดินลงมาจากบันไดเสียก่อน

       บอดี้การ์ดวางกระเป๋าลงแทบเท้าของเขา พร้อมกับก้มหัวลงพร้อมกัน “คุณชายลู่ นี่คือสัมภาระที่คนรับใช้จัดเก็บไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ ประธานจี้สั่งไว้ว่าตอนที่คุณจะไป ให้หิ้วติดตัวไปด้วยเลยครับ”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^